6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก

40 Episodes
Subscribe

By: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง "ขุดเพชรในพระไตรปิฏก". New Episode ทุกวันเสาร์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t]
#5
Last Friday at 9:00 PM

หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์


ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8


*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น

 

ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล

 

ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา

 

ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค

 

เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 24 มกราคม 2569 [6904-6t_Live]
#4
01/24/2026

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t]
#3
01/16/2026

หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท


ข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้


ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ไม่ควร" เข้าหา 9 ประการ

1. ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ

2. ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม

3. ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี

4. ปกปิดของที่มีอยู่: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน

5. มีมากแต่ให้น้อย: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร

6. มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ

7. ให้โดยไม่เคารพ: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น

8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน

9. ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใส


ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ควร" เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น

 

ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙ กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ

 

ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา กล่าวถึงเทวดา 9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้


ประเด็นสำคัญ: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมาก


หลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้

1. การลุกรับ: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ

2. การกราบไหว้: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้

3. การให้อาสนะ: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน

4. การแบ่งปันลาภ: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ

5. การเข้าไปนั่งใกล้: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม

6. การเงี่ยโสตลงฟังธรรม: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ

7. การทรงจำธรรม: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้

8. การพิจารณาเนื้อความ: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย

9. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม: น


อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t]
#2
01/09/2026

หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่


ข้อที่ 65 สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก"

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้" โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:

1. ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล

2. ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้

3. ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน

 

ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเอง

หลักธรรมสำคัญ:

หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)

1. ถ้าโลกหน้ามีจริง: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์

2. ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร

3. ถ้าผลกรรมมีจริง: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา

4. ถ้าผลกรรมไม่มีจริง: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย

 

ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ... (หลักกาลามสูตร 10 ประกา


ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t]
#1
01/02/2026

หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท


ข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง สังกัปปวิตก (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้

1. วิตกเกิดขึ้นเพราะอะไร: มี "นามรูป" (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์

2. วิตกต่างกันเพราะอะไร: เพราะ "ธาตุ" ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น อกุศลวิตก ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ กุศลวิตก ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก)

3. วิตกเกิดจากอะไร: มี "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด

4. วิตกมีอะไรเป็นที่ประชุมลง: มี "เวทนา" (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง

5. วิตกมีอะไรเป็นยอด: มี "สมาธิ" เป็นยอด (ประมุข)

6. วิตกมีอะไรเป็นใหญ่: มี "สติ" เป็นใหญ่

7. วิตกมีอะไรเป็นยิ่ง: มี "ปัญญา" เป็นยิ่ง

8. วิตกมีอะไรเป็นแก่น: มี "วิมุตติ" (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น

9. วิตกหยั่งลงในไหน: มี "อมตะ" (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง

 

ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน)

 

ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่

1. อสุภสัญญา: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย

2. มรณสัญญา: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา

3. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร

4. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง

5. อนิจจสัญญา: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง)

6. อนิจเจ ทุกขสัญญา:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย)

7. ทุกเข อนัตตสัญญา: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)

8. ปหานสัญญา: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก

9. วิราคสัญญา: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค


เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t]
#52
12/26/2025

หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาท


ข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้

1. ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา

2. ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ

3. ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน

4. ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว

5. ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด

6. ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน

7. ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร

8. ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ

9. ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม)


เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย

 

ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้

กลุ่มพระอนาคามี (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่

1. อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ

2. อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว

3. อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย)

4. สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า)

5. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะ


กลุ่มพระสกทาคามี (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว

6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์


กลุ่มพระโสดาบัน (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว

7. เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว)

8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ)

9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ

 

ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคล


ว่าด้วยศีล [6851-6t]
#51
12/19/2025

หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล


ข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่

1. สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท

2. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)

3. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)


นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี

2. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ

3. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น

4. บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์

 

ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ

1. ตอบถูกแต่ช้า

2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก

3. ตอบถูกและเร็ว

4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว

 

ข้อที่ 133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่

1. อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.

2. วิปจิตัญญู (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.

3. เนยยะ (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.

