หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

40 Episodes
Subscribe

By: dhamma.com

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

✂️ Turn this podcast into clips
แก้มิจฉาทิฏฐิด้วยสติปัฏฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 ต.ค. 2569
แก้มิจฉาทิฏฐิด้วยสติปัฏฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 ต.ค. 2569 episode artwork
Yesterday at 11:00 PM

"วิธีที่เราจะละมิจฉาทิฎฐิก็คือการเจริญสติปัฏฐาน ถ้าเราสามารถละความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 หรือร่างกายจิตใจเป็นตัวเรา อันนี้หัวโจกของตัวมิจฉาทิฎฐิเลย มันคิดว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ แล้วมันก็เลยแตกแขนงไปว่าตัวเรามี ขณะนี้มี ถ้าตายไปแล้วพวกหนึ่งก็บอก ตายแล้วตัวนี้ก็ยังอยู่ไปเกิดอีก อีกพวกหนึ่งก็กลับข้าง ตอนนี้มี พอตายแล้วสูญ มันคิดว่าตอนนี้มี ตรงที่มันคิดว่าเดี๋ยวนี้เรามีตัวตนอยู่ ตัวนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิที่ประณีตลึกซึ้งเหลือเกิน เราต้องมาเจริญสติปัฏฐาน จนเราเห็นความจริงว่าตัวเราไม่มี" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 18 ตุลาคม 2569


ปฏิบัติในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ต.ค. 2569
ปฏิบัติในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ต.ค. 2569 episode artwork
Last Sunday at 11:00 PM

"เวลาอยู่ว่างๆ ต้องภาวนาให้มันเคยชิน การปฏิบัติจะไปรอทำก่อนนอนทีเดียว ไม่พอหรอก ในชีวิตธรรมดานี้ล่ะ ต้องฝึกให้ได้ พยายามรวมการปฏิบัติเข้ากับการใช้ชีวิตเรา ถ้าทำได้เราก็จะพัฒนาได้เร็ว ถ้าเราเก่งเฉพาะตอนก่อนนอน ไปนั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่กลางวันปล่อยใจฟุ้งซ่านหนีไป ไปไม่รอดแล้ว ถ้ากลางวันเราฟุ้ง ตอนเย็น ตอนค่ำ จะไปนั่งสมาธิจะให้สงบ มันไม่สงบง่าย แต่ถ้ากลางวันเรามีสติรู้สึกไปเรื่อยๆ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเปลี่ยนแปลงรู้สึกไป ตอนค่ำไปนั่งสมาธิ ไปเดินจงกรมในรูปแบบ จิตมันจะรวมเร็ว เพราะเราไม่ได้ปล่อยจิตให้ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ถ้ากลางวันปล่อยเต็มที่ จะไปนั่งให้สงบ มันไม่สงบหรอก ฉะนั้นอย่าไปแยกการปฏิบัติกับการใช้ชีวิตจริงออกจากกัน ถ้าเราไม่ต้องทำงานที่ต้องคิด ช่วงไหนไม่ได้ทำงานที่ใช้ความคิด ปฏิบัติได้ตลอด รู้สึกไปเรื่อยๆ รู้สึกกายรู้สึกใจ เหมือนเรามีถังน้ำ มีตะกอนอยู่ เรากวนน้ำจนน้ำขุ่นตลอดวัน แล้วตอนเย็นจะมานั่งดูให้น้ำ ตะกอนตกตะกอนให้น้ำใส เล่นยาก ฉะนั้นกลางวันก็อย่าไปกวนน้ำให้ขุ่น คือมีสติไว้ รู้ทัน ร่างกายเคลื่อนไหว รู้ทัน จิตใจเคลื่อนไหว รู้ทันไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 ตุลาคม 2569


สมาธิที่ถูกต้องจิตต้องตั้งมั่น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ต.ค. 2569
สมาธิที่ถูกต้องจิตต้องตั้งมั่น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ต.ค. 2569 episode artwork
Last Sunday at 11:00 AM

"เราต้องมาฝึกให้จิตมันมีบ้านอยู่ แต่ไม่ได้อยู่เป็นคุก ทำกรรมฐานไปสักอย่างหนึ่ง เพื่อจะฝึกความรู้เนื้อรู้ตัว ฝึกสติ ไม่ใช่ทำกรรมฐานเพื่อฝึกความสงบ คนเข้าวัดคิดถึงการปฏิบัติเมื่อไร ก็คิดถึงการทำจิตให้สงบ ไปนั่งสมาธิให้มันสงบ ความสงบดีไหม ก็ดี ดีกว่าความฟุ้งซ่าน แต่สมาธิที่ถูกต้องไม่ได้แปลว่าสงบ สมาธิที่ถูกต้องคือสภาวะของความตั้งมั่น จิตตั้งมั่นไม่ใช่จิตสงบ แต่จิตที่สงบอาจจะไม่ตั้งมั่น แต่จิตที่ตั้งมั่น สงบด้วย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 ตุลาคม 2569


ทำงานเผยแผ่ศาสนาควบคู่กับการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ต.ค. 2569
ทำงานเผยแผ่ศาสนาควบคู่กับการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ต.ค. 2569 episode artwork
Last Thursday at 11:00 PM

