หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

40 Episodes
Subscribe

By: dhamma.com

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

วัตถุประสงค์ของสมถะและวิปัสสนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 เม.ย. 2569
Yesterday at 11:00 PM

"วัตถุประสงค์ของสมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ต่อไปก็ตั้งมั่น แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนา ส่วนวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เรารู้ถูกเข้าใจถูกเกี่ยวกับชีวิตเราเอง ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ถ้าเข้าใจรูปธรรมนามธรรม ที่ประกอบเป็นกายใจเรา เราก็เข้าใจโลกข้างนอกด้วย โลกข้างนอกก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นเรียนรู้เข้าใจตัวเองได้ เข้าใจชีวิตได้ ก็เข้าใจโลกด้วย เราจะเกิดความปล่อยวาง ความไม่ยึดถือ เมื่อเราไม่ยึดถือ ใจเราก็ไม่มีภาระ ไม่ต้องแบกภาระ ไม่ต้องแบกรับภาระใดๆ ทั้งสิ้น จิตใจจะมีความสุขอย่างแท้จริง การที่เราทำวิปัสสนา จนเห็นความจริงของรูปนามกายใจ เห็นความจริงของชีวิตเรา ปล่อยวางได้ มันมีความสุขที่อมตะ ถาวร ใจมันเข้าถึงความสุขที่มันไม่หวั่นไหวอะไรอีกแล้ว ความสุขของสมถะเป็นของชั่วคราว ทำแล้วก็ต้องทำอีก มันสุขชั่วคราว เดี๋ยวมันก็วุ่นวายขึ้นมาอีก ก็ต้องฝึกอีก แต่การเจริญปัญญานั้น เมื่อปัญญาเราเกิดแล้ว มันก็ล้างกิเลสไป แล้วไม่ต้องล้างอีกแล้ว ไม่มีกิเลสจะให้ล้างอีกแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 เมษายน 2569


เห็นทุกข์จนไม่อยากไปเกิดแล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 เม.ย. 2569
Last Sunday at 11:00 PM

"ค่อยๆ ภาวนา เริ่มต้นก็เตาะแตะๆ ล้มลุกคลุกคลานเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครไม่ล้มลุกคลุกคลานหรอก ลำบากไปก่อน ฝึกมากๆ ไป ต่อไปจิตมันก็พัฒนาสูงขึ้นๆ ไป ความทุกข์จะลดลง น้อยลงๆ แล้วมันไปเห็นทุกข์สาหัสอีกทีหนึ่ง ตรงที่มันเห็นจิตเป็นทุกข์ ทุกข์สาหัส ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยเล่าว่า ท่านเห็นกายนี้คือตัวทุกข์ มันทุกข์ขนาดว่าเหมือนภูเขาทั้งลูกลงมาทับ บดขยี้ลงมา มันทุกข์ขนาดนั้นท่านถึงวางได้ บางท่านท่านเห็นจิตคือตัวทุกข์ ทุกข์เหมือนถูกภูเขาลงมาบดขยี้แล้วเลยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์ไม่ปล่อยวาง ไม่เห็นทุกข์เห็นโทษหรอก ภาวนาสู้ตาย สู้จนเห็นทุกข์ เห็นทุกข์แล้วไม่ต้องเรียกร้องหามรรคผลนิพพาน มันเป็นเอง รู้ทุกข์เมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น สมุทัยก็คือตัวตัณหา ตัวอยาก อยากไปเกิด ไม่อยากไปเกิดแล้ว ไม่มีตัณหา เพราะรู้ทุกข์ ไปเกิดที่ไหนก็ทุกข์ทุกที เห็นอย่างนี้มันก็ไม่ยอมไปเกิดแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยากได้ สิ้นความอยากเมื่อไรนั่นล่ะ คือนิโรธ นิโรธหรือนิพพาน คือสภาวะที่สิ้นตัณหา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 เมษายน 2569


นิโรธคือความดับทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 เม.ย. 2569
04/22/2026

"นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 เมษายน 2569


ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 เม.ย. 2569
04/22/2026

"ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 เมษายน 2569


กรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 เม.ย. 2569
04/13/2026

"การภาวนาไม่เห็นมันจะยากอะไรเลย ทำอย่างนี้ก็ได้ ทำอย่างนี้ก็ได้ ที่ทำไม่ได้ มันทำไม่ถูกเรื่อง อย่างทำสมถะอย่างนี้ ไม่รู้จักเลือกอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง เห็นเพื่อนเขาทำอย่างนี้ เราก็จะทำตามเขา เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ที่นี่หลวงพ่อเลยไม่เคยจัดคอร์ส เพราะหลวงพ่อสอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จัดคอร์สมันก็ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน ตอนนี้นั่งสมาธิ ตอนนี้เดินจงกรม ตอนนี้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ทำอย่างนี้ ทุกคนทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผลจริง เพราะจริตนิสัยคนไม่เหมือนกัน ทำอย่างนี้บางคนดี ทำอย่างนี้บางคนไม่ดี ทำแล้วไม่ดี หลวงพ่อก็เลยไม่ได้สอนให้มีคอร์ส ครูบาอาจารย์รุ่นก่อน ที่หลวงพ่อศึกษาเล่าเรียนด้วย ท่านก็ไม่ได้จัดคอร์ส เพราะท่านก็เข้าใจอยู่ จริตนิสัยคนมันแตกต่างกัน ไปเอามาทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้ผล ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง กรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา สังเกตตัวเองไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 เมษายน 2569


รากของตัณหาคือความไม่รู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 มี.ค. 2569
04/12/2026

"การที่จิตเราเที่ยวแสวงหาภพไปเรื่อยๆ แล้วก็ก่อภพ ก่อชาติ ก่อทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะความอยากมันผลักดัน ตัณหาคือความอยากเป็นตัวสร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ วิธีที่เราจะจัดการกับตัณหาไม่ใช่ไปห้ามมัน รากของตัณหาคือความไม่รู้ความจริง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 หรือตัวอวิชชา เพราะฉะนั้นรากของตัณหารากของความอยากก็คือตัวอวิชชา เราไม่รู้ความจริง ฉะนั้นอยากทำลายความอยากถาวรก็ต้องเรียนรู้ความจริง จนจิตเกิดวิชชาขึ้น รู้แจ้งอริยสัจรู้ความจริง ถ้าจิตรู้แจ้งอริยสัจแล้ว ตัณหาจะไม่เกิดอีก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 มีนาคม 2569


นิพพานมีจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 มี.ค. 2569
04/07/2026

"พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 มีนาคม 2569


ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มี.ค. 2569
04/06/2026

"พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า "ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา" ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก "สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด" ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 มีนาคม 2569


หมดอยากก็หมดทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มี.ค. 2569
04/05/2026