4. ปทปรมะ (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้

 

ข้อที่ 134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่ 

1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน) 

2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน)

 

ข้อที่ 135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่

1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล

2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน

3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี4

4. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์

 

ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ

1. ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน

2. บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี

3. บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี

4. บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์

 

ข้อที่ 137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร

 

ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก


บุคคล 9 จำพวก [6850-6t]
#50
12/12/2025

หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ


ข้อที่ 6 เสวนาสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ แสดงโดยท่านพระสารีบุตร สอนหลักการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น บุคคล (มี 4 ประเภท), จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, หมู่บ้าน, ชนบท มีทั้งส่วนที่ "ควรเสพ" เพื่อให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลเสื่อม และส่วนที่ "ไม่ควรเสพ" เพื่อป้องกันอกุศลเพิ่มพูน โดยเน้นให้ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดส่งเสริมความดี หรือส่งเสริมความชั่วแก่ตน


*สอนให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเลือกเสพสิ่งที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และละเว้นสิ่งที่เป็นโทษต่อการพัฒนาตนนั้นเอง

 

ข้อที่ 7 สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสุตวา กล่าวถึงเรื่องราวของปริพาชก (นักบวช) ชื่อ สุตวา ที่เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ เพื่อสนทนาปราศรัย และได้ทูลถามเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฐานะ 9 ประการที่พระอรหันต์นั้นไม่อาจล่วงละเมิด ได้แก่

ไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ไม่เสพเมถุนธรรมไม่พูดเท็จไม่สะสมบริโภคกามไม่ลำเอียงเพราะชอบไม่ลำเอียงเพราะชังไม่ลำเอียงเพราะหลงไม่ลำเอียงเพราะกลัว

 

ข้อที่ 8 สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสัชฌะ ปรารภปริพาชกชื่อ สัชฌะ มีเนื้อหาคล้าย สุตวาสูตร มีข้อธรรมที่ 1-5 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อที่ 6-9 ได้แก่ ไม่อาจบอกคืน (ไม่ปฏิเสธว่าไม่มี) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่อาจบอกคืนสิกขา

  

ข้อที่ 9 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล 9 จำพวก กล่าวถึงบุคคล 9 จำพวกที่มีปรากฎอยู่บนโลก ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก (ขั้นมรรคและผล) และ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป

 

ข้อที่ 10 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย กล่าวถึง บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก และ โคตรภูบุคคล (บุคคลที่อยู่ตรงหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นช่วงที่จิตกำลังจะก้าวข้ามปุถุชนเข้าสู่โสดาปัตติมรรค)

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน [6849-6t]
#49
12/05/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัย


ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย กล่าวถึงภัย 4 ประการ ได้แก่

อัตตานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการติเตียนตนเอง)ปรานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการที่ผู้อื่นติเตียน)ทัณฑภัย (ภัยที่เกิดจากการลงโทษ)ทุคติภัย (ภัยที่เกิดจากอบายทั้ง 4)


*ความกลัวต่อภัยทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคคลนั้นมีสติยับยั้งชั่งใจในการดำเนินชีวิตตามกรอบของศีลธรรมอันดีได้

 

ข้อที่ 122 อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคลื่น กล่าวถึงภัย 4 ประการ ที่กุลบุตรผู้มีความศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้พึงประสบ โดยทรงเปรียบเทียบกับภัยที่คนลงไปในน้ำจะต้องพบเจอ ได้แก่

อูมิภัย (ภัยจากคลื่น): เปรียบเสมือนความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนหรือคำตักเตือนพร่ำสอนของเพื่อนภิกษุด้วยกันกุมภีลภัย (ภัยจากจระเข้): เปรียบเสมือนการเห็นแก่ปากแก่ท้องอาวัฏฏภัย (ภัยจากน้ำวน): เปรียบเสมือนความยินดีพอใจในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้จมอยู่ในวัฏสงสารสุสุกาภัย (ภัยจากปลาร้าย): เปรียบเสมือนการประพฤติตนไม่เหมาะสม ไปคบหากับมาตุคาม (ผู้หญิง) หรือบุคคลที่เป็นภัยต่อพรหมจรรย์

 

ข้อที่ 123 ปฐมนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความแตกต่างของบุคคล 4 จำพวก โดยจำแนกตามระดับการเข้าถึงฌานและผลที่จะได้รับหลังมรณภาพ ดังนี้