"ทำงานเผยแผ่ศาสนาตัวเราได้ประโยชน์ด้วย ถ้าทำงานแล้วตัวเราไม่พัฒนา ไม่ดี ฉะนั้นภาวนาไปด้วย เวลาทำงานมันกระทบกระทั่งตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ กระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานหรือกับญาติโยม จุดสำคัญที่เราจะอยู่กันสบายก็คือเรารู้ทันจิตใจตัวเอง ถ้าเราภาวนาไปรู้ทันใจตัวเองไปด้วย ทำงานมันมีความสุข ทำงานเผยแผ่แล้วเราต้องพัฒนาได้ด้วย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 16 ตุลาคม 2569


การปฏิบัติคือการเรียนรู้กายกับใจ : 15 ต.ค. 2569
การปฏิบัติคือการเรียนรู้กายกับใจ : 15 ต.ค. 2569 episode artwork
Last Wednesday at 11:00 PM

"การภาวนาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยาก การปฏิบัติคือการเรียนรู้ตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็ประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ ถ้าตามตำราเขาเรียกมีแต่รูปกับนาม รูปธรรมกับนามธรรม พูดภาษาง่ายๆ มีร่างกายกับจิตใจ การเรียนรู้ตัวเองคือการเรียนรู้กายรู้ใจ เรียนแล้วได้อะไร มีสติรู้กายรู้ใจไปอย่างที่มันเป็น เราจะได้เห็นความจริงของร่างกายของจิตใจ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 ตุลาคม 2569


วิภัชชวิธี : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ต.ค. 2569
วิภัชชวิธี : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ต.ค. 2569 episode artwork
10/27/2026

"การที่เราจะเรียนธรรมะ เราจะเรียนแบบวิภัชชวิธี สิ่งที่เราคิดว่าคือตัวเราของเรา จับมันมาแยกเป็นส่วนๆ ด้วยปัญญา เราจะแยกออกเป็น 5 ส่วน ก็มีรูป คือส่วนที่เป็นวัตถุ ส่วนร่างกาย เวทนา ส่วนของความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญา ส่วนของความจำได้ความหมายรู้ เช่น จำรูปได้ จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส จำเรื่องราวได้ หมายรู้ก็หมายรู้ถูกหมายรู้ผิด หมายรู้ถูกก็หมายรู้ของไม่สวยไม่งามว่าไม่สวยไม่งาม ของไม่เที่ยงก็รู้ว่าไม่เที่ยง ของเป็นทุกข์ก็หมายรู้ว่าเป็นทุกข์ ของไม่ใช่ตัวตนก็หมายรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน นี่หมายรู้ถูก หมายรู้ผิดก็ตรงข้ามกัน ถ้าแยกสังขาร สังขารคือความปรุงแต่งของจิต ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ตัวสุดท้ายวิญญาณ วิญญาณก็คือจิตนั่นล่ะ แต่ท่านเน้นมาที่ตัววิญญาณ คือความหยั่งรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเราภาวนาแล้วเรายังเห็นตัวนี้เป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ เราก็จะรู้สึกว่าตัวเรามีอยู่ เหมือนในรถยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ มันยังรวมตัวกันอยู่ เราก็รู้สึกมีรถยนต์ พอมันแยกชิ้นส่วนออกไปแล้ว รถยนต์หายไป สิ่งที่เรียกว่าตัวเราถ้าเราจับแยกส่วนออกไปได้ รูปส่วนรูป เวทนาส่วนเวทนา สัญญาส่วนสัญญา สังขารส่วนสังขาร จิตส่วนจิต จิตคือวิญญาณ ก็ส่วนวิญญาณ เราจะพบว่าตัวตนหายไป ตัวเราไม่มีจริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 ตุลาคม 2569


น้อมเข้ามาเรียนรู้ตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 ต.ค. 2569
น้อมเข้ามาเรียนรู้ตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 ต.ค. 2569 episode artwork
10/26/2026

"หลักของการปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้ยากอะไร โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง น้อมเข้ามาเรียนรู้ตัวเอง อย่าส่งจิตออกนอก เพ่นพ่านออกไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ คนในโลกมันไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจตลอด มันเลยเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิกหรอก ถ้าเราย้อนกลับเข้ามาให้ถึงจิตถึงใจ แล้วมาเรียนรู้ตัวนี้ ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ไป วันหนึ่งเราจะเห็น กระทั่งตัวจิต มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่สภาวธรรมอันหนึ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป นี่อย่างนี้ พอเราย้อนกลับมาดูจิตบ่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราก็จะเห็น จิตไม่ใช่ตัวเรา จิตเป็นแค่สภาวธรรมอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ใจมันจะเข้าใจความเป็นจริง ปัญญาคือการรู้ถูก เข้าใจถูก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 10 ตุลาคม 2569


วิธีปฏิบัติที่ลัดสั้น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ต.ค. 2569
วิธีปฏิบัติที่ลัดสั้น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ต.ค. 2569 episode artwork
10/25/2026

