6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เหตุแห่งการแตกหัก [6944-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน อักโกสวรรค หมวดว่าด้วยการด่า
ข้อที่ 41 วิวาทสูตร ว่าด้วยเหตุให้เกิดวิวาทขึ้นในสงฆ์ พระอุบาลีทูลถามถึงสาเหตุที่ทำให้สงฆ์วิวาทกัน พระพุทธเจ้าทรงชี้พฤติกรรมภาพรวม 10 ประการของการ “บิดเบือนหลักการพื้นฐาน” ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้
ธรรมะ: อ้างอธรรมว่าเป็นธรรม / อ้างธรรมว่าเป็นอธรรมวินัย: อ้างสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย / อ้างวินัยว่าไม่ใช่วินัยคำสอน: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าตรัส / อ้างสิ่งที่ตรัสว่าไม่ได้ตรัสจริยาวัตร: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำว่าทำ / อ้างสิ่งที่ทำว่าไม่ได้ทำข้อบัญญัติ: อ้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติว่าบัญญัติ / อ้างสิ่งที่บัญญัติว่าไม่ได้บัญญัติ
ข้อที่ 42 ปฐมวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๑ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ ที่ทำให้พระสงฆ์เกิดความแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน โดยมีความสอดคล้องและเหมือนกับ วิวาทสูตร
ข้อที่ 43 ทุติยวิวาทมูลสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งวิวาท สูตรที่ ๒ กล่าวถึง มูลเหตุ 10 ประการ (กลุ่มที่ 2) ที่ทำให้พระสงฆ์แตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งเกิดจากการ "บิดเบือนกฎระเบียบและการลงโทษ (อาบัติ)" โดยจงใจสลับความจริง ใน 5 คู่หลัก ๆ ดังนี้
การมีความผิด: อ้างเรื่องไม่ผิดว่าผิด / อ้างเรื่องผิดว่าไม่ผิดน้ำหนักของโทษ: อ้างอาบัติเบาว่าเป็นหนัก / อ้างอาบัติหนักว่าเป็นเบาความชั่วหยาบ: อ้างความผิดร้ายแรงขั้นชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ / อ้างความผิดไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบความเหลืออยู่ของโทษ: อ้างอาบัติที่ยังมีส่วนเหลือ (ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ) ว่าไม่มีส่วนเหลือ / อ้างอาบัติที่ไม่มีส่วนเหลือ (ปาราชิก) ว่ามีส่วนเหลือการแก้ไขโทษ: อ้างความผิดที่แก้ไข/แสดงคืนได้ว่าทำไม่ได้ / อ้างความผิดที่แก้ไขไม่ได้ว่าทำได้*ทั้ง 3 สูตรนี้แสดงให้เห็น ห่วงโซ่แห่งความเสื่อม คือ สงฆ์จะเริ่มแตกสามัคคีจากการบิดเบือนบิดพริ้วในหลักคำสอนภาพรวมก่อน (วิวาทสูตร / ปฐมวิวาทมูลสูตร) และจะลุกลามจนกลายเป็นการใช้อำนาจหน้าที่บิดเบือนกฎเกณฑ์การลงทัณฑ์กลั่นแกล้งกันทางวินัย (ทุติยวิวาทมูลสูตร) เมื่อทั้งหลักการและระบบยุติธรรมบิดเบี้ยว สังฆมณฑลย่อมเกิดการทะเลาะวิวาทและอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความสุข
ข้อที่ 44 กุสินารสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่กรุงกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงแสดง ธรรม 10 ประการสำหรับภิกษุผู้จะตักเตือนหรือกล่าวหา (โจทก์) ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางและวิวาทกันในสงฆ์ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
ตรวจสอบตนเอง 5 ประการ (ก่อนจะไปว่าคนอื่น):กายบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางกายของตนเองต้องไม่มีข้อบกพร่องวาจาบริสุทธิ์: พฤติกรรมทางวาจาของตนเองต้องสะอาดมีจิตเมตตา: ตั้งจิตไว้ด้วยความปรารถนาดี ไม่มีพยาบาทแฝงเป็นพหูสูต: มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดีแม่นยำปาติโมกข์: ทรงจำและเข้าใจข้อกฎหมายของสงฆ์พ้นแล้วด้วยจิตและปัญญา [6943-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีววรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ
“ธรรมะ” ที่จะทำให้มีการบรรลุธรรมขั้นสูง คือ “เจโตวิมุตติ” และ “ปัญญาวิมุตติ” เมื่อเจริญให้มากซึ่งสมถะและวิปัสสนา จนเป็นผลให้มีการหลุดพ้นด้วยจิตกับปัญญา
ข้อที่ 71-72 ปฐม-ทุติยเจโตวิมุตติผลสูตร ว่าด้วยธรรมมีเจโตวิมุตติเป็นผล สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ๕ ประการ ที่เมื่อบุคคลนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและทำให้มากแล้ว จะส่งผลให้บรรลุถึง เจโตวิมุตติ (ใจหลุดพ้นจากราคะ) และ ปัญญาวิมุตติ (ปัญญาหลุดพ้นจากอวิชชา) กลายเป็นพระอรหันต์ในที่สุด
สูตรที่ ๑ (คว่ำกิเลส): เน้นการตัดความหลงใหลในกามและสิ่งยั่วยุรอบตัว เป็นการทำลาย ราคะและความยึดติด โดยใช้กายและสิ่งภายนอกเป็นอารมณ์กรรมฐาน (อสุภะ, ปฏิกูลในอาหาร, ไม่ยินดีในโลก, มรณสัญญา, อนิจจสัญญา)สูตรที่ ๒ (วิปัสสนา): เน้นการแทงตลอดใน ไตรลักษณ์ เพื่อทำลายความเห็นผิดและอวิชชา โดยไล่เรียงจากการเห็นความไม่เที่ยง สู่ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นำไปสู่การละ (ปหานะ) และความคลายกำหนัดตัณหา (วิราคะ) จนกระทั่งจิตปล่อยวางทุกสิ่งและเข้าสู่นิพพาน
ข้อที่ 73-74 ปฐม-ทุติยธัมมวิหารีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้อยู่ด้วยธรรม สูตรที่ ๑-๒ พระพุทธองค์ทรงต้องการเตือนสติผู้ศึกษาธรรมไม่ให้หลงติดอยู่กับ "เปลือกนอกหรือกิจกรรมทางวิชาการ" แต่ให้มุ่งเน้นไปที่ "แก่นแท้ของการปฏิบัติจริงเพื่อขัดเกลาจิตใจ" โดยพระพุทธองค์ทรงชี้ว่า การเรียน การสอน การสวด หรือการคิดตรึกตรอง แม้จะเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่หากหยุดอยู่แค่นั้น ย่อมเรียกว่า เป็นเพียง "ผู้มากด้วยการเรียน/การแสดง/การสาธยาย/การตรึก" เท่านั้น ยังไม่ชื่อว่าเป็น "ธัมมวิหารี" (ผู้อยู่ด้วยธรรม) ที่แท้จริง
สูตรที่ ๑ (เน้นสมถะ): ตัดสินจาก พฤติกรรมและการกระทำ คือ เรียนรู้ธรรมแล้ว ต้องไม่ปล่อยวันคืนให้ล่วงไปเปล่า ไม่ละเลยการหลีกเร้น (ปลีกวิเวก) และมุ่งทำจิตใจให้สงบภายใน (ทำสมาธิ/ภาวนา)สูตรที่ ๒ (เน้นวิปัสสนา): ตัดสินจาก ภูมิธรรมและปัญญา คือ เรียนรู้ธรรมแล้ว นำข้อธรรมนั้นมาพิจารณาจน "รู้แจ้งแทงตลอดเนื้อความแห่งธรรมที่ยิ่งขึ้นไปด้วยปัญญา" (เข้าใจความจริงของรูปนาม/ไตรลักษณ์ ไม่ใช่จำได้แค่ตัวอักษร)*หากปฏิบัติตามทั้ง ๒ สูตรนี้อย่างสมดุล จึงจะขึ้นชื่อว่าเป็น "ผู้อยู่ด้วยธรรม" ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
คุณสมบัติของ "ผู้ไกล่เกลี่ย" [6942-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน อุปาลิวรรค หมวดว่าด้วยพระอุบาลี สะท้อนบทบาทของ พระอุบาลีเถระ (ผู้เลิศทางพระวินัย) ในฐานะฝ่ายตุลาการผู้บริหารหมู่คณะ (สูตร 1-8) และ พระอานนท์เถระ (ผู้เลิศทางพหูสูต) ในฐานะคลังคัมภีร์ผู้รักษาความถูกต้องของคำสอน (สูตร 9-10)
ข้อที่ 31-32 อุปาลิสูตร และ ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร พระอุบาลีทูลถามเพื่อวางรากฐานโครงสร้างหมู่คณะ โดย อุปาลิสูตร ระบุประโยชน์ 10 ประการของการบัญญัติสิกขาบทเพื่อควบคุมคนพาล คุ้มครองคนดี ส่วน ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร กำหนดเหตุ 10 ประการในการงดสวดปาติโมกข์เมื่อพบผู้ไม่บริสุทธิ์อยู่ในมณฑลพิธี เพื่อรักษามาตรฐานความบริสุทธิ์ขององค์กร
ข้อที่ 33 อุพพาหิกาสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ พระอุบาลีทูลถามถึงองค์คุณ 10 ประการของภิกษุผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ชี้ให้เห็นว่าผู้ทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในสังคม ต้องทรงศีล เชี่ยวชาญในพระธรรมวินัย มีวาทศิลป์ และปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติทั้ง 4 ประการ
ข้อที่ 34-36 อุปสัมปทาสูตร, นิสสยสูตร และ สามเณรสูตร พระอุบาลีทูลถามเกณฑ์มาตรฐาน 10 ประการของผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ให้นิสสัย และพระผู้ดูแลสามเณร เน้นย้ำว่าผู้ปกครองต้องมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งคุณธรรมขั้นสูง (อเสขธรรม) ความรู้ในธรรมวินัย และศักยภาพในการเยียวยาศิษย์ทั้งทางกายและจิตวิญญาณ
ข้อที่37-40 สังฆเภทสูตร, สังฆสามัคคีสูตร, ปฐมอานันทสูตร และ ทุติยอานันทสูตร ตอกย้ำปัจจัย 10 ประการที่มีผลต่อความมั่นคงของศาสนา โดย สังฆเภทสูตรและปฐมอานันทสูตร ชี้ว่าความแตกแยกเกิดจากการบิดเบือนคำสอน นำสิ่งผิดมาอ้างว่าถูก ส่วน สังฆสามัคคีสูตรและทุติยอานันทสูตร ชี้ว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกคนแสดงและปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยอย่างตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต อุปาลิวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
นักรบของพระศาสดา [6941-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน โยธาชีวรรค หมวดว่าด้วยนักรบอาชีพ
ข้อที่ 75-76 ปฐม-ทุติยโยธาชีวสูตร ว่าด้วยนักรบอาชีพ สูตรที่ ๑-๒ ทรงเปรียบเทียบกำลังใจและความอดทนในการปฏิบัติธรรมของ “ภิกษุกับนักรบอาชีพ 5 จำพวก” ที่ลงสู่สนามรบ โดยใช้เรื่องราวของข้าศึกและสงครามมาอุปมาถึง “กิเลส” โดยสรุปความแตกต่างและหัวใจสำคัญของทั้งสองสูตรได้ดังนี้
ปฐมโยธาชีวสูตร (สูตรที่ ๑) กล่าวถึงนักรบ 5 ประเภท คือในประเภทที่ 1-4 นี้ แค่เห็นฝุ่นคลุ้งขึ้น, เห็นยอดธง, ได้ยินเสียงกึกก้อง และหวาดสะดุ้งต่อการประหารของข้าศึก เกิดอดทนไม่ได้ เปรียบมาในนักบวชที่ได้ฟังหรือได้เห็นได้พูดคุยกับมาตุคามแล้ว มีการถูกต้องสัมผัสทางกาย เกิดความเพลิดเพลิน ยินดี พอใจในผัสสะนั้น บอกคืนสิกขาไป ส่วนนักรบประเภทที่ 5 คือ เป็นยอดของนักรบที่เป็นผู้ชนะในสงคราม เปรียบกับนักบวชที่กำหนดรู้ เห็นกิเลสแล้วละเสีย แล้วเจริญฌานทำให้แจ้งถึงความสิ้นอาสวะพระสูตรที่ ๑ เน้นระดับความอดทนต่อสิ่งเร้าที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้น (ฝุ่น → ยอดธง → เสียงกึกก้อง → การประหาร)