บุคคลบางคน บรรลุปฐมฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเทวดาชั้นพรหมบุคคลบางคน บรรลุทุติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสราภูมิบุคคลบางคน บรรลุตติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นสุภกิณหาภูมิบุคคลบางคน บรรลุจตุตถฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นเวหัปผลาภูมิ

 

ข้อที่ 124 ทุติยนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกเหมือนปฐมนานากรณสูตรแต่เน้นมาที่การเป็นอริยบุคคลขั้นอนาคามี โดยเพิ่มการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ห้าในฌานขั้นนั้นๆ เข้าไปด้วย

 

ข้อที่ 127 -128 ปฐม - ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๑ และ ๒ กล่าวถึงเหตุอัศจรรย์ 4 ประการที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระตถาคต และเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม

 

ข้อที่ 129 อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ แสดงถึงอัศจรรย์ 4 ประการของท่านพระอานนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้พุทธบริษัท 4 รัก และอยากฟังธรรม

 

ข้อที่ 130 จักกวัตติอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ เมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัทได้เข้าเฝ้า ได้ปฏิสันถารกับพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าแม้พระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งก็ยังอิ่มใจ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตัน


พระนันทกะแสดงธรรม [6848-6t]
#48
11/28/2025

หมวดธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ


ข้อที่ 4 นันทกสูตร ว่าด้วยพระนันทกะแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระนันทกะ หลังจากที่พระนันทกะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเสร็จสิ้น โดยพระองค์ประทับยืนคอยฟังอยู่จนจบกถา ในเนื้อหาได้กล่าวถึงธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ (ซึ่งเปรียบเหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ขาข้างใดบกพร่องพิการ ย่อมไม่บริบูรณ์) ได้แก่

ศรัทธาศีลเจโตสมาธิภายในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง


และอานิสงส์ของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล 5 ประการ ได้แก่

ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาโดยวิธีนั้นๆ (วิธีแสดงธรรม)ย่อมเป็นผู้รู้อรรถและรู้ธรรมในธรรมนั้นโดยวิธีนั้นๆย่อมเห็นแจ้งบทที่ลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญาเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมยกย่องเธออย่างยิ่งว่า ‘ท่านผู้นี้ได้บรรลุแล้ว หรือกำลังบรรลุแน่แท้’ผู้ที่กำลังบรรลุ - ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง โดยวิธีนั้น ๆ

ผู้ที่บรรลุแล้ว - อยู่เป็นสุข

 

ข้อที่ 5 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” (กำลัง หรือพลัง) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรมไปจนถึงความหลุดพ้น ได้กล่าวถึง พละ 4 ประการ ได้แก่

ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) - ความรอบรู้ แยกแยะกุศลหรืออกุศได้วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) - ทำในสิ่งที่ควรทำ เว้นในสิ่งที่ควรเว้นอนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) - ความสุจริตทางกาย วาจา ใจสังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) - การช่วยเหลือผู้อื่น


ผู้ประกอบด้วยพละ 4 ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย 5 ประการนี้ได้

อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ)อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง)ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท)มรณภัย (ภัยคือความตาย)ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ)

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ความไม่ประมาท [6847-6t]
#47
11/21/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน เกสิวรรค หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า


ข้อที่ 115 ฐานสูตรว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ คือ หลักธรรมที่สอนให้พิจารณาการกระทำของตนเอง โดยจำแนกเป็น 4 ฐานะ ดังนี้

1.      กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อความฉิบหาย

2.      กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์

3.      กระทำสิ่งที่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อความฉิบหาย

4.      กระทำสิ่งที่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อประโยชน์


*การปฏิบัติธรรมตามหลักนี้จะช่วยให้ละเว้นความเสื่อมและส่งเสริมความเจริญ บัณฑิตจะทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ โดยดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์

 

ข้อที่ 116_อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท เมื่อมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ประการนี้แล้ว ย่อมไม่กลัวต่อความตายที่จะมาถึง ได้แก่ การละกาย-วาจา-ใจทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ แล้วมาเจริญกาย-วาจา-ใจสุจริตและสัมมาทิฏฐิ

 

ข้อที่ 117 อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ การไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติ

 

ข้อที่ 118 สังเวชนียสูตร ว่าด้วยสังเวชนียสถาน กล่าวถึงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถานเหล่านี้มีความหมายว่า "สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช" และเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและความเพียรในการปฏิบัติตามมรรคแปด