"วิธีที่ง่ายที่สุดดูจิตตัวเอง ทำกรรมฐานไปแล้วรู้ทันจิตตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ได้มุ่งที่สงบ ทำกรรมฐานไป จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตสงบก็รู้ เวลาฟุ้งซ่านแล้วเราไม่ชอบก็รู้ เวลาสงบเราชอบก็รู้ เวลาฟุ้งซ่านเราไม่ชอบ เราอยากให้หายก็รู้ รู้ว่าอยากหายแล้ว เวลามันสงบเราชอบ แล้วพอชอบเราก็อยากรักษา เราก็รู้ว่าอยากรักษา ค่อยรู้จิต ค่อยรู้แล้วละเอียดประณีตมากขึ้นๆ ฝึกเรื่อยๆ ไป มันจะไม่ยากหรอก การภาวนาเราจะตัดตรงเข้าที่จิต แล้วมันดีอย่างไร กุศลเกิดที่จิต กุศลไม่ได้เกิดที่กาย อกุศลเกิดที่จิต อกุศลไม่ได้เกิดที่กาย มรรคผลเกิดที่จิต มรรคผลไม่ได้เกิดที่กาย กายมันเหมือนบ้าน จิตเป็นเจ้าของบ้าน กายก็เหมือนชุมโจร จิตคือหัวหน้าโจร ถ้าเราเข้าไปฆ่าหัวหน้าโจรตาย จับหัวหน้าโจรได้ ลูกน้องมันแตกหมด ถ้าเราสามารถเข้ามาถึงตัวจิตใจตัวเองได้ ขันธ์ 5 เราจะเห็นเลย รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีเลย รวดเร็ว ไม่ช้า ไม่เนิ่นช้า เหลือจิตเป็นเราอันเดียว เราก็ทำกรรมฐานของเราต่อไป คราวนี้เราจะเข้ามาที่ตัวจิตจริงๆ แล้ว เราก็เห็นจิตตั้งมั่นอยู่ เราฝึกมาเยอะจิตก็ตั้งมั่น เราไม่รักษาจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ดูรูป จิตที่ดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นดับ เกิดจิตที่ไปคิด จิตที่ไปคิดดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น สลับไปเรื่อยๆ สุดท้ายปัญญามันจะเกิด ปัญญาคือความรู้รวบยอด มันจะเกิดว่าจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี นี่เป็นวิธีภาวนาที่ลัดมากเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 ตุลาคม 2569


ธรรมนิยาม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 ต.ค. 2569
ธรรมนิยาม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 ต.ค. 2569 episode artwork
10/22/2026

"ความแก่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีความอยากจะไม่แก่ หรือความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ได้มีความอยากไม่เจ็บไข้ ความตายเป็นธรรมดา ไม่ได้มีความอยากที่จะไม่ตาย พอเราเห็นธรรมดา ธรรมดาของร่างกาย ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เพราะมันมีธรรมนิยาม เกิดมาแล้วมันไม่เที่ยง มันถูกความทุกข์บีบคั้นให้แตกสลายอยู่ตลอดเวลา มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง อันนี้เป็นธรรมนิยาม เราเข้าใจธรรมนิยาม เข้าใจความจริงของชีวิต ร่างกายมันเป็นอย่างนี้ล่ะ พอจิตมันเข้าใจความจริง เข้าใจธรรมะอันนี้แล้ว ความอยากก็ไม่เกิดขึ้น ไม่มีความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย เพราะรู้ว่าความแก่เป็นธรรมดา ความเจ็บเป็นธรรมดา ความตาย เป็นธรรมดา เห็นไหมว่าเราภาวนาแล้ว จนกระทั่งใจเรายอมรับธรรมดา ธรรมดานั่นล่ะคือธรรมะ คำเดียวกันเลย ธรรมดา ความเป็นธรรมดา ธรรมะเป็นความจริงที่เราหนีไม่พ้น ชอบหรือไม่ชอบไม่สำคัญ อย่างไรก็หนีไม่พ้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 3 ตุลาคม 2569


เข้าใจความเป็นจริงของโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 ก.ย. 2569
เข้าใจความเป็นจริงของโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 ก.ย. 2569 episode artwork
10/21/2026

"ฝนจะตก น้ำจะท่วม ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบังคับมันได้ แต่ถ้าฝนตกน้ำท่วม น้ำเข้าบ้านเรา เราจะป้องกันอย่างไร ก็หาทางป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้าน ป้องกันแล้วไม่สำเร็จ น้ำเข้ามาในบ้าน เราก็รู้ โลกก็เป็นอย่างนี้ล่ะ ไม่ได้สมอยากตลอดหรอก โลกเป็นอย่างนี้ล่ะ โลกนี้ไม่น่าอยู่เลย โลกนี้มีแต่ทุกข์ เดี๋ยวก็ทุกข์เรื่องโน้นเดี๋ยวก็ทุกข์เรื่องนี้ ไม่น่ายึดถือเลย เรามีร่างกาย เราก็ทุกข์ เรามีบ้านเราก็ทุกข์ มีรถยนต์ลอยน้ำไปแล้ว เราก็ทุกข์อีก ใจมันเห็น เห็นแต่ทุกข์ ใจมันจะคลายออกจากความยึดถือในโลก สุดท้ายเราจะพ้นจากโลก คือเราจะไม่เกาะเกี่ยวยึดถือในโลก สภาวะที่พ้นโลกแล้วมีชื่อเรียกว่าโลกุตตระ โลกุตตระคือคำว่าโลกกับอุตตระ อุดร อุดรก็คือเหนือ ทิศเหนือ อยู่เหนือโลก จิตเราจะอยู่เหนือโลก โลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้นล่ะ โลกก็ยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่นั่นล่ะ แต่จิตเราอยู่เหนือโลก คือจิตเราไม่หวั่นไหวไปกับโลก ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จิตเราไม่หวั่นไหวเพราะเราอยู่เหนือแล้ว เหมือนเราอยู่บนเครื่องบินอย่างนี้ ข้างล่างกำลังแผ่นดินไหวอยู่ เราก็ไม่ได้เดือดร้อนด้วย โลกมันกำลังสั่นสะเทือน เราอยู่บนอากาศไม่เกี่ยว หรืออยู่บนดาวเทียมอยู่ในสถานีอวกาศ เห็นโลกมันแผ่นดินไหวสึนามิมาอะไรอย่างนี้ ไม่กระทบถึงเรา ใจที่ฝึกดีแล้วมันจะพ้นโลกออกไป แล้วมันก็จะเห็นโลกไม่มีอะไรเลย โลกนี้ไม่น่ายึดถือเลย มีแต่ทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 กันยายน 2569


รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อจะรู้ทันจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ย. 2569
รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อจะรู้ทันจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ย. 2569 episode artwork
10/20/2026

"เราทำกรรมฐาน ไม่ใช่ไปให้ความใส่ใจ สนใจกับตัวอารมณ์กรรมฐาน หรือตัววิหารธรรม อันนั้นเป็นแค่เหยื่อล่อ ที่จะทำให้เราอ่านจิตตัวเองออก อย่างเราหายใจออก หายใจเข้า คนส่วนใหญ่บอกให้ทำอานาปานสติ จิตจะไหลลงไปแช่อยู่ที่ลมหายใจ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ลมก็ค่อยๆ ระงับ กลายเป็นแสง จิตก็ไหลเข้าไปในแสง คราวนี้นิมิตอะไรสารพัดมันหลอกแล้ว เราใช้อารมณ์กรรมฐานเป็นเหยื่อล่อ เพื่อจะรู้ทันจิต เป็นเครื่องสังเกตจิต จับหลักตัวนี้ให้แม่น แล้วจะภาวนาง่าย เราไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตสงบ ไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตสุข ไม่ได้รู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อให้จิตดี เรารู้อารมณ์กรรมฐานเพื่อจะรู้ทันจิต" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กันยายน 2569


อดทนฝึกแล้วฝึกอีก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ย. 2569
อดทนฝึกแล้วฝึกอีก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ย. 2569 episode artwork
10/19/2026

"ต้องอดทน ฝึกแล้วฝึกอีก อดทนไว้ ถึงจะไปรอด แล้วก็ให้เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตใจตัวเอง ฝึกเรื่อยๆ พอจิตตั้งมั่นแล้ว เดินปัญญาเรื่องเล็กนิดเดียวเลย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ร่างกาย เห็นเลยรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้สุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่วก็เห็นไม่ใช่เรา รู้เรื่อยๆ ต่อไปก็เห็นจิตก็ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี ถ้าตัวเราไม่มี เรียกเราได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้โสดาบันแล้ว ต่อไปก็ฝึกอย่างเดิม ฝึกเรื่อยๆ ปัญญาแก่กล้ามากขึ้นๆ มันจะรู้เลย ร่างกายคือตัวทุกข์ เราเห็นว่าไม่ใช่ตัวเราแต่คือตัวทุกข์ จิตก็คือตัวทุกข์ พอเรารู้ว่ากายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 คือตัวทุกข์ จิตจะหมดความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือในขันธ์ 5 จิตก็บริสุทธิ์หลุดพ้น เข้าถึงฝั่งของการปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กันยายน 2569


ปฏิบัติถูกต้องจะพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ก.ย. 2569
ปฏิบัติถูกต้องจะพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ก.ย. 2569 episode artwork
10/19/2026

"อย่าคิดนำ รู้สึกกายไป ดูสิร่างกายนี้สุขหรือทุกข์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง บังคับได้หรือไม่ได้ ดูของจริง ไม่คิดเอา ดูจากของจริง จิตใจเราเที่ยงหรือไม่เที่ยง จิตใจเราถูกความทุกข์บีบคั้นไหม มีภาระไหมทุกครั้งที่เสวยอารมณ์เสพอารมณ์ จิตใจเราเป็นของบังคับได้ไหม ดูจากของจริง ไม่ต้องคิดเอา ไม่ต้องไปคิดเอาว่าร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ อย่าไปยึดถือ คิดอย่างนี้ปล่อยวางไม่ได้ ต้องเห็นความจริงถึงจะปล่อยวางได้ เวลาเรียนธรรมะ อย่าไปคิดเยอะ ไม่ต้องถามเยอะ รู้สึกเอา รู้สึกกายเยอะๆ รู้สึกจิตใจเยอะๆ ถ้ารู้สึกได้เยอะๆ ต่อไปเราก็เห็นความจริงของกายของใจ แล้วเราจะเข้าใจธรรมะ ใจเราพ้นทุกข์ได้ คนจีนจะชอบถาม อยากได้ความรู้ก็ถาม ถามครูบาอาจารย์ พอได้คำตอบก็เอาไปคิดต่อ พอคิดอีกก็สงสัยอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็มาถามอีก มันเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีสติแล้วอ่านกายอ่านใจของตัวเองซื่อๆ อ่านไปเรื่อยๆ มันมีจุดจบ เมื่อจิตรู้ความจริงแล้วไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องถามใครเลย มันเห็นความจริงด้วยตัวเอง วิญญูชนรู้ด้วยตนเอง คนที่มีสติปัญญาแล้วลงมือปฏิบัติถูกต้อง จะได้คำตอบด้วยตัวเองและพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 กันยายน 2569


ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 ก.ย. 2569
ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 ก.ย. 2569 episode artwork
10/07/2026

"การปฏิบัติจริงๆ ถ้าจับหลักได้ไม่มีอะไรมาก หลักมันไม่ถูก ถ้าสำนวนเขาบอก ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ถูก มันก็คลาดเคลื่อนไปหมด จุดตั้งต้นที่เราต้องฝึกคือสติ ทีนี้ส่วนใหญ่คนเข้าวัด พวกหนึ่งทำสมาธิไม่ได้สนใจเรื่องสติ บางที่ก็มุ่งไปที่วิปัสสนาเลยทั้งๆ ที่ยังไม่มีสติ นี่ปัญหาของการปฏิบัติ ถ้าเริ่มต้นผิดปลายทางมันก็ไปไม่ค่อยจะถูกหรอก เว้นแต่มีบุญบารมีเก่ามากจริงๆ ค่อยๆ ไปปรับไปแก้ก็ถูกขึ้นมาได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก หัดรู้สภาวะให้ได้ รู้รูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ที่เราถนัด รู้ ไม่ใช่ลืม ไม่ใช่นั่งเพ่ง ตัวนี้ล่ะ ถ้าผิดตัวนี้ผิดทั้งสายเลย ถ้าถูกตัวนี้โอกาสที่จะถูกตลอดสายเกิดขึ้นได้ คำว่ารู้ พูดง่ายเข้าใจยาก สิ่งที่ไม่รู้ตรงข้ามกับรู้ อันแรกหลงลืม อันที่สองเพ่งจ้อง หลวงพ่อจะสอนให้รู้จักสภาวะ 2 อัน สภาวะหลงกับสภาวะเพ่งจ้อง เผลอกับเพ่ง เพื่ออะไร เพื่อเราจะได้รู้จักคำว่ารู้ เมื่อรู้ได้แล้วถ้าพอสติระลึกรู้กายอย่างถูกต้อง สัมมาสมาธิจะเกิด สติระลึกรู้นามธรรมอย่างถูกต้อง สัมมาสมาธิก็เกิด สัมมาสมาธิเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็ทำให้สัมมาญาณะเจริญขึ้น คือการเจริญวิปัสสนาจะก้าวหน้า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 กันยายน 2569


เรียนรู้ทุกข์จนพ้นทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 ก.ย. 2569
เรียนรู้ทุกข์จนพ้นทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 ก.ย. 2569 episode artwork
10/06/2026

"เราภาวนาเพื่อให้เห็นทุกข์ เพื่อให้เห็นความจริง สัจจะความจริงของร่างกายจิตใจเรา เรียนรู้ลงไปทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ในความเป็นจริงแล้วคือก้อนทุกข์ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวมันนั่นล่ะเป็นตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้เราจะละสมุทัยได้เด็ดขาด ไม่มีความอยากเกิดขึ้น เมื่อไม่มีความอยากเกิดขึ้นก็ไม่มีความจงใจ ไม่มีการกระทำกรรม ตัวเจตนานั่นล่ะตัวกรรม ตัวกรรมนั่นล่ะตัวภพ ใจมันจะดิ้น ตัวภพ หมดความไม่รู้ หมดอวิชชา ก็หมดตัณหา หมดภพ หมดทุกข์ ใจจะคลายออกสลัดออกในชั่วขณะจิตเดียว ภาวนาแทบเป็นแทบตาย ในขณะที่อริยมรรคเกิดเกิดชั่วขณะจิตเท่านั้นล่ะ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 กันยายน 2569


สิ่งที่เหนือดวงคือกรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ย. 2569
สิ่งที่เหนือดวงคือกรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ย. 2569 episode artwork
10/05/2026

"สิ่งที่เหนือดวงมีอยู่คือกรรม ดวงวิเศษแค่ไหน สิ่งที่เหนือมันก็คือกรรม ทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป อย่างไรก็ต้องได้รับผล การให้ผลของกรรม มันก็มีให้ในปัจจุบัน ให้ในชาติถัดไป ในชาติต่อๆ ไป กรรมบางอย่างก็เลิกให้ผลแล้ว อย่างอโหสิกรรม กิเลสไม่เข้าใครออกใครหรอก การจะเอาชนะกิเลสไม่ใช่เรื่องง่าย ยาก ยากมาก ไม่ใช่ยากธรรมดา เวลาที่กำลังของสติสมาธิเรายังอ่อน เราต้องอาศัยความศรัทธาเชื่อมั่น ว่าพระพุทธเจ้าคงไม่สอนสิ่งเลวร้ายให้เราหรอก แล้วเราก็ตั้งใจทำตามที่ท่านสอนไป โดยเฉพาะเรื่องศีล ตั้งใจรักษาไว้ให้ดี ไปด่าเขาเพื่อความสะใจก็เสียศีลแล้ว ฉะนั้นเราตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อก็พอแล้ว สำหรับฆราวาส สำหรับพระก็ต้องเยอะกว่านั้น ศีลเป็นเครื่องมือข่มใจไม่ให้ยอมแพ้กิเลส สมาธิเป็นเครื่องข่มกิเลส ไม่ให้มีอำนาจเหนือใจ ปัญญาเป็นเครื่องทำลายล้างกิเลส ฉะนั้นในขณะที่เรายังไม่มีสมาธิที่จะข่มกิเลส ยังไม่มีปัญญาที่จะทำลายกิเลส เราต้องรักษาศีลไว้ก่อน เวลาใจเราอยากทำชั่ว เรามีโอกาสทำชั่ว เราต้องข่มใจไม่ทำ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กันยายน 2569


รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ย. 2569
รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ย. 2569 episode artwork
10/04/2026

"การปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริง ถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 กันยายน 2569


ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ส.ค. 2569
ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ส.ค. 2569 episode artwork
09/17/2026

"อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่า เราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดา แต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 สิงหาคม 2569


จิตบังคับไม่ได้แต่ฝึกได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ส.ค. 2569
จิตบังคับไม่ได้แต่ฝึกได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ส.ค. 2569 episode artwork
09/16/2026

"จิตตั้งมั่นไม่ได้เกิดจากการบังคับจิต แต่เกิดจากสติ มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไม่ตั้งมั่นจะดับ แล้วเกิดจิตที่ตั้งมั่นขึ้นเอง ไม่มีใครสั่งจิตได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา เราบังคับจิตไม่ได้ แต่จิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก แต่ฝึกได้ วิธีฝึกก็มีสติรู้ทันมันไปเรื่อยๆ เวลาเรารู้ทันจิตที่ไหลไปมันดับ จิตที่ตั้งมั่นเกิด เราสะสมสมาธิแล้ว สมาธิที่แท้จริงไม่ใช่เกิดจากการกำหนด สมาธิที่แท้จริงหรือตัวสัมมาสมาธิมาจากสัมมาสติ พระพุทธเจ้าบอกสัมมาสติเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ สัมมาสมาธิเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญาบริบูรณ์ เมื่อสัมมาญาณะการเจริญปัญญาทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาวิมุตติคือเกิดอริยมรรคเกิดอริยผล ฉะนั้นจุดสำคัญที่พวกเราต้องฝึกคือสัมมาสติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 สิงหาคม 2569


ฝึกใจให้เป็นพระ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ส.ค. 2569
ฝึกใจให้เป็นพระ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ส.ค. 2569 episode artwork
09/15/2026

"ฝึกใจเราให้เป็นพระ มีสติไว้ คอยลด คอยละกิเลสไป แล้วใจเราก็จะสะอาดมากขึ้นๆ จุดสำคัญ กิเลสตัวสำคัญเลยตัวมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมีหลากหลาย ตัวสำคัญที่เราจะต้องต่อสู้กับมัน ชื่อสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิมันเป็นความเห็นผิด ว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ เป็นความเห็นผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายก็เป็นตัวเรา เป็นของเรา จิตใจที่เป็นตัวรู้อารมณ์ทั้งหลายก็เป็นตัวเรา เมื่อมันเป็นตัวเรา มันเป็นของเรา เราก็มีความรักความหวงแหน มีความยึดมั่นถือมั่น แต่ถ้าเราละสักกายทิฏฐิได้ เราไม่ได้เห็นว่าร่างกายคือตัวเรา เห็นมันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีเหตุปัจจัยมาประกอบ ก็ทำให้ธาตุนี้มารวมกัน มีสัญญา มีความจำได้หมายรู้เกิดขึ้น มีจิตครอบครองร่างกายนี้อยู่ ถ้าภาวนาให้มาก มีสติระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจตามความเป็นจริงบ่อยๆ ถึงวันหนึ่งเราก็จะเห็น ร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา เห็นอย่างนี้ได้ นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 สิงหาคม 2569


บุญจากการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ส.ค. 2569
บุญจากการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ส.ค. 2569 episode artwork
09/14/2026

"การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 สิงหาคม 2569


รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 ส.ค. 2569
รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 ส.ค. 2569 episode artwork
09/13/2026

"จุดสำคัญหัวใจของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำ ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไป เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้ เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้ว จิตจะหลุดพ้นของจิตเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 สิงหาคม 2569


เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ส.ค. 2569
เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ส.ค. 2569 episode artwork
09/10/2026

"เรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัวไว้ เรียนรู้ความจริงของร่างกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจเรื่อยๆ ไป ไม่ต้องไปคิดเยอะหรอก รู้สึกเอา รู้สึกกาย รู้สึกใจไป พอรู้สึกเรื่อยๆ ต่อไปมันเห็นความจริงของกายของใจ จิตก็หมดความอยาก ความอยากทั้งหลาย มันล้วนแต่อยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจไม่ทุกข์ พอเรารู้ความจริงว่ากายคือทุกข์ จะไปอยากให้มันไม่ทุกข์ทำไม จะไปอยากให้มันสุขทำไม มันเป็นเรื่องไร้เดียงสา เพราะเรารู้ความจริงแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว เราจะละความอยาก ละสมุทัยได้ เมื่อเราละความอยากได้แล้ว จิตจะเข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง จิตไม่มีความอยาก จิตก็ไม่มีความดิ้นรน จิตเข้าถึงความสงบสุข คำว่านิพพานๆ ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง นิพพานคือสันติ คือความสงบสุข มันสงบแล้วมันมีความสุข มันอิ่ม มันเต็มอยู่ในตัวเอง ฉะนั้นนิพพานไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่เราทำความดีแล้วตายไป เราจะไปอยู่ในโลก ในโลกของพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีโลกอย่างนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราละตัณหาเสีย ละตัณหาได้ เราก็เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปนิพพาน นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา เพียงแต่ว่าความไม่รู้หรืออวิชชา ผลักดันให้เกิดตัณหาคือความอยาก ความอยากผลักดันให้ดิ้นรน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ เราเลยไม่เห็นพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 สิงหาคม 2569