พระสูตรที่ ๒ เน้นไปที่กลไกการแก้ไขเมื่อกิเลสเข้าจู่โจม ว่าภิกษุรูปนั้นจะยอมจำนน, แก้ไขได้เอง, ต้องให้เพื่อนช่วย หรือไม่ยอมฟังใครจนต้องพ่ายแพ้ไป
*ทั้งสองสูตรชี้ให้เห็นว่า "สงครามภายในใจ" เพื่อเอาชนะกิเลสและตัณหานั้น มีความยากลำบาก เสี่ยงอันตราย และต้องใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากนักรบที่ออกไปรบในสนามรบจริง แต่อย่างไรก็ตาม “กิเลสและตัณหา” นั้น มีผัสสะเป็นแดนเกิด การมี “สติ” สำรวมในอินทรีย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากกิเลสและตัณหาได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต โยธาชีวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ราชากับสัจธรรม [6940-6t]
หมวดธรรม 10 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 27-28 ปฐม-ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑-๒ มีเนื้อหาหลักว่าด้วยธรรมะที่เป็น "ปัญหา ๑ ถึง ๑๐" โครงสร้างของพระสูตรจะใช้หลักการตั้งหัวข้อว่า "ปัญหา ๑ อุทเทส ๑ ไวยากรณ์ ๑" ไล่ไปจนถึงเลข ๑๐ โดยมีคำเฉลย (ไวยากรณ์) เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาจนเกิดปัญญาและหลุดพ้นจากกองทุกข์ โดยมีความแตกต่างและสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
ปฐมมหาปัญหาสูตร (สูตร ๑): พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อชี้ให้เห็น "สภาวะของโลกและสังสารวัฏ" (เช่น ขันธ์ ๕, อายตนะ ๖, โลกธรรม ๘, อกุศลกรรมบถ ๑๐) เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายและมองเห็นโทษทุติยมหาปัญหาสูตร (สูตร ๒): พระกชังคลาภิกษุณีจำแนกโดยเน้น "เครื่องมือในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น" (เช่น สติปัฏฐาน ๔, อินทรีย์ ๕, นิสสรณียธาตุ ๖, โพชฌงค์ ๗, อริยมรรคมีองค์ ๘,เสขธรรม ๑๐) เพื่อให้ผู้ฟังเห็นแนวทางในการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ข้อที่ 29-30 ปฐม-ทุติยโกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล สูตรที่ ๑-๒ เป็นพระสูตรที่มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งคู่ แต่มีเนื้อหาและจุดประสงค์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ปฐมโกสลสูตร (สูตรที่ ๑): พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า "แม้แต่สิ่งที่ดีเลิศที่สุดในทางโลกและภพภูมิ ก็ล้วนไม่เที่ยงและต้องแปรปรวนเป็นธรรมดา" ทรงยกยอดของความยิ่งใหญ่ในทางโลกอย่าง พระเจ้าปเสนทิโกศล (ผู้ครองแคว้นกาสีและโกศล) และยอดของภพภูมิอย่าง ท้าวมหาพรหม ในพันโลกธาตุ ว่าสุดท้ายก็หนีความเปลี่ยนแปลงไม่พ้น เพื่อสอนให้อริยสาวกเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เป็นเลิศเหล่านั้นทุติยโกสลสูตร (สูตรที่ ๒): เป็นการแสดง "ความนอบน้อมอย่างสูงสุดและความกตัญญู" ของพระเจ้าปเสนทิโกศลต่อพระพุทธเจ้า หลังจากทรงชนะศึกสงครามมา พร้อมกราบทูลเหตุผล 10 ประการ ที่ทรงเคารพรักพระพุทธเจ้าอย่างหมดหัวใจพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมเพื่อความสิ้นอาสวะ [6939-6t]
หมวดธรรม 5 ประการ ในสัญญาวรรค หมวดว่าด้วยสัญญา
ข้อที่ 63-64 ปฐม-ทุติยวัฑฒิสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุเจริญ สูตรที่ ๑-๒ พระสูตรที่ว่าด้วย "ธรรมเป็นเหตุเจริญ 5 ประการ" ได้แก่ ความเจริญด้วย ศรัทธา..ศีล..สุตะ..จาคะ..ปัญญา ซึ่งเป็นหลักประกันความเจริญก้าวหน้าอันประเสริฐในชีวิตของพุทธศาสนิกชน โดยทั้งสองสูตรมีเนื้อหาหลักธรรมเหมือนกันทุกประการ แต่ต่างกันเพียง กลุ่มบุคคลที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งเน้น
ข้อที่ 65-66 สากัจฉสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรสนทนาด้วย และ สาชีวสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ควรแก่สาชีพ (เป็นที่พึ่งและไขข้อสงสัย) ว่าด้วย "คุณสมบัติ 5 ประการของกัลยาณมิตรหรือพระภิกษุผู้ประเสริฐ" ได้แก่ ถึงพร้อมด้วย ศีล..สมาธิ..ปัญญา..วิมุตติ..วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งโครงสร้างของหลักธรรมทั้งสองพระสูตรนี้ เหมือนกันทุกประการ แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของ บริบทและเป้าหมายในการนำไปใช้
ข้อที่ 67-68 ปฐม-ทุติยอิทธิปาทสูตร ว่าด้วยอิทธิบาท สูตรที่ ๑-๒ กล่าวถึง "ธรรมที่เป็นไปเพื่อความสำเร็จสูงสุด" โดยทั้งสองพระสูตรมีตัวฐานโครงสร้างหลักธรรม 5 ประการที่ เหมือนกันทุกประการ ได้แก่ อิทธิบาท 4 + ความเพียรขั้นสุดยอด แต่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของ บริบท ผู้รับฟัง และอานิสงส์ปลายทาง
ข้อที่ 69-70 นิพพิทาสูตร ว่าด้วยความเบื่อหน่าย และ อาสวักขยสูตร ว่าด้วยธรรมที่ทำให้สิ้นอาสวะ กล่าวถึง "แนวทางการเจริญสัญญา 5 ประการ" โดยทั้งสองพระสูตรใช้หลักข้อธรรมเดียวกันทุกประการ แต่แสดงผลลัพธ์ในมุมมองที่ต่างกันตามลำดับขั้นของพัฒนาการทางจิต ดังนี้
นิพพิทาสูตร: เพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับลง สงบระงับ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน / จิตเกิดความเบื่อหน่ายด้วยปัญญา รู้เท่าทันโลกและสังขาร ไม่หลงยึดติดอาสวักขยสูตร: เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ / กิเลสหมักดอง (อาสวะ) ถูกถอนรากถอนโคนจนสิ้นซาก บรรลุพระอรหันต์พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สัญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
กสิณ10 เพ่งให้เห็นธรรม [6938-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 25 กสิณสูตร ว่าด้วยบ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึง "บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์ 10 ประการ" เพื่อใช้เป็นบาทฐานในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน ประกอบด้วยการเพ่งธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) วรรณะ 4 (สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว) อากาศ และวิญญาณ โดยผู้เจริญกรรมฐานต้องแผ่จิตเพ่งอารมณ์กสิณออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครอบคลุมทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และเบื้องขวาง โดยยึดหลัก "ไม่มีสอง" คือการมีสติที่แน่วแน่เป็นอารมณ์เดียว และ "ไม่มีประมาณ" คือการแผ่ขยายสมาธิไปทั่วทุกทิศทางอย่างไร้ขอบเขตจำกัด เพื่อจูงใจให้จิตเกิดความตั้งมั่นและเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์
*กสิณ คือเครื่องมือที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ ซื่งเป็นส่วนหนื่งในกรรมฐาน 40 กรรมฐานอย่างอื่นก็ทำให้จิตเป็นสมาธิได้เช่นกัน
ข้อที่26 กาลีสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อกาลี การสนทนาธรรมระหว่างท่านพระมหากัจจานะและอุบาสิกากาลี ณ ภูเขาปวัตตะ แคว้นอวันตี โดยเป็นการขยายความพุทธพจน์ใน "กุมารีปัญหา" ว่าด้วยการเจริญสมาธิผ่านกสิณ 10 ประการ สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ปฏิบัติจะบรรลุสมาบัติขั้นสูงสุดในกสิณแต่ละกอง แต่พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสภาวะเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ผ่านอริยสัจ 4 พระสูตรนี้จึงมุ่งเน้นสอนไม่ให้ผู้ปฏิบัติยึดติดในสภาวะสมาบัติว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ให้เข้าใจกระบวนการพัฒนาจิตตามความเป็นจริง เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นและความสงบแห่งหทัยอย่างแท้จริง
ข้อที่27 ปฐมมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๑ มีที่มาจากการที่นักบวชนอกศาสนา (อัญเดียรถีย์) กล่าวอ้างว่าลัทธิของตนมีการสอนธรรมหมวด 1 ถึง 10 เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงชี้แจงว่าความรู้เหล่านี้อธิบายได้อย่างถูกต้องถ่องแท้เฉพาะโดยตถาคตและสาวกเท่านั้น พร้อมทั้งทรงแสดงธรรมขยายความ "ปัญหา 1 ถึง 10" ดังนี้
1. สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร
2. นามและรูป
3. เวทนา 3
4. อาหาร 4
5. อุปาทานขันธ์ 5
6. อายตนะภายใน 6
7. วิญญาณฐิติ 7
8. โลกธรรม 8
9. สัตตาวาส 9
10. อกุศลกรรมบถ 10
ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้ คือ "ข้อธรรมอันเป็นบาทฐานวิปัสสนา" ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้เป็นกรอบแนวคิดให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้น และสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ในปัจจุบัน
ข้อที่ 28 ทุติยมหาปัญหาสูตร ว่าด้วยปัญหาใหญ่ สูตรที่ ๒ นำเสนอการแสดงธรรมของพระกชังคลาภิกษุณีเพื่อโปรดอุบาสกชาวเมืองกชังคละ โดยเป็นการขยายความปัญหาและไวยากรณ์ในหมวดธรรม 1 ถึง 10 (ดูข้อธรรม ปฐมมหาปัญหาสูตร) ธรรมทั้ง 10 หมวดนี้เป็นข้อธรรมเพื่อใช้พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด นำไปสู่การหลุดพ้นและทำที่สุดแห่งทุกข์ จุดเด่นสำคัญของพระสูตรนี้คือการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและประทานการรับรองปัญญาของพระกชังคลาภิกษุณี โดยตรัสยืนยันว่าหากมีผู้ทูลถามพระองค์ พระองค์ก็จะทรงอธิบายธรรมนี้ด้วยเนื้อความเดียวกันทุกประการ
*เมื่อนำสูตรที่๑ และสูตรที่๒ มาเปรียบเทียบทำให้เห็นว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะตรัสด้วยพระองค์เองหรืออธิบายโดยสาวกผู้