 

ข้อที่ 119 ปฐมภยสูตร ว่าด้วยภัยภายใน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงภัยที่เกิดจาก การเกิด (การที่ต้องเกิดใหม่) ความแก่ชรา ความเจ็บ และ ความตาย ซึ่งเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้


*การตระหนักถึงภัยทั้ง 4 นี้ทำให้เข้าใจถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสังขารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด

 

ข้อที่ 120 ทุติยภยสูตร ว่าด้วยภัยภายนอก สูตรที่ ๒ ภัยจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ 4 ประการ ได้แก่ 1. อัคคีภัย (ภัยจากไฟ) 2. อุทกภัย (ภัยจากน้ำ) 3. ราชภัย (ภัยจากพระราชา) และ 4. โจรภัย (ภัยจากโจร)

*ภัยจากภายนอกนี้ เป็นภัยที่ยังพอจะช่วยกันได้

 

ขึ้น ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัย

ข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงภัย 4 ประการ ได้แก่

1.      อัตตานุวาทภัย: ภัยคือการติเตียนตนเอง

2.      ปรานุวาทภัย: ภัยคือการที่ผู้อื่นติเตียน

3.      ทัณฑภัย: ภัยคืออาชญา (การถูกลงโทษทางโลก เช่น ถูกปรับ ถูกจำคุก)

4.      ทุคติภัย: ภัยคือทุคติ (การไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีหลังความตาย)


*สอนให้มีความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กระทำความชั่วได้ แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครมาลงโทษในทันทีก็ตาม

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุ


ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบ [6846-6t]
#46
11/14/2025

หมวดธรรม 9 ประการ เริ่มพระสูตรแรกใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิ


ข้อที่ 1 สัมโพธิสูตร ว่าด้วยสัมโพธิ (การตรัสรู้ชอบ) กล่าวถึง เหตุที่ทำให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้เจริญขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ ? ภิกษุทั้งหลายพึงตอบว่า เหตุนั้นคือ

1. การมีมิตรดี

2. การเป็นผู้มีศีล

3. การได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา (ธรรม) อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต ได้แก่ อัปปิจฉกถา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิกถา (ความสันโดษ) ปวิเวกกถา (ความสงัด) อสังสัคคกถา (ความไม่คลุกคลี) วิริยารัมภกถา (การปรารภความเพียร) สีลกถา(ศีล) สมาธิกถา(สมาธิ) ปัญญากถา(ปัญญา) วิมุตติกถา(วิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)

4. การปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีความมั่นคง ไม่ท้อถอย

5. การเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ


เมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่

1. เจริญอสุภะ (ความไม่งามของกาย) เพื่อละราคะ

2. เจริญเมตตา เพื่อละความพยาบาท

3. เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) เพื่อตัดวิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน)

4. เจริญอนิจจสัญญา (ความหมายรู้ในความไม่เที่ยง) เพื่อถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)

*ผู้ที่เจริญอนิจจสัญญาได้แล้ว อนัตตสัญญาก็จะปรากฏ (เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน) และจะบรรลุนิพพานในปัจจุบัน


ข้อที่ 2 นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย กล่าวถึง ลักษณะของภิกษุที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" (ที่พึ่งอาศัย) โดยมีใจความสำคัญดังนี้

• ภิกษุจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยได้ เมื่อเธออาศัยธรรม 5 ประการต่อไปนี้ แล้วสามารถละอกุศลธรรม (ความชั่ว) และเจริญกุศลธรรม (ความดี) ได้

1. อาศัยศรัทธา (พระรัตนตรัย)

2. อาศัยหิริ (ความละอายแก่ใจ)

3. อาศัยโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)

4. อาศัยวิริยะ (ความเพียร)

5. อาศัยปัญญา (ปัญญาอันเป็นอริยะ)


• ภิกษุนั้นเมื่อดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ควรอาศัยธรรมอีก 4 ประการในการปฏิบัติ

1. พิจารณาแล้วเสพ: พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัย 4

2. พิจารณาแล้วอดกลั้น: อดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความหนาว ความร้อน