"ต้นตอรากเหง้าของความอยากที่แท้จริง คือการไม่รู้ความจริงของชีวิต เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต เราไม่ยอมรับความจริงของชีวิต เราก็เกิดความอยาก ทันทีที่เกิดความอยาก จิตใจก็ไม่สงบแล้ว จิตใจก็ดิ้นรนวุ่นวาย ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้นการที่เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ตัวนี้เรียกว่าอวิชชา เป็นรากเหง้าทำให้เกิดตัณหา เกิดความอยาก ความอยากก็ทำให้เกิดความดิ้นรนของจิตใจ ความดิ้นรนของจิตใจเกิดขึ้น จิตใจก็มีความทุกข์ ถ้าเราภาวนาเยอะๆ เวลาที่เรามีความสุข หรือเราสนุกสนานอะไรขึ้นมา ถ้าเราสังเกตใจของเราให้ดี เราจะเห็นว่าใจเรากระเพื่อมหวั่นไหว เวลาที่มีความสุข ใจยังมีภาระเกิดขึ้นเลย ใจไม่ได้มีความสุขจริง ใจทำงานทั้งวันทำงานทั้งคืน เหน็ดเหนื่อยที่สุดเลย ร่างกายเราทำงาน 8 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง เราก็ได้พักแล้ว แต่จิตใจทำงานทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดเลย นอนหลับไปยังฝันเลย ฉะนั้นจิตใจมันทุกข์สาหัส" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ​ มูลนิธิเพื่อการเผยแผ่ธรรมภาคภาษาจีน 20 มีนาคม 2569


จิตผู้รู้คือตัวทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 มี.ค. 2569
03/29/2026

"วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือ จิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่ง จิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์ ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 15 มีนาคม 2569


จุดตั้งต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มี.ค. 2569
03/28/2026

"เรื่องความรู้สึกตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารู้สึกตัวไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้จริง แน่มาจากไหนก็ทำไม่ได้หรอก เก่งที่สุดคือได้แค่เพ่งเอาไว้ เป็นสมถะ จะเดินปัญญามันทำไม่เป็น ทำไม่ได้ คนทั่วไปเขาชอบคิดว่าตัวเองรู้สึกตัว ในความเป็นจริงแล้ว คนที่รู้สึกตัวได้ มีน้อยเต็มที นับตัวได้เลย ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะเราเกิดมากับความหลง มีชีวิตอยู่กับความหลง แล้วก็ตายไปพร้อมกับความหลง หลงคือสภาวะที่มันลืมตัวเอง มันลืมกายลืมใจตัวเอง ลองวัดใจตัวเองดู แต่ละวันๆ เราไปดูคนอื่นกับดูตัวเอง อันไหนมากกว่ากัน เราไปฟังคนอื่นพูด กับการฟังเสียงในหัวใจตัวเอง อันไหนมันจะมากกว่ากัน สิ่งที่พวกเราคุ้นเคย จิตมันอยู่ข้างนอกหมด สนใจคนอื่น สนใจสิ่งอื่น รักตัวเองที่สุด แต่ลืมตัวเองบ่อยที่สุด พระพุทธเจ้าว่า "ความรู้สึกตัวเป็นจุดตั้งต้น ของการปฏิบัติเพื่อละกิเลส" ถ้าทุกคนรู้สึกตัวได้อยู่แล้ว ทุกคนก็ไม่มีกิเลสไปแล้ว ทุกวันนี้ยังล้มลุกคลุกคลาน แพ้กิเลสอยู่ เพราะมันไม่ได้รู้สึกตัวจริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 มีนาคม 2569


ปัญญามี 2 ส่วน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 มี.ค. 2569
03/22/2026

"หลวงพ่อบอกแล้วปัญญามี 2 ส่วน ปัญญาเบื้องต้นกับปัญญาที่มันเป็นส่วนที่ดี มีวิปัสสนาปัญญา มีโลกุตตรปัญญา เบื้องต้นต้องมีปัญญาเบื้องต้นเสียก่อน รู้ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติอย่างไร เวลาลงมือก็คอยระวังคอยสังเกตความคิดของเราให้ดี แล้วศีลของเราก็จะดี พอศีลของเราดี ใจเราก็สงบง่าย เราก็ต้องมีความเพียรชอบ ความเพียรชอบหมายถึงมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เอาชนะกิเลส มีความมุ่งมั่นที่จะเจริญกุศล มีความมุ่งมั่น มีความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับกิเลส สู้กิเลสต้องกล้าหาญมาก คนอ่อนแอไม่มีทางชนะกิเลสหรอก ต้องใช้ความกล้าหาญเรียกว่ามีความเพียรชอบ ถ้าเราควบคุมเรารู้เท่าทันความคิดของเราได้แล้ว การที่จะต่อสู้กับกิเลสก็จะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกิเลสเกิดเรารู้ทัน เราไม่ทำตามใจมัน กุศลเกิดเรารู้ทัน เราก็ส่งเสริมมัน เราฝึกมาตั้งแต่การรักษาศีล ฉะนั้นการที่จะมาฝึกจิตในขั้นที่สูงขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเรารู้ทันจิตที่เป็นกุศลอกุศล อะไรอยู่เบื้องหลังความคิด เรารู้ตัวนี้มาแล้ว คำพูด การกระทำ การเลี้ยงชีวิตของเราก็ดีแล้ว เราจะชำนิชำนาญในการอ่านจิตใจตัวเอง ฉะนั้นเราคอยสังเกตจิตบ่อยๆ อะไรอยู่เบื้องหลังความคิด กุศลหรืออกุศลอยู่ รู้บ่อยๆ แล้วการที่เราคอยรู้บ่อยๆ นั่นล่ะ มันคือตัวความเพียรชอบ เรามีความเพียร กิเลสเกิด เรารู้ทัน กิเลสก็ดับ กุศลเกิด อย่างความรู้สึกตัวมันเป็นกุศลเกิด ฝึกเรื่อยๆ กุศลมันก็เกิดบ่อยขึ้นๆ เรามีความเพียรที่จะต่อสู้กับกิเลสแล้ว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 มีนาคม 2569


ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มี.ค. 2569
03/20/2026

"ท่านสอนละเอียดยิบเลย สอนตั้งแต่ตัวทุกข์ เหตุของทุกข์คือตัณหา ตัณหาเกิดจากความไม่รู้ความจริงของชีวิต คือไม่รู้ความจริงของรูปนาม กายใจของเรา ทำอย่างไรจะรู้ ก็ต้องทำสติปัฏฐาน ทำวิปัสสนากรรมฐาน ทำวิปัสสนานั่นล่ะ แล้วรายละเอียดท่านแจกแจงลงในสติปัฏฐาน ว่าจะทำวิปัสสนาอย่างไร ฉะนั้นทำสติปัฏฐานแล้ว สิ่งที่ได้คือสติ เห็นสภาวะบ่อยๆ แล้วสติเกิด แล้วไม่ต้องเห็นสภาวะทั้งหมด เห็นสภาวะบางอย่าง แล้วก็จะเข้าใจสภาวะทั้งหมด เหมือนการทำวิจัย คราวนี้พอสติเกิด สมาธิจะเกิด มีสติ มีสมาธิ จิตตั้งมั่น แล้วพอสติระลึกรู้อะไร ก็จะเห็นตรงนั้นไม่ใช่ตัวเราของเรา จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จะเห็นอย่างนี้ พอเห็นมากเข้าๆ จิตก็ยอมรับความจริง สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ จิตจะเห็นความจริง จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าเห็นขนาดนี้ได้แล้วก็ ความอยากจะไม่มี มันจะอยากทำไม มันรู้ความจริงแล้ว ทุกอย่างมันแค่ภาพลวงตา จะอยากมันไปทำไม อยากไม่แก่หรือ ไร้สาระ อยากไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักหรือ มันไร้สาระ มันจะหมดความอยาก ถ้ารู้ความจริงของชีวิตแล้ว ความอยากจะดับ เมื่อความอยากดับ ความดิ้นรนของจิตก็ไม่มี จิตก็ไม่ทุกข์ จิตไม่มีภาระ จิตก็เข้าสู่ความพ้นทุกข์ นี่เส้นทางที่เกิดจากปัญญาตรัสรู้ มีเหตุมีผลตลอดสาย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 มีนาคม 2569


พาจิตให้เรียนรู้ความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มี.ค. 2569
03/18/2026

"การที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้ เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาแทบตาย เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ไปสักพักก็ต้องซ่อม เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน พอจิตมันฉลาด มันรู้ว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน จิตก็เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ พอจิตไม่ยึดถือ จิตก็หมดความดิ้นรน จิตไม่ดิ้นรน จิตก็เข้าถึงความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มีนาคม 2569 (ช่วงเย็น)


รูปแบบไหนไม่สำคัญเท่าเนื้อใน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มี.ค. 2569
03/17/2026

"ถ้ามีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ปฏิบัติแบบไหนก็ใช้ได้หมด แต่ถ้าขาดสัมมาสติ ขาดสัมมาสมาธิ ให้หลักสูตรวิเศษแค่ไหนมันก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ผลอะไร สู้กิเลสไม่ได้ รูปแบบอย่างไรไม่สำคัญหรอก สำคัญที่เนื้อใน มีสติถูกต้องไหม ถ้าสติเราเป็นสัมมาสติจริง สัมมาสมาธิก็จะเกิด เมื่อสัมมาสมาธิเกิด การเจริญวิปัสสนาก็จะเกิด มีสัมมาญาณะ เมื่อเจริญสัมมาญาณะ ทำวิปัสสนาได้เต็มที่ สัมมาวิมุตติคืออริยมรรค อริยผลก็จะเกิด ใครชอบอะไรก็เอาอย่างนั้น แต่เนื้อในต้องถูก มีสัมมาสติจริงหรือเปล่า ตรงนี้ต่างหากตัวชี้ขาด ฉะนั้นสิ่งที่หลวงพ่อสอนพวกเรา คือการพัฒนาสัมมาสติ แล้วก็มันจะเกิดสัมมาสมาธิ แล้วก็ถึงเจริญปัญญาได้จริง จะเรียกว่าสายอะไร เรียกไม่ถูก สายอะไรก็ได้ กาย เวทนา จิต ธรรม ได้หมด ขอให้ทำให้ถูกเท่านั้น เลยเป็นสายที่ไร้รูปลักษณ์ เป็นกำลังภายในก็กำลังภายในชั้นสูง ไม่มัวร่ายรำ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มีนาคม 2569 (ช่วงเช้า)


เรียนธรรมะด้วยใจที่อ่อนโยน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มี.ค. 2569
03/16/2026

"บางทีที่หลวงพ่อไปเรียนกับรุ่นครูบาอาจารย์ เข้าไปหาท่านเราไม่ต้องพูด เราเข้าไปด้วยใจที่อ่อนโยน เข้าไปด้วยใจที่ปรารถนาคุณงามความดีใส่ตัวเอง ไม่ได้ไปอวดเก่งอวดดีกับท่าน เข้าไปหาท่าน ไปอยู่ใกล้ๆ ท่าน เดี๋ยวท่านก็สอนธรรมะเอง ท่านพูดเอง หลวงพ่ออยู่กับครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่ด้วยวิธีนี้เลย ไม่ต้องพูด เรียนกับครูบาอาจารย์ ถ้าประเภทกูรู้หมดแล้ว ธรรมะของท่านไม่มี ไม่ใช่ท่านไม่เมตตา ท่านเมตตาทุกคนเท่าๆ กัน แต่คนที่จิตกระด้างธรรมะมันไม่ถ่ายทอดจากจิตออกมา เพราะการเรียนธรรมะภาคปฏิบัติ ธรรมะจะถ่ายทอดจากจิตครูบาอาจารย์มาสู่จิตใจของเรา แต่ถ้าจิตใจของเราเต็มไปด้วยความยโสโอหัง อวดดี กูเก่ง กูรู้ ธรรมะหนีหมดเลย ท่านเงียบเลย ท่านไม่พูดแล้ว เพราะว่าไม่มีธรรมะจะพูด ถ้าเราจะภาวนาเราจะเรียนธรรมะแล้ว โอ๊ย กูเก่ง กูรู้ อะไรอย่างนี้ ให้ดูเข้าไป ให้รู้ทันเข้าไป แล้วก็กูเก่งมันจะดับ ใจมันจะอ่อน ใจมันอ่อนโยน คราวนี้ฟังธรรมะรู้เรื่องแล้ว ฉะนั้นสังเกตที่จิตเรานี่ล่ะ ถ้ากูเก่ง กูเก่ง ละก็ รู้ทันเข้าไปเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 มีนาคม 2569


ยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์แล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.พ. 2569
03/15/2026

"เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือการเรียนรู้ความจริงของร่างกาย ของจิตใจ ถ้าเข้าใจความจริงได้ มันจะไม่ทุกข์ หรือทุกข์ก็ทุกข์น้อยๆ ความจริงของร่างกายเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ในโลกปัญหามากมาย ไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงที่สุดสำหรับเราเท่ากับตาย ถ้ากระทั่งตายยังไม่หวั่นไหว ปัญหาในโลกจะมาทำอะไรเราได้ การที่เราคอยมีสติรู้สึกกายรู้สึกใจ เราจะเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจ ร่างกายมีธรรมชาติต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เป็นธรรมดา ถ้ายอมรับได้ แก่ก็ไม่ทุกข์ บางคนแก่แล้วทุกข์ กลุ้มใจไม่มีใครเลี้ยง ไม่มีใครเลี้ยงแล้วกลัวอะไร กลัวลำบาก กลัวอดอยาก กลัวอดมากๆ หรือป่วยมากๆ ก็ตาย ลึกที่สุดก็คือกลัวตาย แต่ถ้าเราเห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เราก็จะไม่กลัวแก่ ไม่กลัวเจ็บหรอก ลองพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นมาแล้วอยู่ชั่วคราวก็ต้องดับไป การที่เราหัดภาวนาเพื่อให้จิตยอมรับความจริง จิตยอมรับความจริงได้ จิตจะไม่เกิดความอยาก เมื่อจิตไม่เกิดความอยาก จิตจะไม่เกิดการดิ้นรน เมื่อจิตไม่ดิ้นรน จิตก็จะไม่เกิดความทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 กุมภาพันธ์ 2569