อกุศลพึงละด้วยปัญญา [6937-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน มหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่
ข้อที่ 21 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกำลังญาณ10 ประการ (ทศพลญาณ) ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักร (กงล้อแห่งธรรม) ในบริษัททั้งหลาย ได้แก่
ข้อที่ 22 อธิมุตติปทสูตร ว่าด้วยอธิมุตติบท พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถึง "ตถาคตพละ 10 ประการ" (ดูข้อธรรมใน สีหนาทสูตร) ซึ่งเป็นกำลังที่ทำให้พระองค์ทรงปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท และประกาศพรหมจักรในบริษัททั้งหลายได้ โดยข้อที่เกี่ยวข้องกับชื่อพระสูตรนี้โดยตรงคือ กำลังญาณในการรู้ชัดถึง "อธิมุตติ" (การหยั่งรู้อัธยาศัย) ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย
ข้อที่ 23 กายสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงละทางกาย พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงจำแนกธรรมที่พึงละออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
กิเลสภายในจิตใจ 10 ประการ ได้แก่
1. โลภะ – ความโลภ ความอยากได้
2. โทสะ – ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย
3. โมหะ – ความหลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา)
4. โกธะ – ความโกรธ ความขัดเคืองใจ
5. อุปนาหะ – ความผูกโกรธ การเก็บความโกรธไว้ฝังลึก
6.มักขะ – ความลบหลู่คุณท่าน การแกล้งทำลายคุณความดีของผู้อื่น
7. ปฬาสะ – ความตีเสมอ
สัญญาพานิพพาน [6936-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์ และ สัญญาวรรคหมวดว่าด้วยสัญญา
ข้อที่58 ลิจฉวิกุมารกสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีกุมาร กล่าวถึง เหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอบรมเจ้าลิจฉวีกุมารผู้ดุร้ายให้สงบลง จนเจ้ามหานามะลิจฉวีอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง "หลักธรรมที่ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว ไม่มีเสื่อม" นั่นคือ การรู้จักใช้ทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรม เพื่อดูแล เกื้อกูล และให้ความเคารพต่อบุคคล 5 กลุ่ม ได้แก่
1. มารดาบิดา
2. บุตร ภรรยา ทาส กรรมกร และคนใช้
3. เพื่อนร่วมงาน
4. เทวดาผู้รับพลีกรรม
5. สมณพราหมณ์
ข้อที่ 59-60 กล่าวถึง คุณลักษณะ 5 ประการที่ "หาได้ยาก" ในหมู่ภิกษุผู้เข้ามาบวชเมื่อตอนแก่ โดยมีรายละเอียดเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 สูตร ดังนี้
ข้อที่59 ปฐมวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๑ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ภิกษุที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว ส่วนใหญ่จะติดนิสัยเดิมหรือมีความเชื่องช้า ดังนั้น การจะหาบุคคลที่บวชตอนแก่แล้วเป็นผู้มีความนอบน้อม มีมารยาทงามของสมณะ อีกทั้งยังสามารถศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้รู้ (พหูสูต) สามารถเทศนาสอนผู้อื่น (ธรรมกถึก) และแม่นยำในกฎระเบียบ (วินัยธร) จึงเป็นสิ่งที่ หาได้ยากยิ่งในโลก
ข้อที่ 60 ทุติยวุฑฒปัพพชิตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ สูตรที่ ๒ เน้นไปที่เรื่องของ ทิฏฐิมานะ (ความถือตัว) เนื่องจากผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เมื่อต้องมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะพระบวชใหม่ (พระนวกะ) มักจะยอมรับคำสั่งสอนของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่อายุน้อยกว่าได้ยาก พระสูตรนี้จึงยกย่องว่า พระบวชแก่ที่เป็นคนโอวาทง่าย นอบน้อมต่อคำสอน และตั้งใจเรียนรู้นั้น เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากเช่นกัน
ข้อที่ 61-62 ปฐม-ทุติยสัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ สัญญา 5 ประการ ที่บุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ และมีพระนิพพานเป็นที่สุด ได้แก่
1. อนิจจสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความไม่เที่ยง (ความไม่จีรังยั่งยืนของสังขารทั้งปวง)
2. อนัตตสัญญา- การกำหนดหมายรู้ความไม่ใช่ตัวตน (ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เจ้าของบังคับบัญชาไม่ได้)
3. มรณสัญญา - การกำหนดหมายรู้ความตาย (เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต)
4. อาหาเรปฏิกูลสัญญา - การกำหนดหมายความปฏิกูล (ความน่าเกลียดน่าชังปฏิกูล) ในอาหาร
5. สัพพโลเกอนภิรตสัญญา - การกำหนดหมายความไม่น่ายินดี (ความไม่เพลิดเพลิน) ในโลกทั้งปวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค สัญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พ้นเหตุที่ทำให้ถึงซึ่งการสึก [6935-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน นีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์
ข้อที่ 55 มาตาปุตตสูตร ว่าด้วยมารดากับบุตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเตือนสติภิกษุและภิกษุณีเกี่ยวกับ “อันตรายของการคลุกคลีกันของเพศตรงข้าม” แม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์อย่างมารดากับบุตรก็ตาม ความคุ้นเคยและใกล้ชิดที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดความสำรวมและเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ โดยชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของกามราคะ และทรงเน้นย้ำถึง กามคุณ 5 ประการ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ของสตรีที่สามารถครอบงำบุรุษได้
ข้อที่ 56 อุปัชฌายสูตร ว่าด้วยอุปัชฌาย์ ปรารภภิกษุผู้ที่มีเหตุจะให้สึก การที่มีกายหนัก ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ถีนมิทธะครอบงำ ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และมีความสงสัยในธรรม เหตุเพราะว่า
1. ไม่คุ้มครองในอินทรีย์ แก้โดยมีสติเป็นนายทวาร
2. ไม่รู้ประมาณในการบริโภค รู้ประมาณ คือ การพิจารณาจากเวทนาทั้งที่เป็นสุข และที่เป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อระงับเวทนา และไม่เป็นไปเพื่อเวทนาใหม่ที่มากเกินไป ตั้งจิตคอยสังเกตเวทนาที่เกิดขึ้นเหมือนการกินเนื้อบุตร ปรับความคิดเห็นว่าการมีกายที่เบานั้นเหมาะแก่การเจริญภาวนา
3. ไม่ประกอบธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เครื่องตื่น คือ ตื่นตัวอยู่เสมอในความเพียร ไม่ใช่ไม่นอน
4. ไม่เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลาย แก้โดยให้จับฉวยให้ไวในศีล สมาธิ ปัญญา
5. การไม่ประกอบเจริญในโพธิปักขิยธรรม ถ้าไม่เจริญธรรมนั้นก็จะมีแต่เสื่อมท่าเดียว สามารถนำไปปรับใช้ได้กับสถานการณ์ที่บีบบังคับได้ดี เป็นธรรมที่คุ้มครองให้ผ่านอุปสรรคไปได้
ข้อที่57 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ ฐานะ 5 ประการที่ควรพิจารณาเนืองๆ (ความเป็นธรรมดา คือ การพิจารณาว่ามันเกิดได้กับทุกคน) เพื่อละความมัวเมาและลดกิเลส ได้แก่
1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในวัย
2. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในความไม่มีโรค
3. เรามีความตายเป็นธรรมดา - ลดความมัวเมาในชีวิต
4. เรามีความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นธรรมดา - ละความกำหนัดได้
5. เรามีกรรมเป็นของตน - ละการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ
*เมื่อเข้าใจทั้ง 5 ประการนี้แล้วจะทำให้อยู่ในมรรค ก้าวหน้าในธรรม จนเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อาหุเนยยบุคคล [6934-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง)
ข้อที่ 16 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลผู้เป็น “อาหุเนยยบุคคล” (ผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย) จำนวน 10 จำพวก ซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
อาหุเนยยบุคคล 10 จำพวก
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองและทรงเป็นครูของโลก)พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เฉพาะตนแต่ไม่ได้ประกาศศาสนา)ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งสองส่วน คือทั้งรูปสมาบัติและปัญญา)ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุต (พระอรหันต์ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาล้วน)ท่านผู้เป็นกายสักขี (ผู้ได้สัมผัสวิโมกข์ด้วยนามกายและกิเลสบางส่วนสิ้นไป)ท่านผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้บรรลุสัมมาทิฐิ / ผู้เห็นแจ้งและบรรลุธรรมด้วยปัญญา)ท่านผู้เป็นสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา / ผู้มีสัทธินทรีย์แก่กล้าในการปฏิบัติ)ท่านผู้เป็นธัมมานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลมีปัญญาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นสัทธานุสารี (ผู้กำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผล มีศรัทธาแก่กล้าเป็นตัวนำ)ท่านผู้เป็นโคตรภู (ผู้ปฏิบัติกำลังจะเข้าสู่ขั้นอริยบุคคลชั้นโสดาปัตติมรรค)
ข้อที่ 17-18 ปฐม-ทุติยนาถสูตร ว่าด้วยนาถกรณธรรม สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “นาถกรณธรรม” (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) 10 ประการ ซึ่งเป็นคุณธรรมเครื่องสร้างที่พึ่งให้แก่ตนเอง เพื่อความไม่ประมาทและพ้นจากความทุกข์