3. พิจารณาแล้วเว้น: เว้นจากสิ่งที่เป็นโทษหรืออกุศล

4. พิจารณาแล้วบรรเทา: กำจัดหรือบรรเทาอกุศลวิตกหรือบาปธรรมที่เกิดขึ้นในใจ

*เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่พึ่งทางใจและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง (พึ่งตน พึ่งธรรม) โดยการอาศัยหลักธรรมสำคัญ เช่น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสและบรรลุความดีงามในที่สุด


ข้อที่ 3 เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆิยะ กล่าวถึง พระเมฆิยะ และธรรมสำหรับแก้อกุศลวิตก 3 ประการ (กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) โดยพระเมฆิยะได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ได้แก่

1. มีมิตรดี

2. มีศีล


บุรุษอาชาไนย [6845-6t]
#45
11/07/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน วลาหกวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ


ข้อที่ 107 มูสิกสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนหนู เปรียบบุคคลไว้กับหนู 4 จำพวก ได้แก่

หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ - ได้ศึกษาปริยัติแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่หนูอยู่แต่ไม่ขุดรู - รู้แจ้งอริยสัจสี่แต่ไม่ได้ศึกษาปริยัติหนูไม่ขุดรูและไม่อยู่ - ไม่ได้ศึกษาปริยัติและไม่รู้แจ้งอริยสัจสี่หนูขุดรูและอยู่ - ได้ศึกษาปริยัติและรู้แจ้งอริยสัจสี่


โดยเปรียบการ “ขุดรู” ของหนู คือการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และ เปรียบการ “อยู่” ของหนู คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 * ความสำคัญจึงอยู่ที่การปฏิบัติ หากไม่ได้นำมาปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล

 

ข้อที่ 108 พลิวัททสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนโคผู้ เปรียบบุคคลไว้กับโคที่ชอบข่มเหง หรือไม่ข่มเหงต่อฝูงของตน หรือฝูงตัวอื่น คือ การทำให้กลุ่มชนหวาดกลัว หรือไม่หวาดกลัวนั่นเอง

 

ข้อที่ 109 รุกขสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนต้นไม้ เปรียบบุคคลไว้กับต้นไม้เนื้ออ่อนและต้นไม้เนื้อแข็ง ซึ่ง “ไม้เนื้อแข็ง” เป็นไม้มีแก่นเปรียบไว้กับคนมีศีล และ “ไม้เนื้ออ่อน” เป็นไม้ไม่มีแก่นเปรียบกับคนไม่มีศีล เราเป็นคนประเภทไหนและแวดล้อมด้วยคนชนิดใด

 

ข้อที่ 110 อาสีวิสสูตร ว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนอสรพิษ เปรียบบุคคลเหมือนอสรพิษ เอาประเภทของพิษมาเป็นตัวแบ่ง “พิษแล่น” คือ ซึมซาบได้เร็วหรือช้า เปรียบดั่งความโกรธง่ายหรือยาก และ “พิษร้าย” คือ พิษร้ายมากน้อย เปรียบดั่งความคงอยู่ของความโกรธว่าหายเร็วหรือช้า

 

ขึ้นวรรคใหม่ เกสิวรรค หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า


ข้อที่ 111 เกสิสูตร ว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้า เปรียบเทียบขั้นตอนของการฝึกม้าจากนายเกสิกับการฝึกสาวกของพระพุทธเจ้ามีขั้นตอนเหมือนกัน ที่น่าสนใจ คือ ม้าหรือบุคคลที่ฝึกไม่ได้มีการฆ่าที่แตกต่างกัน “การฆ่าในธรรมวินัยนี้ คือ การไม่บอกสอนหรือเห็นว่าบุคคลนี้ไม่สามารถบอกสอนได้อีกต่อไป ไม่ใช่การหมายเอาชีวิต” เพราะการฝึกนี้ไม่ใช้ทั้งอาชญาและศาสตรา ให้ย้อนกลับมาดูว่าเราพัฒนาแก้ปัญหาในกลุ่มคนอย่างไร ใช้ธรรมะล้วน ๆ หรือไม่ และการฆ่าไม่ใช่ไม่บอกสอนตลอดไปแค่พักรอจังหวะ เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พระเทวฑัตและพระฉันนะ ให้มีเมตตากรุณาอย่าอุเบกขาอย่างเดียว

 