อยู่กับวิหารธรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ก.พ. 2569
03/09/2026

"สติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามกิเลส มีความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น ถัดจากนั้น สติระลึกรู้อะไรลงไปก็จะเห็นจิตไปรู้อันนี้ ลืมจิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นจิตที่ไปดูรูป พอเรารู้ทัน จิตที่ไปดูรูปดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เราจะเห็นการทำงานของมันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นมันเกิดสติ การที่เราคอยรู้ทัน จิตที่หลงไปไหลไป รู้เรื่อยๆๆๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นแล้วต่อไปสติระลึกรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ปัญญาจะเกิดๆ จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ เบื้องต้นของสติปัฏฐาน มีวิหารธรรม แล้วอยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง รู้วิหารธรรมไปด้วยจิตใจปกติ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป แล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อความดีวิเศษวิโสอะไรหรอก เราทำไปเพื่อสู้กับกิเลส เรามีกิเลสแล้ว เราสู้กับกิเลสไม่ได้ไปสู้กับคนอื่น เราไม่ได้ภาวนาเพื่อแข่งกับคนอื่น บางคนเดินจงกรมแล้ว เพื่อนยังเดินเราต้องเดินด้วย เราจะต้องชนะมัน อย่างนี้ทำเพราะกิเลส ไม่ได้ทำเพื่อสู้กิเลสแล้ว สังเกตตัวเองไป แล้วการที่เรามีสติอยู่กับวิหารธรรม เราไม่ได้เอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรทั้งสิ้น เราจะเอาความรู้สึกตัว อยู่กับวิหารธรรมไป แล้วก็มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะวิเศษวิโสเหนือคนอื่น การที่เราคอยมีวิหารธรรม มีสติอยู่กับวิหารธรรมเรื่อยๆ จิตหนีจากวิหารธรรมก็รู้ จิตเพ่งวิหารธรรมก็รู้ จิตอยู่กับวิหารธรรมก็รู้ การที่รู้ๆๆ บ่อยๆ มันจะรู้สึกตัว จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว สัมปัญชัญญะจะเกิดขึ้น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 กุมภาพันธ์ 2569


ถ้าลงมือปฏิบัติจะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ก.พ. 2569
03/08/2026

"ถ้าเรียนบาลี วัตถุประสงค์เพื่อจะไปศึกษาพระไตรปิฎกรู้เรื่อง ลงมือปฏิบัติแล้วก็เอามาเผยแพร่ อันนี้ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด ถ้าเรียนบาลีจบแล้วก็ถือว่าเลิกกัน เสียเวลา สู้กิเลสไม่ได้ มีตัวอย่างให้เราเห็นเยอะแยะเมื่อปีกลายนี้ พวกเราไม่ได้เรียนปริยัติมากมายอะไร เราเรียนจากภาคสนามเลย คล้ายๆ คนจะปลูกต้นไม้ คนหนึ่งเขาไปเรียนเกษตร เราไม่ได้เรียนเกษตร เราอยู่ในสวน ปลูกจริงๆ สะสมความรู้สืบทอดกันจากบรรพบุรุษ ทีแรกก็ปลูกแล้วก็ตาย ก็หาวิธีปลูกอย่างไรจะปลูกได้ ฉะนั้นความรู้ไม่กว้างขวาง เหมือนคนที่เขาเรียนเกษตร แต่เราปลูกต้นไม้ออกลูกได้ การปฏิบัติธรรม เราไม่ได้เรียนปริยัติมากมาย ความรู้เราไม่ได้เยอะ ความรู้เราคับแคบแค่เอาตัวรอด ศึกษาแล้วลงมือทำ สิ่งที่เราจะได้คือความพ้นทุกข์ ไม่มีวุฒิบัตร ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เราฝึกไป เราพ้นทุกข์ ศาสนาพุทธไม่ใช่เรื่องอื่น เป็นเรื่องทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ เพราะเรื่องความทุกข์เป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต ถ้าเรียนปริยัติก็พอเห็นเงา ถ้าลงมือปฏิบัติก็จะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง แล้วก็พ้นทุกข์ได้ ถ้าเรียนปริยัติก็รู้ตำรับตำรา ไม่เห็นสภาวะของทุกข์จริงๆ ก็ไม่พ้นทุกข์หรอก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 กุมภาพันธ์ 2569


ดูจนเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.พ. 2569
03/03/2026

"เราฝึกให้จิตเราอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราจะเห็นว่าพอสติระลึกรู้กาย จิตเราตั้งมั่นอยู่ เราจะเห็นว่ากายกับจิตเป็นคนละอันกัน ร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ก็จะเห็นเวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สัญญา ความจำได้ความหมายรู้ต่างๆ ผุดขึ้นมา เราก็จะเห็นสัญญาทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว อย่างโลภ โกรธ หลง จะเห็นตัวโลภ โกรธ หลงก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่จิต จิตเป็นคนไปรู้ไปเห็น ค่อยๆ แยกๆๆ จากรูปแยกออกไป เวทนาแยกออกไป สัญญาแยกออกไป สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่วแยกออกไป เข้ามาถึงตัวจิต เหลืออันเดียวที่เรารู้สึกว่าคือตัวเราของเราคือจิต ท่านสอนให้ดูวิญญาณ 6 เพื่อจะได้เห็นไตรลักษณ์ของจิต เราไม่ต้องเรียนจิตทุกชนิด เราเรียนแค่จิตที่ไหลไปทางทวารทั้ง 6 กับจิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ไม่ไหล รวมความแล้วก็คือ 1 คู่ คือจิตที่ไหลกับจิตไม่ไหล ก็เรียนแค่คู่เดียวเท่านั้น ถ้าเรียนคู่นี้ได้ ถึงจุดหนึ่งเราจะเห็น จิตไม่ใช่ตัวเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มูลนิธิเพื่อการเผยแผ่ธรรมะภาคภาษาจีนฯ 19 กุมภาพันธ์ 2569


จิตประภัสสรคือจิตอวิชชา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ก.พ. 2569
03/01/2026

"เราเดินในสติปัฏฐาน 4 เข้ามาเป็นลำดับๆ มา เราจะค่อยๆ สังเกตเห็นกุศลหรืออกุศล สุข หรือทุกข์ กุศลอกุศลเสมอกัน เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน จิตก็ไม่สนใจแล้ว จิตวาง จิตจะทวนกระแสเข้ามาที่จิต เมื่อจิตทวนกระแสเข้ามาที่จิตแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่า นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดมาตายอยู่ตรงนี้ มาตายอยู่ที่จิตประภัสสรนี้ล่ะ พอจิตเราสว่างผ่องใส เราก็ปลื้มอกปลื้มใจ โอ้ จิตเราดีแล้ว จิตเราไม่มีกิเลสแล้ว มันอยู่ได้ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็เสื่อม หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อ จิตประภัสสรครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ หลวงตามหาบัวท่านบอกว่า จิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรนี่ล่ะคือจิตอวิชชา ยังไม่จบๆ แล้วบอกเกือบทั้งหมดของนักปฏิบัติมาตายอยู่ตรงจิตอวิชชา หรือจิตประภัสสร หรือจิตผู้รู้นี่ล่ะ มีหลายชื่อแต่ตัวเดียวกัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 15 กุมภาพันธ์ 2569


ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 ก.พ. 2569
02/28/2026

"ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่า "การดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด" วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 กุมภาพันธ์ 2569


ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.พ. 2569
02/23/2026

"การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กุมภาพันธ์ 2569


เริ่มจากจุดที่เราทำได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ก.พ. 2569
02/22/2026

"เบื้องต้นก็มีวิหารธรรมแล้วก็เรียนของเราไป หรือเริ่มจากจุดที่เราทำได้ แล้วต่อไปความรู้ความเข้าใจมันจะขยายออกไป อย่างเรารู้กาย หายใจออกไม่ใช่เรา หายใจเข้าไม่ใช่เรา จิตที่ไปรู้กายที่หายใจก็ไม่ใช่เรา รู้หมดทั้งกายทั้งจิตล่ะ ฉะนั้นเบื้องต้นอยู่กับวิหารธรรมไป แล้วดูจิตหนีไปจากวิหารธรรมก็รู้ จิตถลำไปเพ่งไปจ้องเอาเป็นเอาตายก็รู้ แล้วจิตมันจะค่อยๆ พัฒนาเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก ความรู้มันก็จะกว้างขวางออกไปเรื่อยๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 กุมภาพันธ์ 2569


วิญญาณไม่ใช่เรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 ก.พ. 2569
02/19/2026

"ถ้าเราหัดทำกรรมฐาน จิตเราไหลเรารู้เรื่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นวิญญาณไม่เที่ยง วิญญาณคือความรับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตัวนี้ ถ้าพวกเราฝึกจิตให้ดี แล้วเรามาเห็นความเกิดดับของวิญญาณทางอายตนะทั้ง 6 การเจริญปัญญาจะสั้นนิดเดียว ถ้าเห็นวิญญาณไม่ใช่เรา จิตที่หยั่งรู้อารมณ์ สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตรงนี้ล่ะสำคัญมาก จะแตกหักกันตรงนี้ พอรู้ลงมาถึงจิต จิตไม่ใช่เราตัวเดียว ขันธ์ที่เหลือล้วนแต่เป็นผลผลิตของจิต จิตเป็นตัวไปรู้เข้า กระทั่งตัวที่เป็นผู้ไปรู้ยังไม่ใช่เราเลย ของถูกรู้มันจะเป็นเราได้อย่างไร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 7 กุมภาพันธ์ 2569


จิตหยั่งลงในภพ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ก.พ. 2569
02/18/2026

"เราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น ไม่ใช่ไปบังคับจิตให้ตั้งมั่น แต่มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หยั่งลงไปตรงโน้นหยั่งลงไปตรงนี้ หยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นล่ะ ไม่มีที่อื่นหรอก ถ้าเราเห็นบ่อยๆ จิตเราจะตั้งมั่นมีกำลังขึ้นมา ฉะนั้นสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้สัมมาญาณะบริบูรณ์ สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา มีสมาธิแล้วก็ต้องไปเดินปัญญา จะเห็นความจริงคือเห็นไตรลักษณ์ตรงนี้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 กุมภาพันธ์ 2569


ประโยชน์ของสมาธิในทางโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ก.พ. 2569
02/17/2026

"การฝึกสมาธิมีประโยชน์มาก ในทางธรรมมันมีประโยชน์อยู่แล้วล่ะ ในทางโลก พวกเราส่วนใหญ่อยู่ในทางโลก ก็ต้องรู้จักเอาสมาธิมาใช้ ฉะนั้นเวลาชีวิตมีปัญหาอย่าไปวิ่งชนมัน ปัญหามีเอาไว้แก้ ไม่ใช่วิ่งชน เอาไว้แก้ไข ทำใจให้สงบ ปัญญามันเกิด มันรู้ว่าอันไหนควรจะแก้แล้วมันจัด Sequence ให้เลย เรื่องนี้แก้ก่อน เรื่องนี้ต่อไปๆ รู้อันไหนเป็นปัญหาหลัก อันไหนเป็นปัญหารอง อันไหนเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่เหมือนกันแต่ละอัน สติปัญญามันเกิด มันก็แก้ถูกจุด แป๊บเดียว เวลาใจมันฟุ้งคิดเท่าไรๆ คิดไม่ออก คิดไม่ออก อย่าไปคิดมัน คิดไม่ออกก็ทำความสงบให้จิตได้พัก พอจิตได้พักจิตก็มีกำลัง นี่ประโยชน์ของสมาธิในทางโลก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 กุมภาพันธ์ 2569


วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ม.ค. 2569
02/16/2026

"ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ดินเป็นตัวเราไหม น้ำเป็นตัวเราหรือเปล่า ลมเป็นตัวเราไหม อย่างหายใจ ลมหายใจเป็นตัวเราไหม น้ำ เราฉี่ออกมาเป็นตัวเราไหม พอดูลงไปเรื่อยๆ เราจะพบตัวเราไม่มีหรอก ส่วนที่เป็นร่างกายนี้ก็เป็นแค่ธาตุ ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร เขาเรียกเจตสิก คือสิ่งที่ประกอบกับจิต วิญญาณคือตัวจิตที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณกับจิตอันเดียวกัน เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ นี้เราไปแยกออกไป เราก็เห็นความสุขไม่ใช่เรา ความทุกข์ไม่ใช่เรา ความเฉยๆ ไม่ใช่เรา ความจำก็ไม่ใช่เรา ความดีก็ไม่ใช่เรา โลภ โกรธ หลง ก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางตาก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางใจก็ไม่ใช่เรา ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 มกราคม 2569


วิธีเอาชนะความทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ม.ค. 2569
02/15/2026

"สิ่งที่ชาวพุทธเราเรียน จุดสูงสุดก็เรียนรู้ชีวิตตัวเอง ทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง ถ้าเราเข้าใจชีวิตเราถ่องแท้แล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ ความทุกข์อันนี้หมายถึงความทุกข์ทางใจของเรา ส่วนความทุกข์ทางร่างกาย มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องทุกข์ ส่วนความทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้ วิธีเอาชนะก็คือการเรียนรู้ความจริงของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเราเขาเรียกมีประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ แล้วเราก็เรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจไป ความจริงของร่างกาย ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ความจริงของจิตใจ ต้องสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง ใจยอมรับได้ รู้สึกว่าธรรมดามันเป็นอย่างนี้ล่ะ พอเรายอมรับธรรมดาได้ก็คือเราเห็นธรรมะแล้ว เรียกว่าเราเห็นธรรมะแล้ว พอใจยอมรับธรรมดาได้ ใจจะไม่เกิดความอยาก มันจะอยากทำไม อยากไม่แก่อย่างนี้ อยากไปแล้วก็ป่วยการ อย่างไรมันก็แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อย่างไรมันก็หนีไม่ได้ อยากไปก็เหนื่อยเปล่าๆ ทุกข์เปล่าๆ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนามองโลกแง่ร้าย สอนให้เราดูความจริงของชีวิตเราจริงๆ ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ถ้าเราเข้าใจธรรมดาของร่างกาย ธรรมดาของจิตใจ นั่นล่ะคือการเข้าใจธรรมะ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 มกราคม 2569