นาถกรณธรรม 10 ประการ
มีศีล: สำรวมในพระปาติโมกข์และมารยาทเป็นพหูสูต: ได้ยินได้ฟังมาก ทรงจำและเข้าใจธรรมมีกัลยาณมิตร: มีเพื่อน มีมิตร และสหายที่ดีเป็นผู้ว่าง่าย: อดทนและรับฟังคำสอนด้วยความเคารพขยันในการงาน: ฉลาด ไม่เกียจคร้านในกิจวัตรยินดีในธรรม: รักในคำสอนและการสนทนาธรรมปรารภความเพียร: มีความเพียรละอกุศลและทำกุศลสันโดษ: ยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้มีสติ: ระลึกได้ มีสติมั่นคง ไม่หลงลืมตัวมีปัญญา: เห็นการเกิดและการดับ ทะลุปรุโปร่ง*พระสูตรที่ ๒ แตกต่างกันที่รายละเอียดของสถานที่และบริบทในการแสดง
ข้อที่ 19 - 20 ปฐม-อริยวาสสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ สูตรที่ ๑-๒ ทรงแสดง “อริยวาส” (ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งพระอริยะ) 10 ประการ
อริยวาส 10 ประการ
ละองค์ 5: ละนิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาดประกอบด้วยองค์ 6: สำรวมอายตนะ 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)รักษาแต่อย่างเดียว: มีสติคุ้มครองรักษาจิตมีธรรมเป็นที่พักพิง 4 ประการนิวรณ์ 5 สิ่งที่กั้นปัญญา [6933-6t]
หมวดธรรม 5 ประการในนีวรณวรรค หมวดว่าด้วยนิวรณ์
ข้อที่ 51 และ ข้อที่ 52 แสดงธรรมเกี่ยวกับ “นิวรณ์5”
ข้อที่ 51 อาวรณสูตร ว่าด้วยนิวรณ์เครื่องกางกั้น กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ซึ่งเป็นเครื่องกางกั้นหรือปิดปัญญา พระพุทธองค์ตรัสว่าหากจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ย่อมไม่สามารถรู้ประโยชน์ตนหรือทำญาณทัสสนะให้แจ้งได้ แต่หากละได้ย่อมเกิดปัญญา
นิวรณ์ 5 เครื่องกางกั้นจิต
กามฉันทะ: ความพอใจติดใจในกาม*กาม หมายถึง ความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา หรือสิ่งที่เป็นที่น่ารักใคร่ น่าพอใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ วัตถุกาม (สิ่งภายนอกที่น่าปรารถนา / กามคุณ 5) และ กิเลสกาม (ความอยากภายในใจ)
ความสำคัญในพระสูตร
เมื่อมีนิวรณ์: จิตจะอ่อนกำลัง ปัญญาจะทุรพล ทำให้ไม่สามารถรู้แจ้งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือบรรลุธรรมชั้นสูงได้เมื่อละนิวรณ์ได้: จิตใจจะผ่องใส มีปัญญาและกำลังพอที่จะทำญาณทัสสนะอันวิเศษให้แจ้งได้สำเร็จ
ข้อที่ 52 อกุสลราสิสูตร ว่าด้วยกองอกุศล กล่าวถึง “นิวรณ์ 5” ว่าเป็น “กองอกุศล” เป็นอาหารของอวิชชา
ข้อที่ 53 ปธานิยังคสูตร ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญเพียร แสดงธรรมเกี่ยวกับ องค์คุณ 5 ประการ (มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย, ไม่โอ้อวด, ปรารภความเพียร, มีปัญญา) ที่ช่วยสนับสนุนให้ภิกษุหรือผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียรพยายามปฏิบัติกิจของศาสนาได้อย่างสำเร็จผล
ข้อที่ 54 สมยสูตร ว่าด้วยสมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร คือพระสูตรที่ว่าด้วย “สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (เป็นหนุ่มสาว, มีอาพาธน้อย, บิณฑบาตได้ง่าย, สังคมสามัคคี, สงฆ์พร้อมเพรียง) และ “สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร” 5 ประการ (แก่ชรา, เจ็บป่วย, ข้าวยากหมากแพง, ภัยอันตราย, สงฆ์แตกแยก) เพื่อเตือนสติให้พุทธบริษัทรีบลงมือปฏิบัติธรรมในขณะที่ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมยังเอื้ออำนวย
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต นีวรณวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ถอนเครื่องผูก ตัดเครื่องกั้น [6932-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน นาถกรณวรรค หมวดว่าด้วยนาถกรณธรรม
ข้อที่ 12 ปัญจังคสูตร ว่าด้วยองค์ ๕ กล่าวถึง คุณสมบัติของพระอรหันต์ ว่าต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 2 ด้านอย่างสมบูรณ์ คือ การละองค์ 5 (ละนิวรณ์ ๕) และ การประกอบด้วยองค์ 5 (บรรลุคุณธรรมระดับอเสขะ)
ข้อที่ 13 สังโยชนสูตร ว่าด้วยสังโยชน์ กล่าวถึง "สังโยชน์ ๑๐" ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูกมัดจิตใจของสัตว์โลกให้อยู่ติดกับวัฏสงสารและความทุกข์ โดยแบ่งออกเป็นหมวด “สังโยชน์เบื้องต่ำ 5” และ “สังโยชน์เบื้องสูง 5” ตามระดับความหยาบและความละเอียดของกิเลส
ข้อที่ 14 เจโตขีลสูตร ว่าด้วยกิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู กล่าวถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า โดยเปรียบเทียบกิเลส 2 กลุ่ม เป็นเหมือน "ตะปูที่ตอกตรึงจิต" และ "เชือกที่ผูกรัดใจ" ซึ่งหากยังละไม่ได้ จิตจะไม่ยอมน้อมไปสู่ความเพียรปฏิบัติ ทำให้กุศลธรรมมีแต่ความเสื่อมถอยลงเพียงอย่างเดียว
ข้อที่ 15 อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาทเลิศกว่ากุศลธรรม กล่าวถึง "ความไม่ประมาท" เป็นธรรมอันเลิศที่สุดในบรรดากุศลธรรมทั้งปวง เป็นทั้ง รากฐาน (มูล) และเป็น จุดรวม (ประชุมลง) ของคุณงามความดีทั้งหมด โดยทรงแสดงผ่าน “การอุปมา” เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่และสำคัญของความไม่ประมาท
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต นาถกรณวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เหตุถอนลูกศรคือความโศก [6931-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช
ข้อที่ 45 ปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล กล่าวถึง "ห้วงบุญกุศล5 ประการ" (การทำบุญด้วยจีวร บาตร เสนาสนะ ตั่งเตียง เภสัช แด่ภิกษุที่เป็นอรหันต์) ที่นำมาซึ่งความสุข และเป็นปัจจัยให้ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ โดยเปรียบเทียบว่า ผลบุญที่ได้รับนั้น ยิ่งใหญ่และมากมายมหาศาลจนนับประมาณไม่ได้ เสมือนปริมาณน้ำในมหาสมุทร
ข้อที่ 46 สัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา กล่าวถึง “ความถึงพร้อม 5 ประการ” ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เราต้องฝึกให้เกิดขึ้น ให้พร้อมขึ้นมา
ข้อที่ 47 ธนสูตร ว่าด้วยทรัพย์กล่าวถึง “อริยทรัพย์ 5 ประการ” (หลักธรรมเหมือน สัมปทาสูตร) เปรียบธรรม 5 ประการนี้ เหมือนอริยทรัพย์ที่เป็นสมบัติเฉพาะตนไม่มีใครจะขโมยไปได้ ไม่เลือนหายไปตามกาล สถานที่ หรือสิ่งแวดล้อม
ข้อที่ 48 ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่ใคร ๆ ไม่พึงได้ ระบุถึงสิ่งที่เป็นจริง 5 ประการ ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถขอหรือบังคับได้ ได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความสิ้นไป ความฉิบหาย
*ความต่างของปุถุชน vs อริยสาวก: ปุถุชนมองว่าเกิดขึ้นแค่กับตนจึงฟูมฟายจนงานเสีย กายพัง เสมือนโดนลูกศรพิษซ้ำเติม ส่วนอริยสาวกเข้าใจว่าเกิดกับทุกคน จึงตั้งสติ ถอนลูกศรพิษ และดับทุกข์ได้
ข้อที่ 49 โกสลสูตร ว่าด้วยพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงแสดงแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยที่พระนางมัลลิกาเทวีสวรรคต ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงมีทุกข์ พระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงฐานะ 5 ประการนี้ อันสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่พึงได้
ข้อที่ 50 นารทสูตร ว่าด้วยพระนารทะ พระนารทะแสดงธรรมแก่พระเจ้ามุณฑะ ที่ทรงโศกเศร้าอย่างหนักจนไม่ยอมปฏิบัติราชกรณียกิจ หลังจากพระนางภัททาราชเทวีผู้เป็นที่รักได้สวรรคตไป มหาอำมาตย์จึงได้กราบทูลเชิญให้พระองค์เสด็จไปรับฟังธรรมจากพระนารทะ ณ กุกกุฏาราม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ใจ พระนารทะได้แสดงธรรมเกี่ยวกับ “ฐานะ 5 ประการ” ที่ใครๆในโลกไม่พึงได้ โดยให้พิจารณาตามความเป็นจริงเพื่อถอนลูกศรคือความโศกเศร้า ทำให้พระเจ้ามุณฑะทรงคลายทุกข์และกลับมาเข้มแข็งได้ในที่สุด
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สัญญาต่อเนื่อง ณ พระนิพพาน [6930-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์
ข้อที่ 6-7 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกต่างกันที่คู่สนทนา
ข้อที่ 6 สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงภาวะสมาธิขั้นสูงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ “ไม่มีสัญญาในสิ่งใด แต่ก็ยังคงมีสัญญา” (ปล่อยวางสัญญา แต่ไม่ทิ้งความรู้ตัว)
*สมาธิระดับนี้คือ ผลสมาบัติ อันเป็นสมาธิที่ไม่ยึดเหนี่ยวอารมณ์ทางรูปและอรูปใดๆ ในโลก แต่ปักมั่นอยู่ ณ สภาวะ(สัญญา)แห่งความดับกิเลสและความสงบเย็นของพระนิพพานเพียงอย่างเดียว
ข้อที่ 7 สารีปุตตสูตร ว่าด้วยพระสารีบุตรตอบปัญหาพระอานนท์ การสนทนาธรรมระหว่างพระอานนท์และพระสารีบุตร ถึงเรื่อง “สมาธิที่ไม่อิงอาศัยสัญญา แต่ยังคงมีสัญญาอยู่” (หมวดธรรมคล้าย สมาธิสูตร) ซึ่งพระสารีบุตรได้เน้นอาการของสัญญาที่รับรู้ว่า "ความดับภพเป็นนิพพาน" ที่เกิด-ดับสืบต่อกันคล้ายเปลวไฟ
ขัอที่ 8-10 มีโครงสร้างหมวดธรรมที่คล้ายกันแตกกันบางประการตามชื่อพระสูตร
ข้อที่ 8 ฌานสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีฌาน เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย "คุณสมบัติ 10 ประการที่ทำภิกษุให้เป็นผู้บริบูรณ์รอบด้าน" โดยพระพุทธองค์ทรงสอนให้ภิกษุสำรวจตนเอง หากยังขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ให้เร่งบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ เพื่อความหลุดพ้นจากอาสวกิเลส