ข้อที่ 112 ชวสูตร ว่าด้วยความว่องไวของม้าต้นและของภิกษุ คุณสมบัติของม้ากับของภิกษุที่คู่ควร ซื่อตรง คือ ศรัทธา ว่องไว คือ รู้อริยสัจชั้นโสดาบัน อดทนต่อทุกขเวทนา สงบเสงี่ยม คือ มีฌาน 4

 

ข้อที่ 113 ปโตทสูตร ว่าด้วยปฏักของสารถี ม้าดีแต่มีความต่างกันต่อปฏักอยู่ 4 ระดับ คือ เห็นเงา แทงขน แทงผิว แทงกระดูก เปรียบดั่งการได้ยินได้รู้หรือได้เห็นการตายของบุคคลในระดับต่าง ๆ จนมาถึงความเจ


การประพฤติชอบ [6844-6t]
#44
10/31/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 10 ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ


ข้อที่ 90 สัมมาวัตตนสูตร ว่าด้วยการประพฤติชอบ ว่าด้วยเรื่อง "วัตรปฏิบัติ" หรือข้อปฏิบัติที่ภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงโทษ (ตัสสปาปิยสิกากรรม) จะต้องประพฤติชอบในธรรม 8 ประการนี้

ไม่พึงให้อุปสมบท: งดเว้นจากการเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่นไม่พึงให้นิสสัย: งดเว้นจากการรับภิกษุอื่นไว้ในความดูแล (เป็นอาจารย์)ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก: งดเว้นจากการให้สามเณรมาปรนนิบัติรับใช้ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี: ไม่รับตำแหน่งผู้สอนภิกษุณีแม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี: หากเคยได้รับสมมติแล้ว ก็ต้องงดการสอนภิกษุณีไม่พึงรับสมมติอะไรๆ จากสงฆ์: ไม่ยอมรับตำแหน่งหรือภารกิจใดๆ ที่สงฆ์มอบหมาย ไม่รับตำแหน่งทางสงฆ์อื่นใดอีกไม่พึงดำรงอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าอะไรๆ: ไม่แสวงหาหรือรับตำแหน่งผู้นำไม่พึงให้ประพฤติวุฏฐานพิธี (พิธีออกจากกรรม) เพราะตำแหน่งเดิมนั้น: ไม่ใช้สิทธิจากตำแหน่งเดิมเพื่อทำพิธีการทางสงฆ์ (เช่น การสวดถอนอาบัติสังฆาทิเสส)

 

พระสูตรที่ 1-26 (ข้อที่ 91-116) ใน สามัญญวรรค หมวดว่าด้วยธรรมที่เหมือนกัน ใน 26 พระสูตรนี้มีข้อธรรม 8 ประการที่เหมือนกัน คือ ศีล 8 แตกต่างกันที่หัวข้อเป็นการปรารภถึงอุบาสิกา 26 ท่าน โดยใช้พระสูตรข้อที่ 43 วิสาขาสูตร ในการเทียบเคียง โดยปรารภถึง โพชฌาอุบาสิกา สิริมาอุบาสิกา ปทุมาอุบาสิกา สุธัมมา อุบาสิกา มนุชาอุบาสิกา อุตตราอุบาสิกา มุตตาอุบาสิกา เขมาอุบาสิกา รุจีอุบาสิกา จุนทีราชกุมารี พิมพีอุบาสิกา สุมนาราชกุมารี มัลลิกาเทวี ติสสาอุบาสิกา ติสสมาตาอุบาสิกา โสณาอุบาสิกา โสณมาตาอุบาสิกา กาณาอุบาสิกา กาณมาตาอุบาสิกา อุตตรานันทมาตาอุบาสิกา วิสาขามิคาร-มาตาอุบาสิกา ขุชชุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา สุปวาสาโกฬิยธิดา สุปปิยาอุบาสิกา นกุลมาตาคหปตานี 

 

ข้อที่ 117-626 ใน ราคเปยยาล (เบ็ดเตล็ด)

โดยการนำเอาหัวข้อหลักธรรมเหล่านี้ ได้แก่ ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... โกธะ (ความโกรธ) ... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปลาสะ (ความตีเสมอ) ...อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... มายา (มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ (ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว)... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ (ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท) มาแยกย่อยโดยมีรูปแบบที่เหมือนกัน คือ เพื่อรู้ยิ่งราคะ ... เพื่อกำหนดรู้... เพื่อความสิ้น ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไปแห่ง ... เพื่อความเสื่อมไปแห่ง ... เพื่อความคลายไปแห่ง ... เพื่อความดับไปแห่ง ... เพื่อความสละ ... เพื่อความสละคืนราคะ โทสะ โมหะ...ฯลฯในแต่ละข้อย่อยก็จะมีรายละเอียดย่อยอีก 3 นัยยะ คือ มรรคแปด ฌาน และ สมาธิในขั้นต่างๆ