ทำอย่างไรใจจะไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 ม.ค. 2569
02/12/2026

"พวกเราฝึกเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะเข้าใจธรรมะ คือจิตยอมรับความจริง ยอมรับความจริงได้ว่า เราจะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่รัก เราต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ เราจะต้องเจอกับความสมหวัง ผิดหวัง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จิตยอมรับความจริงได้แล้วจะไม่ทุกข์ จะค่อยๆ คลายความยึดถือออกไป ถึงขั้นสุดท้ายบรรลุพระอรหันต์ นอกจากเห็นความจริงร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นเลยไม่ใช่ของที่น่ายึดถือ จิตปล่อยวางไม่ยึดถือมัน เมื่อจิตไม่ยึดถือ กายจะแก่จิตไม่หวั่นไหว กายจะเจ็บจิตไม่หวั่นไหว อะไรจะเกิดขึ้นในโลกจิตก็ไม่หวั่นไหว พ้นจากความหวั่นไหวสิ้นเชิง ไม่กระเพื่อมไม่หวั่นไหว เรารู้ว่าทุกอย่างในโลกเรานี้ เราอยู่เหมือนอยู่ในความฝันเท่านั้นเอง ไม่ใช่ของจริงแท้แน่นอนอะไร ของหลอกๆ ชั่วครั้งชั่วคราว แล้ววันหนึ่งทุกอย่างที่เราเห็น ทุกอย่างที่เรามี ทุกอย่างที่เราเป็น ถึงวันหนึ่งก็ต้องหมดไปสิ้นไป ใจยอมรับตรงนี้ได้ ใจจะไม่ทุกข์ นี่คือศาสตร์ที่จะนำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ คือหันหน้ามาเรียนรู้ทุกข์ สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ ทุกข์อยู่ที่กายอยู่ที่ใจ หันหน้ามาเรียนรู้ความจริงของร่างกายจิตใจ จนจิตฉลาด ยอมรับความจริงของร่างกายของจิตใจได้ว่าเป็นของไม่เที่ยง ของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จิตยอมรับได้ จิตก็ปล่อยวางไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์สิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มกราคม 2569


ยอมรับความจริงของโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ม.ค. 2569
02/11/2026

"เราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู้รูปนามนี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจความจริงของรูปนามกายใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่น แล้วเราก็เข้าใจโลก แต่ถ้าเรียนรู้โลก มันเรียนไม่จบ ความรู้ในโลกมันไม่มีวันจบ พระพุทธเจ้าเลยสอนให้เรามาเรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้ เพราะเรียนแล้วมีที่จบ จบตรงเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ความเป็นจริงของรูปนามกายใจหรือของชีวิตเรานี้เอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 มกราคม 2569


ข้อดีและข้อด้อยของกรรมฐานต่างๆ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 24 ม.ค. 2569
02/10/2026

"อานาปานสติไม่ใช่ง่าย มีความพลิกแพลงมากมาย จะทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำให้เป็นวิปัสสนาก็ได้ ทำให้เกิด คือขณิกสมาธิก็ได้ อุปจารสมาธิก็ได้ อัปปนาสมาธิก็ได้ พลิกไปเป็นกสิณก็ได้ ฉะนั้นโอกาสที่จะพลาดก็เยอะ มีทางแยกเยอะ อาจารย์อภิธรรมบางท่านสอนเลย อานาปานสติเป็นกรรมฐานของมหาบุรุษ คือระดับบารมีสูงๆ ถ้าพวกเราไม่ได้ขนาดนั้น เราก็ใช้ตัวที่ง่ายกว่าอานาปานสติ เราใช้อิริยาบถ 4 ข้อดีคือดูง่าย ขณะนี้นั่งอยู่ รู้สึก ขณะนี้เดินอยู่ รู้สึก ขณะนี้ยืนอยู่ รู้สึก ขณะนี้นอนอยู่ รู้สึก แต่ข้อเสียก็คือมันอยู่ในแต่ละอิริยาบถนานไป อย่างเรานั่ง นั่งเป็นชั่วโมง จะดูรูปนั่งตั้งชั่วโมง ขี้เกียจดู เบื่อ เดี๋ยวก็ไม่ยอมดู ลืม อีกตัวหนึ่งที่พอดีๆ ไม่ละเอียดเกินไปแบบอานาปานสติ แล้วก็ไม่หยาบเกินไปแบบอิริยาบถ 4 คือการรู้สึกในร่างกาย เคลื่อนไหว รู้สึก หยุดนิ่ง รู้สึก เราก็เคลื่อนไหวเป็นระยะๆ เดี๋ยวก็ขยับตรงโน้น เดี๋ยวก็ขยับตรงนี้ คอยรู้สึกไป ถ้าเราใช้ อันนี้เขาเรียกสัมปชัญญบรรพ เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก หยุดนิ่งแล้วรู้สึก ทำไปเรื่อยๆ แต่มีข้อแนะนำ ถ้าจะใช้บรรพอันนี้ ควรจะเคลื่อนไหวแบบเป็นธรรมชาติ ถ้าเคลื่อนไหวซ้ำซาก เดี๋ยวก็เผลอ แล้วโอกาสพลาดสูงคือไปเพ่ง เพราะฉะนั้นเราทำกรรมฐาน เราก็ดูแต่ละอย่างมีทั้งข้อดีข้อด้อย อันไหนพอดีกับเรา อันไหนเหมาะกับเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 24 มกราคม 2569


พัฒนาจิตให้กลับสู่ความเป็นประภัสสร : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 ม.ค. 2569
02/09/2026

"ในความเป็นจริงแล้วจิตของเราทุกคน กระทั่งจิตของสัตว์เดรัจฉาน จิตของเทวดา ของสัตว์นรกอะไร จิตดั้งเดิมประภัสสรผ่องใสอยู่แล้ว จิตประภัสสรสว่าง สงบ แต่โง่ไม่ฉลาด ยังไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา ฉะนั้นจิตประภัสสร ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ ทีนี้พวกเราจะต้องมาพัฒนาจิตผู้รู้ หรือพยายามพัฒนาจิตให้กลับไปสู่สภาวะเดิมคือจิตที่ประภัสสร การที่จะพัฒนาจิตให้กลับไปสู่ความเป็นจิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรได้ ต้องรู้ทันว่ามีอะไรแปลกปลอมเข้ามา มีอะไรมาปิดบังจิตไว้ ส่วนใหญ่ก็คือความปรุงแต่งทั้งหลายนั่นล่ะ ทั้งดีทั้งชั่วนั่นล่ะ เข้ามาปิดบังจิตที่ประภัสสรเอาไว้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่เราจะปฏิบัติ เราจะต้องรู้ทันเวลาสิ่งแปลกปลอมมันเข้ามาบังจิตใจของเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 18 มกราคม 2569