ข้อที่ 9 สันตวิโมกขสูตร ว่าด้วยสันตวิโมกข์ เน้นมาที่การน้อมจิตเข้าสู่ความวิเวกภายใน จนสามารถ "สัมผัสความหลุดพ้นอันสงบระงับ" เหนือสภาวะปรุงแต่ง และต่อยอดไปสู่การกำจัดกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง
ข้อที่ 10 วิชชาสูตร ว่าด้วยวิชชา พระสูตรนี้เน้นที่ "วิชชา" อันเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาที่เข้าทำลายอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อปัญญารู้แจ้ง (วิชชา) ทำงานร่วมกับจิตที่ตั้งมั่น สังขารธรรมทั้งปวงจึงถูกถอดถอน นำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสอย่างเด็ดขาด
ข้อที่ 11 เสนาสนสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของเสนาสนะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง "เสนาสนะที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม" ร่วมกับ "คุณสมบัติของผู้ปฏิบัติ" เพื่อให้สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ (เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ) ได้ในเวลาไม่นาน
*เมื่อ "ผู้ปฏิบัติที่มีความพร้อม" ได้ประจวบเหมาะกับ "สัปปายะ (สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย)" การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ย่อมสำเร็จได้โดยง่ายและรวดเร็ว
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค นาถกรณวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมที่น่าปรารถนา [6929-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน มุณฑราชวรรค หมวดว่าด้วยพระเจ้ามุณฑราช
ข้อที่ 41 อาทิยสูตร ว่าด้วยประโยชน์ที่ควรถือเอาจากโภคทรัพย์ แนวทางที่บุคคลควรนำทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรและชอบธรรม ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว, บำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมงาน, ป้องกันอันตราย (เก็บไว้เป็นหลักประกันหรือทุนสำรอง), ทำพลี (สงเคราะห์บุคคลอื่น 5 ประการ), บำรุงพระสงฆ์ (นักบวช ผู้ประพฤติธรรม)
ข้อที่ 42 สัปปุริสสูตร ว่าด้วยสัตบุรุษ อธิบายถึงคุณค่าของสัตบุรุษ (คนดี) เกิดมาเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก คนดีดูได้ที่ ศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ท่านอุปมาเฆฆฝนที่ตั้งขึ้นย่อมมีคุณต่อชาวนาในการเพาะปลูก
ข้อที่ 43 อิฏฐสูตร ว่าด้วยธรรมที่น่าปรารถนา ธรรมะ 5 อย่างที่ใครๆ ก็ปรารถนา คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ สวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่อาจได้มาด้วยการอ้อนวอนหรือความอยาก เพราะการทำด้วยความอยากจะกลายเป็นการอ้อนวอนและติดกับดักความเพลินโดยไม่รู้ตัว แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ "สร้างเหตุที่ถูกต้องด้วยใจที่ปล่อยวาง" ปฏิบัติอย่างมีสติและแยบคาย ทำหน้าที่ของตนไปโดยไม่อยากและไม่เพลิน ยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทัน (ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร) ผู้ที่ปฏิบัติเช่นนี้จะสามารถรักษาประโยชน์สุขไว้ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ข้อที่ 44 มนาปทายีสูตร ว่าด้วยผู้ให้สิ่งที่น่าพอใจ “อุคคคหบดี” ชาวกรุงเวสาลี ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็น เอตทัคคะในฝ่ายผู้ถวายสิ่งของที่น่าพอใจ ในวัยชราท่านระลึกถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้สิ่งที่ชอบใจ ย่อมได้สิ่งที่ชอบใจ" จึงตั้งใจถวายเฉพาะของประณีตที่แด่พระพุทธเจ้า ผลบุญส่งผลให้ท่านไปเกิดเป็น "อุคคเทพบุตร" มีกายทิพย์อันงดงาม และได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลยืนยันด้วยความปิติว่่า ผลลัพธ์อันประเสริฐตามที่ปรารถนาได้สำเร็จผลจริงทุกประการ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต มุณฑราชวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
รู้ได้ด้วยญาณ [6928-6t]
หมวดธรรม 10 ประการใน อานิสังสวรรค หมวดว่าด้วยอานิสงส์
ข้อที่ 1 กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับผลแห่งศีล โดยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าถึง “อานิสงส์ของศีล” ซึ่งตรัสตอบว่าศีลเป็นกุศลมีผลเป็นทอด ๆ เชื่อมโยงกันไปจนถึงพระอรหัตผล ได้แก่ ศีล → อวิปปฏิสาร (ความไม่ร้อนใจ) → ปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) → ปีติ (ความอิ่มใจ) → ปัสสัทธิ (ความสงบกายใจ) → สุข → สมาธิ → ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นตามความเป็นจริง) → นิพพิทาวิราคะ (ความเบื่อหน่ายและคลายกำหนัด) → วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้แจ้งในการหลุดพ้น)
*ศีลจึงเป็นฐานที่เกื้อหนุนจิตใจให้ก้าวหน้าตามลำดับ จนกระทั่งบรรลุถึง พระอรหันต์ โดยสมบูรณ์
ข้อที่ 2 เจตนากรณียสูตร ว่าด้วยกรรมที่ไม่ต้องทำด้วยความตั้งใจ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุและผลของสภาวธรรมตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เจตนาบังคับ เมื่อบุคคลรักษาศีลบริบูรณ์แล้ว ธรรมะขั้นต่อไปจะหลั่งไหลส่งผลต่อเนื่องกันไปเองตามลำดับ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร)
*กระบวนการนี้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเหตุข้อแรกสมบูรณ์ ผลข้อถัดไปจะหลั่งไหลมาให้ผลเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องไปตั้งเจตนาบังคับเอาผลในตอนท้ายเลย
ข้อที่ 3 -5 ปฐม-ทุติย-ตติยอุปนิสสูตร ว่าด้วยธรรมมีเหตุให้ถูกขจัด สูตรที่ ๑-๓ มีเนื้อหาธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ผู้แสดงธรรม (สูตรที่๑ พระพุทธเจ้า, สูตรที่๒ พระสารบุตร, สูตรที่๓ พระอานนท์) แสดงถึงห่วงโซ่ของธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นว่า การทุศีล (ศีลวิบัติ) เป็นต้นเหตุที่ไปขจัด (ขัดขวาง/ตัดตอน) คุณธรรมขั้นถัดไป ทำให้กระบวนการปฏิบัติธรรมไม่สามารถดำเนินไปสู่นิพพานได้ (ดูข้อธรรม 10 ประการใน กิมัตถิยสูตร *แต่เป็นฝ่ายดับ/ขจัด)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก ๑๖ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] อานิสังสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทานที่ให้ปัญญา [6927-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน สุมนวรรค หมวดว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับอุบาสกอุบาสิกาเป็นเรื่องของการให้ทานการครองเรือน
ข้อที่ 34 สีหเสนาปติสูตร ว่าด้วยสีหเสนาบดี สีหเสนาบดีทูลถามเรื่องผลแห่งทานที่จะเห็นได้ด้วยตนเอง การไม่เผลอเพลินในกามคุณทั้ง 5 จะทำให้ได้อานิสงส์ 5 อย่างนี้ คือ เป็นที่รัก สัตบุรุษคบหา ชื่อเสียงขจรขจาย ไม่ครั่นคร้าม เมื่อตายย่อมไปสุคติ
ข้อที่ 35 ทานานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน เหมือนในข้อที่ 34 ต่างตรงข้อที่ 4 คือผู้ให้ทานย่อมไม่เหินห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ ซึ่งก็คือการไม่ครั่นคร้ามเวลาเข้าหมู่นั่นเอง
ข้อที่ 36 กาลทานสูตร ว่าด้วยกาลทาน กาลทานคือเฉพาะเวลานั้นเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ มีจุดเริ่มและจุดจบ ในที่นี้ยังชี้ให้เห็นพรที่นางวิสาขาขอ นางเป็นผู้ฉลาดในการให้ทานที่เป็นทั้งกาลทานและนิจทาน
ข้อที่ 37 โภชนทานสูตร ว่าด้วยการให้โภชนะ การให้อาหารคือการให้ทุกอย่าง คือ อายุ วรรณะ พละ สุขะ ปฏิภาณหรือปัญญา เมื่อตายไปจะได้รับอานิสงส์อันเป็นทิพย์นี้ด้วย ทานมากน้อยควรทำ ปริมาณไม่ได้เกี่ยวกับบุญมากบุญน้อย อยู่ที่ศรัทธา ทำตามกำลังทรัพย์แล้วตั้งศรัทธาไว้ให้มาก เราจะได้ฐานะ 5 อย่างนี้
ข้อที่ 38 สัทธสูตร ว่าด้วยอานิสงส์แห่งศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วย่อมได้รับอานิสงส์จากสัตบุรุษก่อนใครอื่น คือ อนุเคราะห์ ไปหา ให้การต้อนรับ แสดงธรรม และตายก็ไปสู่สุคติ
ข้อที่ 39 ปุตตสูตร ว่าด้วยบุตร มารดาบิดาที่ปรารถนาบุตรควรสอนบุตรให้ห้ามจากบาปและตั้งอยู่ในความดีแล้วจะได้รับอานิสงส์นี้
ข้อที่ 40 มหาสาลปุตตสูตร ว่าด้วยต้นสาละใหญ่กับกุลบุตร เปรียบต้นสาละใหญ่ที่อยู่ในดินดีย่อมมีกิ่งใบ ใบอ่อน เปลือก สะเก็ด กระพี้ แก่น ที่สมบรูณ์ กุลบุตรถ้ามีศรัทธา ศีล สุตตะ จาคะ ปัญญา ก็จะเจริญในธรรมวินัยนี้ 5 ข้อนี้เปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ฤทธิ์แห่งอิทธิบาท [6926-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน อิทธิปาทวรรค หมวดว่าอิทธิบาท และ ราคเปยยาล
ข้อที่ 83-92 “พลังแห่งความสำเร็จ สู่ความหลุดพ้น” พระสูตรกลุ่มนี้ (อิทธิปาทวรรค) ยังคงร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" แบบเดียวกับ สติปัฏฐานวรรค และ สัมมัปปธานวรรค โดยเปลี่ยนเครื่องมือหลักมาที่ "อิทธิบาท 4" (คุณธรรมสู่ความสำเร็จ) เพื่อเป็นพลังในการทลายอกุศลธรรม 5 ประการในหมวดต่าง ๆ เช่น ธรรมที่ทำให้ท้อแท้ในสิกขา (ทุศีล ๕) / นิวรณ์ ๕ / กามคุณ ๕ / อุปทานขันธ์ ๕ / สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ / สังโยชน์เบื้องสูง ๕ / คติ ๕ / ความตระหนี่ ๕ / ตะปูตรึงใจ ๕ / กิเลสผูกพันใจ ๕
ข้อที่ 93-432 “ล้างบางกิเลสสู่พระนิพพาน” พระสูตรกลุ่มนี้ (ราคเปยยาล) เป็นบทสรุปการปฏิบัติต่ออุปกิเลส 16 ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การ "รู้ยิ่ง" "กำหนดรู้" "ละ" ไปจนถึง "การสละคืน" ให้สิ้นซาก โดยใช้เครื่องมือคือ สัญญา 9 ประการ และ อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9