 

 พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค สามัญญวรรค ราคเปยยาล

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


บุคคลผู้รู้อริยสัจสี่ [6843-6t]
#48
10/24/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน อสุรวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา และ วลาหกวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเปรียบเหมือนเมฆ


ฉวาลาตสูตร ราควินยสูตร ขิปปนิสันติสูตร อัตตหิตสูตร และสิกขาปทสูตร มีหัวข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันใน 5 นัยยะ เหมือนกันตรงที่แบ่งบุคคลตามการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่นมาจับคู่กัน ความประณีตไล่ไปตามลำดับ

นัยยะที่ 1 ฉวาลาตสูตรเปรียบบุคคลที่ไม่ปฏิบัติเพื่อใครเลย เป็นเหมือนไม้ที่ตรงกลางเปื้อนอุจจาระ ปลายทั้งสองข้างลุกเป็นไฟหาค่าไม่ได้ ในขณะที่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่น ดุจดั่งรสที่ได้จากวัวนม จนได้ยอดเนยใสในที่สุดนัยยะที่ 2 ราควินยสูตรมีตัวแปร คือ ราคะ โทสะ โมหะ จะเห็นว่าแม้คนที่มือถือสากปากถือศีล ก็ยังนับว่าเป็นคนดี เพราะอย่างน้อยก็พูดดี แม้จะทำเองยังไม่ได้ก็ตาม เขาสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้นัยยะที่ 3 ขิปปนิสันติสูตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตรัสรู้นี้เพื่อตัวเอง และบอกสอนนี้เพื่อผู้อื่น เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนัยยะที่ 4 อัตตหิตสูตรมีแต่หัวข้อนัยยะที่ 5 สิกขาปทสูตรเอาศีล 5 มาเป็นตัวแปร ซึ่งจะเป็นคนละมุมกับราควินยสูตร


โปตลิยสูตร บุคคลที่ติเตียน หรือสรรเสริญตามกาลอันควรจึงจะประเสริฐสุด ไม่ใช่บุคคลที่อุเบกขาไปซะหมด จบอสุรวรรค

 

เริ่มวลาหกวรรค ปฐมวลาหกสูตร เปรียบ เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ การพูด และ ฝนตก คือ ลงมือทำ ทุติยวลาหกสูตร เปรียบเทียบ เฆมที่คำราม (ฟ้าร้อง) คือ คนที่เรียนธรรม (นวังคสัตถุศาสน์) และ ฝนตก คือ รู้ชัดในอริยสัจ 4


กุมภสูตร อุทกรหทสูตร และอัมพสูตร มีหัวข้อต่างกันแต่ไส้ในเหมือนกัน เป็นการรู้อริยสัจ 4 ภายในกับลักษณะภายนอกที่เห็น อาจเป็นดุจหม้อเปล่าหรือเต็ม และเปิดหรือปิดฝา หรือดุจความตื้นลึกของห้วงน้ำเงาที่เห็นกับความจริง และการสุกหรือดิบของมะม่วง

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อสุรวรรค วลาหกวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เหตุแห่งการคว่ำบาตร [6842-6t]
#42
10/17/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ


ข้อที่ 86 ยสสูตร ว่าด้วยยศ ชาวบ้านอิจฉานังคละทราบข่าวการมาของพระพุทธเจ้า ต่างพากันส่งเสียงเพื่อมารอเข้าเฝ้าถวายข้าวของแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบความนั้น จึงได้กล่าวแสดงธรรมกับท่านพระนาคิตะโดยปรารภเรื่อง “ยศ” ไว้ 2 ลักษณะ คือ การเสพสุขจากยศ ชื่อว่า สุขที่ไม่สะอาด (×) และ การไม่เสพติดยศ คือ สุขจากเนกขัมมะ (ü) โดยได้แสดงไว้ 8 ประการดังนี้