ประโยชน์ของการทำสมถะ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ม.ค. 2569
02/08/2026

"ชีวิตนี้วุ่นวาย มีเรื่องปวดหัวมากมาย ถ้าถึงเวลาเรากลับบ้านกลับช่อง ไปทำงานมาเหนื่อยๆ กลับบ้าน อาบน้ำอาบท่า พักผ่อนสบายแล้วก็ภาวนา ไหว้พระ สวดมนต์ ให้จิต ทำกรรมฐาน มีวิหารธรรมให้จิตอยู่ในอารมณ์ที่เราอยู่แล้วมีความสุข ไม่นานจิตก็สงบ แล้วจิตมีกำลัง ไปต่อสู้กับชีวิตได้อีก ถ้าจิตไม่มีแรง แล้วก็เหนื่อยมากๆ สู้ชีวิตไปมากๆ เดี๋ยวก็เป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า ทุกวันนี้คนเป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า มหาศาลเลย คนไทยเรานี้ล่ะ ไม่ต้องชาติอื่นหรอก ฝรั่งมังค่าที่เศรษฐกิจมันพัง พิลึกพิลั่น พิกลพิการเยอะแยะเลย จิตใจ ถ้าเราทำได้จิตเราจะมีกำลังไปสู้กับชีวิตได้ดี แล้วถ้าเรามีสมาธิดีๆ เวลาคิดงาน จะคิดได้ดี บางเรื่อง งานยากๆ เราคิดไม่ออก คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ก็อย่ามัวแต่ไปคิดซ้ำซาก คิดแบบแมลงบินชนกระจก ไปเจอหน้าต่างกระจกแล้วชนอยู่นั่นล่ะ เดี๋ยวก็ตายเปล่า มาทำใจให้สบาย สงบก่อน พอใจเราสงบ มันจะเกิดปัญญาไปแก้ปัญหาชีวิต หรือแก้ปัญหาการงานได้ ได้ดีขึ้นเพราะตอนที่จิตสงบ ใจเราจะไม่มีอคติ ไม่มี Bias เราจะมองอะไรได้ถูก ได้ตรง มากกว่าคนซึ่งเขาไม่มีสมาธิ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 มกราคม 2569


วิธีสู้กิเลส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ม.ค. 2569
02/04/2026

"สติปัฏฐานเป็นคำสอนที่สุดยอดเลย เป็นแบบฝึกหัดที่สุดยอดจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยากเกินไปด้วยเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ การทำสติปัฏฐาน เริ่มต้น เราต้องหาเครื่องอยู่ให้จิตอยู่สักอย่างหนึ่ง เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าสอนเราก็คือกาย ร่างกายเรานี้ เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ จิตที่เป็นกุศลอกุศล แล้วก็ธรรมคือสภาวะรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันนี้จะดูยาก กระบวนการทำงานของมัน ของที่ดูง่ายๆ ก็ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ถ้าจิตเราไม่มีเครื่องอยู่ จิตจะร่อนเร่หนีไปตลอดเวลาโดยเราไม่รู้ว่าจิตกำลังหลงทางอยู่ เพราะฉะนั้นเบื้องต้นเราต้องดูวิหารธรรมที่พอเหมาะพอดีกับตัวเราเอง บางคนถนัดรู้สึกกาย บางคนไม่ชอบดูกาย อาจจะชอบดูเวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ บางคนไม่ชอบดูเวทนา ดูจิตก็ได้ จิตที่เป็นกุศลอกุศล ส่วนธัมมานุปัสสนาเป็นของละเอียด ทำตรงนี้ง่ายๆ ก่อน ทำตรงที่ง่ายๆ ได้แล้ว ต่อไปก็ทำของที่ละเอียดได้ วิธีจะสู้กับกิเลสก็ต้องมีความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเรียกว่าสัมปชัญญะ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ รู้ว่าตอนนี้เราจะสู้กับกิเลส รู้วิธีว่าเราจะมีสติระลึกรู้เท่าทัน ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก ทำไปเรื่อยๆ แล้วสติเราจะแข็งแรงมากขึ้นๆ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ม.ค. 2569


แผนที่การเดินทางในสังสารวัฏ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 ม.ค. 2569
02/03/2026

"เราตามรู้กายรู้ใจเนืองๆ จิตมันยอมรับความจริงได้ ความสุขในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความสุขในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน เห็นแล้วก็รู้ เราถูกหลอกให้วิ่งหาความความสุข ให้วิ่งหนีความทุกข์ตลอดเวลา วิ่งหาความสุข ความสุขก็ไม่ยั่งยืน วิ่งหนีความทุกข์ มันก็หนีไม่ได้จริง เพราะจริงๆ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข เราหนีความจริงไม่ได้ พอเราเห็นตามความเป็นจริง ใจมันก็เบื่อ ก็ค่อยๆ คลายความยึดถือ จิตใจเราก็เข้าสู่ความเป็นกลาง มีความสุขมีความทุกข์ในกาย ใจก็เป็นกลาง มีความสุขความทุกข์ในจิตใจ จิตใจเราก็เป็นกลาง สุขกับทุกข์เสมอกันด้วยความไม่เที่ยง ด้วยความอยู่ชั่วคราว มันทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ แล้วเราก็บังคับไม่ได้เหมือนๆ กัน ตรงนี้สำคัญ ไปดูเรื่อยๆ นานๆ ดูทีหนึ่งไม่ได้กินหรอก ดูถี่ๆ ดูเนืองๆ สติระลึกรู้กาย สติระลึกรู้ใจไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 มกราคม 2569


ปลูกศรัทธาในใจเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ม.ค. 2569
02/02/2026

"ศรัทธาของปุถุชนกลับกลอก ทีแรกอาศัยเชื่อลองดูก่อน ยังไม่ต้องศรัทธาเต็มร้อยหรอกเพราะไม่มีหรอก ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง แต่มาลองดู มาลองเรียนไตรสิกขาดู แล้วพอเราเห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น การที่เราเข้าเห็นผลของการปฏิบัติเรียกว่าเรามีปัญญาแล้ว เรารู้เหตุรู้ผลแล้ว ทำศีลไปอย่างนี้มีผลอย่างนี้ เจริญสมาธิมีผลอย่างนี้ เจริญปัญญามีผลอย่างนี้ ถึงโลกุตตระแล้วเป็นอย่างนี้ๆ ศรัทธาเราจะแน่นแฟ้นมากขึ้นๆ พอเราเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง ศรัทธาเราแน่นแฟ้น แต่ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ ศรัทธายังกลับกลอกได้ เราก็ต้องระมัดระวังจิตใจของเรา ทำอย่างไรศรัทธาเราจะไม่ตกง่าย ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ทุกวันทำในรูปแบบไว้ คบก็คบคนซึ่งเขาสนใจปฏิบัติด้วยกัน มีเวลาก็มาฟังธรรมมาวัด มาไม่ได้ก็ดูยูทูปเอา ให้ใจมันเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ ถ้าใจมันเคล้าเคลียอย่างนั้นเรื่อยๆ ไปศรัทธามันจะไม่ตก ถ้าตกก็ตกแวบๆ เดี๋ยวก็ศรัทธาใหม่" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 มกราคม 2569