จบ นวกนิบาต (หมวดธรรม 9 ประการ) จบบริบูรณ์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต อิทธิปาทวรรค, ราคเปยยาล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เมื่อมีเหตุแล้วย่อมมีผล [6925-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค และ สุมนวรรค
ข้อที่ 30 นาคิตสูตร ว่าด้วยพระนาคิตะ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระนาคิตะ (พระอุปัฏฐาก) ณ ป่าอิจฉานังคละ เพื่อเตือนสติเรื่องการไม่ติดในลาภสักการะ สรรเสริญ และชื่อเสียง โดยทรงย้ำว่า "เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา" ทรงสรรเสริญความสุขจากเนกขัมมสุขว่าเป็นสุขที่แท้จริงเหนือกว่าสุขที่อิงอาศัยลาภยศและการนอนหลับ พร้อมทั้งแสดง "เหตุและผลลัพธ์ 5 ประการ" เพื่อชี้ให้เห็นความจริงของโลก ดังนี้
เหตุจากอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส -> ผลคือ กลายเป็นอุจจาระและปัสสาวะ เหตุจากความรัก เมื่อสิ่งที่รักแปรเปลี่ยนไป -> ผลคือ เกิดความโศกเศร้า ทุกข์ใจ คับแค้นใจ เหตุจากการเพ่งอสุภะ (พิจารณาความไม่งามของร่างกาย) -> ผลคือ เห็นความน่าเกลียดปฏิกูลในสิ่งสวยงาม เหตุจากการพิจารณาผัสสะไม่เที่ยง (อายตนะทั้ง 6) -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในผัสสะทั้งหลาย เหตุจากการพิจารณาเกิด-ดับในอุปาทานขันธ์ 5 -> ผลคือ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายหลุดพ้นจากอุปาทาน*พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน (เนกขัมมสุข) และทรงสอนให้ภิกษุมองเห็นผลลัพธ์ตามความเป็นจริงของโลก เพื่อสลัดตัดความหลงผิดและเข้าถึงความหลุดพ้น
ข้อที่ 31 สุมนสูตร ว่าด้วยสุมนาราชกุมารี เกี่ยวกับผลที่เป็นทิพย์ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ ความสุข ยศ และอธิปไตย ที่ทำให้แตกต่างกันของผู้ที่ให้ทานกับไม่ได้ให้ แม้จะมีศรัทธา ศีล ปัญญาเสมอกัน กระทั่งผู้ที่ออกบวชที่เคยเป็นผู้ให้ (ทายก) ก็จะได้รับปัจจัยสี่และได้รับการประพฤติกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอันเป็นที่น่าพอใจกว่าดีกว่า
ข้อที่ 32 จุนทีสูตร ว่าด้วยจุนทีราชกุมารี กล่าวถึงองค์คุณ 4 อย่างของผู้ที่จะไปสู่กระแสหรือโสตาปัตติยังคะ 4 คือ บุคคลที่มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ และรักษาศีล 5 ได้ดี เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติอย่างเดียว ไม่เกิดในทุคติเลย ส่งผลให้มีบุญ 5 อย่าง คือ อายุ วรรณะ เกียรติยศ สุข และพละ
ข้อที่ 33 อุคคหสูตร ว่าด้วยอุคคหเศรษฐี ปรารภอุคคตเศรษฐีที่ลูกสาวจะออกเรือน จึงนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วได้สอบถามคำถามได้ฟังธรรม 5 อย่างที่เมื่อไปอยู่บ้านสามี จะทำให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เมื่อตายไปจะเกิดในสวรรค์
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค สุมนวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
วิถีแห่งพระอรหันต์ [6924-6t]
หมวดธรรม 9 ประการ ในเขมวรรค, สติปัฏฐานวรรค และสัมมัปปธานวรรค
พระสูตรข้อที่ 62-82 นี้ร้อยเรียงด้วยโครงสร้าง "ธรรม 9 ประการ" เพื่อเปลี่ยนจิตปุถุชนผู้หมดสิทธิ์ (อภัพพะ) ให้กลายเป็นพระอรหันต์ผู้ถึงพระนิพพาน โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วนหลักดังนี้
ข้อที่ 62 อภัพพสูตร ว่าด้วยผู้อาจและไม่อาจเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล หากบุคคลใดไม่ละขาดอกุศลธรรม 9 ประการนี้ จะเป็นผู้ "ไม่อาจ" (อภัพพะ) บรรลุธรรมแต่หากละได้ จะเป็น "ผู้อาจ" บรรลุอรหัตตผล ได้แก่ ราคะ, โทสะ, โมหะ, โกธะ (โกรธ), อุปนาหะ (ผูกโกรธ), มักขะ (ลบหลู่คุณ), ปฬาสะ (ตีเสมอ), อิสสา (ริษยา), มัจฉริยะ (ตระหนี่)
ข้อที่ 63-72 “เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อละกิเลส” พระสูตรกลุ่มนี้ (สติปัฏฐานวรรค) ทรงให้นำ “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) มาเป็นเครื่องมือหลักในการพิจารณาเพื่อ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" ในแง่มุมต่างๆ ของแต่ละพระสูตร เช่น:
ละธรรมกระทำให้ท้อถอย / ละนิวรณ์ / ละกามคุณ / ละอุปาทานขันธ์ / ละสังโยชน์เบื้องต่ำ-เบื้องสูง / ละตะปูตรึงใจ / ละกิเลสผูกพันใจ
ข้อที่ 73-82 “เจริญความเพียร เพื่อทลายกิเลส” พระสูตรกลุ่มสุดท้าย (สัมมัปปธานวรรค) ใช้โครงสร้างคู่ขนานกัน แต่เปลี่ยนมาเน้นที่ สัมมัปปธาน 4 (ความเพียรชอบ 4 ประการ) เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการ "ละอกุศลธรรมและเครื่องผูกมัด" (ในหมวดนิวรณ์ กามคุณ สังโยชน์ ฯลฯ เช่นเดียวกับหมวดสติปัฏฐาน) ให้สำเร็จเด็ดขาด
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรค สติปัฏฐานวรรค สัมมัปปธานวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
จุดที่สมาธิเปลี่ยนเป็นปัญญาด้วยองค์ 5 [6923-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕
ข้อที่ 28 ปัญจังคิกสูตร ว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งหมายถึง การไล่มาตามลำดับของการได้มาซึ่ง “ฌานทั้ง 4 และปัจจเวกขณนิมิต” (การทบทวนองค์ฌานหรือสิ่งที่ตนรู้เห็นด้วยปัญญา) จะได้ทราบอุปมาอุปไมยของการได้มาซึ่งฌานนั้น ๆ การเห็นอะไรจึงจะเลื่อนขึ้นในฌานที่สูงขึ้นไปละเอียดลงไปได้ ก็ต้องขจัดความหยาบของฌานที่ได้อยู่แล้วจึงจะพัฒนาต่อไปได้ เมื่อได้ฌานทั้ง 4 บวกกับปัจจเวกขณนิมิต คือ ญาณในการรู้ว่าเรามีเราละอะไรได้ จะทำให้ละเอียดขึ้นได้อย่างไร และการเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ในฌานต่าง ๆ ได้ชัดเจน จิตใจของคนเราถ้ามีสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 ประการนี้แล้ว จะเกิดประโยชน์ในการกำจัดกิเลสได้ วิชชา 6 จะเกิดขึ้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นได้ นี่คือจุดที่สมาธิจะเปลี่ยนเป็นปัญญา ตลอดกระบวนการต้องมีสติอยู่แล้วจึงจะสามารถรู้เห็นตรงนี้ได้ และปัจจเวกขณนิมิตมีได้ในทุกระดับฌาน เป็นตัวที่จะทำให้ฌานเลื่อนขึ้นได้เร็ว
ข้อที่ 29 จังกมสูตร ว่าด้วยการเดินจงกรม “จังกม” แปลว่าการเดิน ทำให้เกิดอานิสงส์ คือ
1. อดทนต่อการเดินทางไกล
2. อดทนต่อการทำความเพียร นี่คืออดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก รู้อยู่ว่าทุกข์แต่อยู่กับมันได้
3. อาหารย่อยได้ง่าย
4. มีอาพาธน้อย นี่คือมีสุขภาพดี มีเวทนาเบาบาง
5. สมาธิที่เกิดตั้งอยู่ได้นาน ในอิริยาบถหยาบ ๆ ยังสามารถทำสมาธิให้เกิดขึ้น ยิ่งทุกข์มากยิ่งเห็นธรรมะ มีปัญญาในการแก้ปัญหา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มิติแห่งวิมุตติ [6922-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยสามัญญธรรม และเขมวรรค หมวดว่าด้วยเหตุให้ตรัสเรียกว่าเขมะ
ข้อที่ 43-61 เป็นการสนทนาธรรมระหว่าง พระอุทายี และ พระอานนท์ ในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
ข้อที่ 43 กายสักขีสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นกายสักขี (เด่นด้านสมาธิ/ฌานสมาบัติ) ว่าด้วย "กายสักขีบุคคล" หรือ บุคคลผู้เป็นพยานด้วยนามกาย ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้จิตหรือนามกายสัมผัสถูกต้องวิโมกข์ (หรือฌาน) ก่อน แล้วจึงบรรลุธรรมด้วยปัญญาในภายหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ โดยปริยาย(ขั้นต้น-ขั้นกลาง/ผู้ยังไม่สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ฌาน 1-8 และ โดยนิปปริยาย (ขั้นสูงสุด/ผู้สิ้นอาสวะ) ได้แก่ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ
ข้อที่ 44 ปัญญาวิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา) หมายถึง ผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้เน้นการเข้าสมาบัติลึกซึ้ง (แช่ในฌาน) แต่เป็นผู้ที่ "ใช้ปัญญาเพ่งพินิจพิจารณาเพื่อตัดขาดกิเลส" (วิป้สสนา) โดยตรง แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โดยปริยาย และ โดยนิปปริยาย
ข้อที่ 45 อุภโตภาควิมุตตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุต (ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน / สมถะ&วิปัสสนา) หมายถึง พระอริยบุคคลผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือโดยปริยายและโดยนิปปริยาย เช่นกัน
ข้อที่ 46-61 ใช้ระบบองค์ธรรมเดียวกันทั้งหมด คือ “อนุปุพพวิหาร 9” (รูปฌาน อรูปฌาน และ สัญญาเวทยิตนิโรธ) เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายเพื่อชี้ให้เห็นว่า คำว่า นิพพาน, เขมะ, อมตะ, อภัย, ปัสสัทธิ, และนิโรธ นั้น สามารถสัมผัสได้จริงด้วยนามกายตั้งแต่ขั้นสมาธิระดับฌาน (โดยปริยาย) ไปจนถึงการสิ้นอาสวกิเลสอย่างสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยปัญญา (โดยนิปปริยาย)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สามัญญวรรค เขมวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ 5 [6921-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน ปัญจังคิกวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญสัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัมมาสมาธิจนไล่ลำดับไปถึงปัญญาเพื่อการหลุดพ้น
ข้อที่ 21 ปฐมอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๑ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้เกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตามมา นั่นคือ เริ่มจากการมีความเคารพยำเกรงในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก่อให้เกิดอภิสมาจาริกธรรม อภิสมาจาริกธรรมก่อให้เกิดเสขธรรม เสขธรรมก่อให้เกิดศีล ศีลก่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ
ข้อที่ 22 ทุติยอคารวสูตร ว่าด้วยความไม่เคารพ สูตรที่ ๒ เปลี่ยนตรง 3 ข้อสุดท้ายจากศีลเป็นสีลขันธ์ จากสัมมาทิฏฐิเป็นสมาธิขันธ์ จากสัมมาสมาธิเป็นปัญญาขันธ์ เป็นความละเอียดลงไปในแต่ละข้อ ศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ สมาธิต่อยอดขึ้นไปก็เป็นปัญญาขึ้นมา
ข้อที่ 23 อุปกิเลสสูตร ว่าด้วยความเศร้าหมอง เปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเครื่องเศร้าหมอง 5 อย่างของทองกับของจิต ที่เมื่อกำจัดออกไปแล้วจะทำให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เครื่องเศร้าหมองของจิตก็คือ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง จะกำจัดออกไปได้ก็ด้วยสติ ถ้าเรากำจัดนิวรณ์ออกไปจากจิตได้ ความรู้ 6 อย่างจะเกิดขึ้น และจะเป็นตัวที่จะทำให้บรรลุธรรมได้
ข้อที่ 24 ทุสสีลสูตร ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล เปรียบกับต้นไม้ที่มีกิ่งหัก สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นจะสมบรูณ์ไปได้อย่างไร เหมือนกับผู้ทุศีลจะไม่สามารถมีสัมมาสมาธิได้ เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิการเห็นตามความเป็นจริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลเปรียบเหมือนฐานรากของทุกสิ่ง ถ้าศีลสมบรูณ์บริบรูณ์ก่อให้เกิดสัมมาสมาธิที่สมบรูณ์บริบรูณ์ จนทำให้เกิดปัญญาในการเห็นความไม่เที่ยง เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ ทำวิมุตติให้เกิดขึ้นได้
ข้อที่ 25 อนุคคหิตสูตร ว่าด้วยธรรมสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ ศีล สุตตะ สากัจฉา สมถะ และวิปัสสนา 5 อย่างนี้เป็นองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิ
ข้อที่ 26 วิมุตตายตนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ บอกถึงลักษณะของบุคคลที่จะบรรลุธรรมได้จากการฟัง การแสดงธรรม การสาธยายธรรม ตรึกตามตรองตามเรื่องที่ได้ฟังมา และมีสมาธิดีจนเข้าใจธรรม
ข้อที่ 27 สมาธิสูตร ว่าด้วยการเจริญสมาธิเพื่อให้ญาณเกิดขึ้น สมาธิที่เจริญแล้วทำให้เกิดญาณความรู้เฉพาะตนขึ้น สมาธิเราก้าวหน้าหรือไม่ ดูได้จากการเกิดขึ้นหรือไม่ของ 5 ข้อนี้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจังคิกวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ช่องว่างในที่คับแคบ [6920-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค และ สามัญญวรรค
ข้อที่ 40 นาคสูตร ว่าด้วยการหาความสงบของพญาช้าง เป็นพระสูตรที่เปรียบเทียบพฤติกรรมของพญาช้างผู้แสวงหาความสงบ กับการปฏิบัติของพระภิกษุ เพื่อเป็นอุบายสอนใจในการละทิ้งความวุ่นวายและเข้าสู่ความสงบวิเวก คือการสอนให้เห็นคุณค่าของการ "ปลีกวิเวก" เมื่อจิตใจถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง การแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพังเพื่อทบทวนตัวเองและทำจิตใจให้สงบ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสติและปัญญา องค์ธรรมในพระสูตรนี้คือ นิวรณ์ ๕ และอนุปุพพวิหาร ๙
ข้อที่ 41 ตปุสสสูตร ว่าด้วยตปุสสคหบดี ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “เนกขัมมะ” ในการพ้นทุกข์ และแสดงขั้นตอนการปฏิบัติโดยละเอียดเพื่อเข้าถึงเนกขัมมะ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเห็นโทษในกาม ความเห็นอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ และความเพียรในการฝึกฝนตนเอง (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อความหลุดพ้น โดยแสดงผ่านบทสนทนาระหว่างตปุสสคหบดี ท่านพระอานนท์ และพระพุทธเจ้า
ข้อที่ 42 สัมพาธสูตร ว่าด้วยวิธีบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ อธิบายถึง "กามคุณ 5" ว่าเป็น "ที่คับแคบ" และอธิบาย "วิธีบรรลุช่องว่าง (โอกาส) ในที่คับแคบ" โดยการใช้ "สมาธิและการบรรลุฌานทั้ง 9 ลำดับ" (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อสลัดออกจากสภาวะบีบคั้นนั้นทีละขั้นจนถึงนิพพาน
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค สามัญญวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พละ 5 ธรรมที่ทำให้องอาจ [6919-6t]
หมวดธรรม 5 ประการใน พลวรรค หมวดว่าด้วยพละ
พระสูตรข้อที่ 11-16 กล่าวถึง กำลัง 5 ประการ (พละ ๕) ซี่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ มาใช้แสดงตามพระสูตรข้อต่างๆได้ดังนี้
รูปแบบแรก (ข้อที่ 11-12) ตถาคตพละ ได้แก่
1. สัทธาพละ: กำลังคือความเชื่อ
2. หิริพละ: กำลังคือความละอายบาป
3. โอตตัปปพละ: กำลังคือความเกรงกลัวบาป
4. วิริยพละ: กำลังคือความเพียร
5. ปัญญาพละ: กำลังคือความรอบรู้ (เป็นยอดของกำลังทั้งหมด)
ข้อที่ 11 อนนุสสุตสูตร กล่าวถึง "กำลังของตถาคต" ที่ทำให้ทรงบันลือสีหนาทและประกาศธรรมได้อย่างองอาจ
ข้อที่ 12 กูฏสูตร ทรงเปรียบ "ปัญญา" เป็น "ยอดเรือน" (ปัญญาเป็นยอดแห่งกำลัง)
รูปแบบที่สอง (ข้อที่ 13-16) เสขพละ ได้แก่
1. สัทธาพละ: เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
2. วิริยพละ: เพียรละอกุศล บำเพ็ญกุศล (สัมมัปปธาน 4)
3. สติพละ: มีสติระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดมานานได้ (สติปัฏฐาน)
4. สมาธิพละ: การบรรลุฌาน 1-4 เพื่อความอยู่เป็นสุข
5. ปัญญาพละ: รู้ถึงความเกิดและความดับ (อริยสัจ 4)
ข้อที่ 13 สังขิตตสูตร ทรงแสดงพละ 5 ในฐานะ "เสขพละ" หรือกำลังของผู้ที่ยังต้องศึกษา (พระเสขบุคคล) เพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการหลุดพ้นจากกิเลส
ข้อที่ 14 วิตถตสูตร ทรงขยายความละเอียดของแต่ละข้อเพื่อให้เห็นทางปฏิบัติ
ข้อที่ 15 ทัฏฐัพพสูตร ว่าด้วยธรรมที่พึงเห็น เราจะ "เห็น" พละเหล่านี้ได้ที่ไหน
ข้อที่ 16 ปุนกูฏสูตร ในบรรดาการปฏิบัติทั้งหมด "ปัญญา" คือจุดรวมยอดที่สำคัญที่สุด
พระสูตรข้อที่ 17-20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูลหรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พลวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พ้นบ่วงแห่งสัญญา [6918-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค
ข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง”
ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ
ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t]
หมวดธรรม 4 ประการใน ราคเปยยาล ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)
ข้อที่ 274-783 ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และ อิทธิบาท ๔ มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรม
ธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง
1. สติปัฏฐาน ๔: การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม
2. สัมมัปปธาน ๔: การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)
3. อิทธิบาท ๔: คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่อง
อานิสงส์การ “ย้ำทำ” ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ฉลาดในฌาน [6916-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรค
ข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9 โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ
1. แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท): เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่
ข้อธรรม: ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้2. แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ): เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัย
ข้อธรรม: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธอานิสงส์: หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การแสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ จนถึงการบรรลุ อาสวักขยญาณ (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ "ความฉลาดในฐานะ" และ "ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว"
ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ในอนุปุพพวิหารธรรม 9 เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ "อมตธาตุ" หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี”
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t]
หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถ
พระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ "นรก" หรือ "สวรรค์" ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ ทำเอง (ปฏิบัติตน), ชวนเขา (ชักชวนผู้อื่น), พอใจ (ยินดีร่วม), สรรเสริญ (กล่าวยกย่อง)
*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด"
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
นิพพานเป็นสุข [6914-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค และ มหาวรรค
ข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ "ความดับไปตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้น
ลำดับสมาธิ และ สภาวะที่ดับไป (>)
1. ปฐมฌาน > กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
2. ทุติยฌาน > วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)
3. ตติยฌาน > ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)