ทุกข์เพราะยึดว่าขันธ์เป็นตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ส.ค. 2569
ทุกข์เพราะยึดว่าขันธ์เป็นตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ส.ค. 2569 episode artwork
09/09/2026

"พอมันเกิดมาแล้วเราจะไปสั่งว่าอย่าเกิด มันสั่งไม่ได้ พอเกิดมาแล้วมันจะต้องแก่ เราจะสั่งว่าอย่าแก่ เราสั่งไม่ได้ เราสั่งว่าอย่าตาย เราก็สั่งไม่ได้ ในทางจิตใจเราเราจะสั่งว่า จงพบแต่อารมณ์ที่ดีที่ถูกอกถูกใจ เราก็สั่งไม่ได้ จงอย่าพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็สั่งไม่ได้ พอเราสั่งไม่ได้ ฉะนั้นเราจะไปแก้ที่ตัวขันธ์แก้ไม่ได้ ท่านเลยมองต่อไปอีก ที่เราทุกข์เพราะขันธ์นี้ เพราะเรายึดว่ามันคือตัวเรา เวลาเราแก่เราก็รู้สึกว่าเรา ร่างกายมันแก่เราก็รู้สึกว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บเราก็รู้สึกว่าเราเจ็บ ร่างกายตายเราก็รู้สึกว่าเราตาย เวลาเราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็คิดว่าเราพลัดพราก เวลาต้องเจอสิ่งที่ไม่รักเราก็บอกเราเจอสิ่งที่ไม่รัก มันมีเราๆๆๆ แทรกอยู่เรื่อยๆ มีความหลงผิดอยู่ เราไปเห็นขันธ์ว่ามันเป็นตัวเราของเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 16 สิงหาคม 2569


ใจเป็นคนรู้ได้ถึงจะทำสติปัฏฐานได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ส.ค. 2569
ใจเป็นคนรู้ได้ถึงจะทำสติปัฏฐานได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ส.ค. 2569 episode artwork
09/08/2026

"เราจะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ ทำด้วยความมีสติ ก็จะเห็นร่างกายนั่งอยู่ เห็นร่างกายหายใจอยู่ ใจเราเป็นแค่คนเห็น ร่างกายมันเดินอยู่ ใจเป็นแค่คนเห็น มีสติรู้สึกไป มีจิตตั้งมั่น ถ้าเรามีจิตตั้งมั่นได้ เราจะเห็นขันธ์มันแยก กายเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ สุขทุกข์เกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ กุศลอกุศลเกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ ใจมันจะแยกออกมาเป็นแค่คนรู้ ถ้าใจเราเป็นคนรู้ได้ เราถึงจะทำสติปัฏฐานได้ ถ้าใจเราเป็นคนคิดนึกปรุงแต่งก็ทำสติปัฏฐานไม่ได้ เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผู้เพ่ง ก็ไม่ใช่ทำสติปัฏฐาน ต้องเป็นผู้รู้ผู้เห็น เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เห็นร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง เห็นความสุขความทุกข์ในกาย เห็นความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ในใจ เห็นกุศลอกุศลในจิตใจ หัดรู้ไปเรื่อย แล้วต่อไปพอภาวนาได้ละเอียด เราจะเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดทางตาก็ดับทางตา จิตเกิดทางหูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่กายดับที่กาย เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตไม่มีที่อยู่แน่นอน จิตเกิดตรงไหน ดับตรงนั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 สิงหาคม 2569


พ่อแม่สำคัญเท่ากับพระอรหันต์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ส.ค. 2569
พ่อแม่สำคัญเท่ากับพระอรหันต์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ส.ค. 2569 episode artwork
09/07/2026

"พระพุทธเจ้าท่านยกความสำคัญของพ่อแม่ สำคัญเทียบเท่ากับพระอรหันต์ ฉะนั้นการที่เราดูแลพ่อแม่เราก็คือ การดูแลพระอรหันต์ในบ้านเรา คนถ้าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ มันก็จะไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน อย่างสัตว์แม่มันเลี้ยงมันแต่เด็กๆ พอมันโตมันก็ไม่รู้จักแม่มันแล้ว ต่างคนต่างไป แต่มนุษย์เรามีอารยธรรม เราก็รู้จัก ถ้าเราละทิ้งพ่อแม่เราก็ไม่ได้ต่างกับสัตว์เดรัจฉานเท่าไร การทำความดีเป็นบุญ สร้างคุณงามความดี การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา ล้วนแต่เป็นบุญทั้งสิ้น ถ้าพ่อแม่เรายังอยู่ ถ้าแม่ยังอยู่เวลาเราไปทำอะไรที่ดี แล้วเราไปบอกให้แม่เราดีใจ อย่างเราขยันทำงานช่วยเหลือคนโน้นคนนี้ ถ้าเราไปบอกแม่ แล้วแม่เราดีใจ แม่เราได้บุญด้วย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 สิงหาคม 2569


ธรรมะของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ก.ค. 2569
ธรรมะของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ก.ค. 2569 episode artwork
09/06/2026

"ลองทำจนให้เคยชิน เบื้องต้นรักษาศีล 5 ไว้ ช่วยให้เราสงบง่าย แล้วก็สังเกตตัวเอง เราอยู่กับกรรมฐานชนิดไหนแล้วสบายใจ อย่างบางคนเดิน ได้เดินจงกรมแล้วสบายใจ ก็เดิน บางคนรู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวทำงาน บางคนตัดหญ้า ตัดหญ้าเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว รู้สึกไปเรื่อย มีความสุข บางคนกวาดบ้านถูบ้าน กวาดไปถูไป ถ้าขี้เกียจก็ไม่มีความสุข แต่ทำไปแล้วบ้านสะอาดน่าอยู่ น่าดูเลย ดูแล้วมีความสุข ทีหลังก็อยากทำอีก กระทั่งกวาดบ้านถูบ้านก็เอามาทำกรรมฐาน ทำได้ เรากวาดบ้านแล้วมีความสุข รดต้นไม้แล้วมีความสุข เรารดต้นไม้ บางคนอาบน้ำให้หมาแล้วมีความสุข พลิกจิตนิดเดียว อย่ามัวแต่เพลินในความสุขอันนั้น ให้รู้ทันว่ากำลังมีความสุข ปฏิบัติไปอยู่ในชีวิตธรรมดานี้ล่ะ ถึงเวลาควรทำสมถะ เราก็อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข ใจเราสงบ สุข สบาย เราอ่านความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจไป อย่างบางคนตัดหญ้า มีความสุข ตัดไปแล้วเห็นร่างกายทำงาน ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราแล้ว จิตเดินปัญญาแล้ว แรกๆ ก็อาจจะงงๆ ลองทำดู สักไม่นาน เราจะหลอมรวมการปฏิบัติเข้ากับชีวิตจริงของเราได้ แล้วคราวนี้เราจะไม่พูดคำว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 กรกฎาคม 2569


การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.ค. 2569
การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.ค. 2569 episode artwork
09/05/2026

"การที่ครูบาอาจารย์บอกว่า การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด ท่านพูดตรงประเด็นเลย แทนที่เราจะไปตีอ้อมไกลๆ เราบุกเข้าเมืองหลวงเลย ใช้กำลังของสติปัญญาของเรา บุกทะลวงเมืองหลวงของกิเลส คือจิตนั่นละ ถ้าเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี นี่คือพระโสดาบัน แล้วการภาวนาต่อไป จะเริ่มมีสติปัญญาละเอียดขึ้น จะเห็นว่าร่างกายที่เราเห็นว่าไม่ใช่เรา แท้จริงร่างกายคือตัวทุกข์ ร่างกายนี้มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุข สุขก็คือช่วงที่ทุกข์น้อยลง แล้วเรารู้สึกเปรียบเทียบ เราเลยรู้สึกว่าสุข ในความเป็นจริงกายคือทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ถ้าเห็นตรงนี้ จิตจะสลัดคืนกาย คืนกายก็คือคืนตา หู จมูก ลิ้น กายให้โลกไป ไม่เอาแล้ว ปล่อยทิ้งไป จิตเราก็พ้นจากกาม หมดความยึดในกาย นี่คือพระอนาคามี แล้วการปฏิบัติจะลงมาเหลือที่จิต เราดูจิตไปเรื่อยๆ เราจะเห็นจิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ต่อมาภาวนามากๆ เราจะรู้เลย จิตต้องกระทบอารมณ์ตลอดเวลา จิตมีภาระตลอดเวลา จิตต้องออกไปรู้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จิตต้องไปคิด จิตมีภาระตลอดเวลา จิตทุกข์อยู่ตลอดเวลา นี่รู้แจ้งเห็นจริง จิตมีแต่ทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุขแล้ว ถ้าเห็นอย่างนี้ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลก หมดความยึดจิต นั่นคือที่สุดของทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 กรกฎาคม 2569


สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569
08/26/2026

"พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569


พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569
08/25/2026

"ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569


เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569
เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569 episode artwork
08/24/2026

"สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569


แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569
แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569 episode artwork
08/23/2026

"ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไป ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2569


ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)
ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย) episode artwork
08/16/2026

"พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)


เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า)
เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า) episode artwork
08/13/2026

"การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)


หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569
หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569 episode artwork
08/12/2026

"หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569


หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569
หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569 episode artwork
08/12/2026

"ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569


นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569
นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569 episode artwork
08/10/2026

"คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569


กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569
กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569 episode artwork
08/09/2026

"การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569


กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569
กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569 episode artwork
07/27/2026

"ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กรกฎาคม 2569


ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569
ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569 episode artwork
07/26/2026

"ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2569