ยอมรับความเป็นธรรมดา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 ม.ค. 2569
02/01/2026

"ธรรมะมันธรรมดา เมื่อไรใจเรายอมรับธรรมดาได้ ใจเราเป็นธรรมดา ใจเราไม่ทุกข์ ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความอยากทั้งหลายล้วนแต่เรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น อย่างธรรมดาของร่างกายเรา ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากของที่มันไม่ธรรมดา จิตใจเราต้องกระทบอารมณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก สมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง มันธรรมดา เราก็ไม่อยากพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก จากคนที่เรารัก เราอยากให้สิ่งที่เราไม่ชอบหมดไปสิ้นไป เป็นเรื่องความอยาก ความอยากทั้งหลายแหล่ล้วนแต่เป็นเรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น ที่เรามาปฏิบัติธรรมกันคือเรามาเรียนรู้ธรรมดาของชีวิตเรา สิ่งที่เป็นตัวเราก็ร่างกายกับจิตใจ มาเรียนรู้ธรรมดาของร่างกาย เรียนรู้ธรรมดาของจิตใจ ถ้ายอมรับธรรมดาของกายได้ ก็จะไม่มีความอยากอะไรที่ผิดธรรมดา ใจเราไม่ทุกข์ ยอมรับธรรมดาของจิตใจได้ ก็ไม่มีความอยากที่ผิดธรรมดา ใจมันก็ไม่ทุกข์ ความอยากทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่เรื่องผิดธรรมดาทั้งนั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 มกราคม 2569


การเห็นทุกข์คือการเห็นอริยสัจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ม.ค. 2569
01/29/2026

"การเห็นทุกข์ก็คือการเห็นอริยสัจ ถ้าเรารู้ความจริง โดยเฉพาะการรู้ความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ จิตรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยาก ละความยึด ตรงที่เรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเรียกว่าเรามีวิชชา ล้างอวิชชาได้ อวิชชาคือความไม่รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นล่ะไม่รู้อริยสัจ เราภาวนาเรื่อยๆ เราเห็นมีแต่ทุกข์ ถ้ายังดูตรงนี้ไม่ออก บางคนยังไม่เห็น ก็ดูทุกข์ของกายไป กายนี้ทุกข์ แล้วพอจิตเรามีสติ สมาธิ ปัญญาแข็งแรงขึ้น มันจะเห็นว่าจิตจะเป็นตัวทุกข์ ไม่มีใครทำอะไรมัน การที่มันมีผัสสะแล้วมันสะเทือนตลอดเวลามันคือทุกข์ ทุกข์แบบบอกไม่ถูกเลย แล้วภาวนาเรื่อยๆ จนมันรู้แจ่มแจ้ง จิตนี้คือตัวทุกข์ มันก็จะปล่อยวาง ฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้งมันก็จะละสมุทัยโดยอัตโนมัติ สมุทัยเป็นตัวตัณหา เป็นตัวอยาก เป็นตัวยึด ละโลภะตัวนี้ได้ ฉะนั้นรู้ทุกข์แจ่มแจ้งมันก็หมดอยาก ถ้ารู้ทุกข์ไม่แจ่มแจ้งมันก็จะเกิดความอยาก พอถึงขั้นละเอียด เราจะเห็นจิตมันทำงานทั้งวันทั้งคืน มันสะเทือน ถ้าเราเห็นอย่างนั้นมันก็จะปล่อยวางจิตได้ แต่ถ้าเรายังเห็นไม่ถึง เรายังเห็นผิดอยู่ ไม่รู้แจ้งอริยสัจ เรายังเห็นว่าจิตนี้เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง อันนี้เรียกว่าเรายังรู้ไม่จริง เราเห็นแต่เวทนา จิตเดี๋ยวก็มีโสมนัสเวทนา คือมีความสุขทางใจ เดี๋ยวมีโทมนัสเวทนา คือมีความทุกข์ทางใจ เราไปเห็นอย่างนี้ เราเห็นแค่ตัวเวทนา เราไม่ได้เห็นอริยสัจ ทุกขเวทนากับทุกขสัจคนละเรื่องกัน ถ้าเป็นทุกขสัจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือตัวทุกข์ นี้เราเห็นอริยสัจแล้ว " หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 มกราคม 2569


ทำกรรมฐานที่เราถนัด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ธ.ค. 2568
01/28/2026

"ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร กรรมฐานอันไหนทำแล้วสติเกิด อันนั้นดีกับเรา อาจจะไม่ดีกับคนอื่น หรือกรรมฐานที่ดีของคนอื่น อาจจะไม่เหมาะกับเรา เราทำแล้วไม่ได้ผลก็ได้ เพราะฉะนั้นกรรมฐาน ทางใครทางมัน ดูที่มันเหมาะกับตัวเอง อย่างหลวงพ่อไม่ชอบดูกาย รู้สึกมันตื้น มันไม่ถึงใจ หลวงพ่อดูแล้วไม่สนุก จริตนิสัยคนเราไม่เหมือนกัน แต่หลวงพ่อ หลวงปู่ดูลย์ให้หลวงพ่อดูจิต โอ้ สนุก จิตนี้ทำไมมันวิจิตรพิสดาร มันหลากหลายเหลือเกิน ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งที่เราถนัด กายก็ได้ เวทนาก็ได้ หรือดูจิตใจตัวเองก็ได้ แล้วคอยรู้จิตใจตัวเอง จิตหนีไปจากกรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งกรรมฐาน รู้ทัน อย่างเพ่งท้อง เพ่งเท้า หรือเพ่งลมหายใจ หรือเพ่งพุทโธ เพ่งความรู้สึกสุขทุกข์ เพ่ง จิตโกรธขึ้นมาก็ไปเพ่งโกรธอะไรอย่างนี้ จิตมันถลำลงไปเพ่งความโกรธ ให้รู้ทันจิตตนเอง พอเรารู้ทันจิตตัวเองได้ คล้ายๆ เราได้กุญแจที่จะไขตู้พระไตรปิฎกแล้ว จิตเรานี้ล่ะคือกุญแจที่จะไขธรรมะ ไขตู้ธรรมะในใจของเรา ถ้าเราไม่มีจิตที่ตั้งมั่น เรายังห่างไกล" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 ธันวาคม 2568