4. จตุตถฌาน > อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)
5. อากาสานัญจายตนะ > รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)
6. วิญญาณัญจายตนะ > อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)
7. อากิญจัญญายตนะ > วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)
8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ > อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)
9. สัญญาเวทยิตนิโรธ > สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท)
ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป "อยู่" วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9)
ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ "การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ" 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง "ผลลัพธ์" และ "บุคคลผู้เข้าถึง" สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า "การถึงฝั่ง" (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา
ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ "ดับความกดดัน" 9 ประการ
แก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร?
นิยามของความสุข: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ "ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข" เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีกความกดดันคือทุกข์: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า "ความกดดัน" (ทุกข์) ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามกรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t]
หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถ
พระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง "วิถีแห่งกรรม" (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียว
ในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ อกุศลกรรมบถ เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้
1. ตนเองทำ: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง
2. ชักชวนผู้อื่น: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ
3. พอใจในการทำ: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ
4. สรรเสริญการทำ: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ
*บทสรุปและข้อคิด
พระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความผิด" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วย
ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ (ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ) ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในทางตรงกันข้าม หากเปลี่ยนเป็นการ "งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น" ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t]
หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส
ข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้
1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว
2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก
3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ และ อรูปภพ
*เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป
ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ "ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ "เสาหิน" ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอน
สภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบการรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัต
คำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า "อบรมจิตดีด้วยจิต" ต้องมีคำว่า ดี (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว*ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก
ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และ การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการ
การระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตองค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถพยากรณ์ตนเอง ได้ทันทีว่า นรก
ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t]
ข้อที่ 259 และ ข้อที่ 260 ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก
1. วรรณะ คือ ศีล
2. กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา
3. เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”
ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง
4. ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่
นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน”
ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ
1. วิริยะพละ: ความเพียร 4
2. สติพละ: สติปัฏฐาน 4
3. สมาธิพละ: ฌานทั้ง 4
4. ปัญญาพละ: ชำแรกกิเลส
พละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา
ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ
ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาส
ข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้
เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้
1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)
จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจ
จำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้
จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม
*คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป
2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก
3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน
ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้
1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น
2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น
3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น
4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น
5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น
6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น
7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น
8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น
9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น
ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้
1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก
2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)
3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ
4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ
5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์
6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 1
7. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 2
8. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 3
9. เข
การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t]
ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้
ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก
ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์
ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่
พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t]
หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรค
ข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ
การคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอนข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค
เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ
ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา
พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ระยะเวลา "กัป" [6907-6t]
“สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว”
วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5
ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส
กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก
โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t]
หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรค
ข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”
*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล
ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)
· กลุ่ม จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)
1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน
2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์
3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้)
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]
หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์
ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8
*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น
ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล
ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา
ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค
เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.