ผู้ยังสัพยอกเล่นหัวกันอยู่ ×ฉันอาหารจนอิ่มท้อง แล้วหมั่นประกอบความสุขในการนอน ×ผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ×ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร นั่งโงกง่วงอยู่ในป่า üผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ไม่มีสมาธินั่งอยู่ในป่า üผู้อยู่ป่าเป็นวัตร มีสมาธินั่งอยู่ในป่า üผู้อยู่ในเสนาสนะใกล้หมู่บ้าน ได้ลาภปัจจัยสี่ ละทิ้งการหลีกเร้น ×ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ได้ลาภปัจจัยสี่ ไม่ละทิ้งการหลีกเร้น ü

 

ข้อที่ 87 ปัตตนิกุชชนสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งการคว่ำบาตรและหงายบาตร “การคล่ำบาตร” เป็นการลงโทษของภิกษุสงฆ์ที่กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาโดยการประกาศไม่รับไทยธรรมจากอุบาสกหรืออุบาสิกานั้น และเหตุที่คว่ำบาตรมีดังนี้

ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของภิกษุ (ขัดลาภ)ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของภิกษุ (ประโยชน์ในปัจจุบัน = ปัจจัยสี่ / ในเวลาต่อมา = การศึกษาพระธรรม / ประโยชน์อย่างยิ่ง = มรรค ผล นิพพาน)ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้ของภิกษุ (ทำความเดือดร้อนต่อเสนาสนะและเพศบรรพชิต)ด่าบริภาษภิกษุยุยงภิกษุให้แตกกันกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้ากล่าวติเตียนพระธรรมกล่าวติเตียนพระสงฆ์

และในทางตรงข้าม “การหงายบาตร” กระทำต่ออุบาสกหรืออุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมตรงกันข้ามกับธรรมที่กล่าวมาแล้ว

 

ข้อที่ 88 อัปปสาทปเวทนียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรประกาศว่าไม่ควรเลื่อมใส อุบาสกและอุบาสิกาจะประกาศความไม่เลื่อมใสต่อภิกษุด้วยเหตุที่ว่า

ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ลาภของคฤหัสถ์ขวนขวายเพื่อไม่ใช่ประโยชน์ของคฤหัสถ์ด่าบริภาษคฤหัสถ์ยุยงคฤหัสถ์ให้แตกกันกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้ากล่าวติเตียนพระธรรมกล่าวติเตียนพระสงฆ์อุบาสกและอุบาสิกาเห็นภิกษุนั้นในที่อโคจร

 

ข้อที่ 89 ปฏิสารณียสูตร ว่าด้วยเหตุที่ควรลงปฏิสารณียกรรม “ลงปฏิสารณียกรรม” คือ หมู่สงฆ์มีคำสั่งลงโทษภิกษุที่ประพฤติผิดให้ไปขอขมาคฤหัสถ์ที่ตนเองได้ด่าว่าไว้ ซึ่งมีข้อธรรมเหมือนใน อัปปสาทปเวทนียสูตร ต่างกันในประการที่ 8 คือ รับคำที่ชอบธรรมของคฤหัสถ์แต่ไม่ทำตาม

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


สมาธิสูตร [6841-6t]
#41
10/10/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว และ อสุรวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลเหมือนอสูรและเทวดา


ปุตตสูตร สังโยชนสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร และขันธสูตร เป็นการแบ่งบุคคล 4 จำพวก ที่ปรากฏอยู่ในโลก ได้แก่

บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหวบุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปุณฑริกบุคคลเป็นสมณะเหมือนดอกปทุมบุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ


โดยทั้ง 4 พระสูตรนี้ มีข้อธรรมที่กล่าวไว้ในข้างต้นเหมือนกัน แต่มีนัยยะต่างกันไปตามชื่อหัวข้อพระสูตร ในสังโยชนสูตรแบ่งตามสังโยชน์ที่ละได้ไล่ไปตามอริยบุคคลแต่ละขั้น ส่วนในสัมมาทิฏฐิสูตรมีมรรคแปดประกอบรวมอยู่ด้วย และขันธสูตรเป็นนัยยะแห่งขันธ์ห้า จบมจลวรรค

 

เริ่มอสุรวรรค อสุรสูตร เป็นการจับคู่ระหว่างเจ้านายและลูกน้องที่มีความเป็นอสูรหรือเทวดา ที่น่าสนใจ คือไม่ว่าเราเป็นอะไร เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ในปฐม/ทุติย และตติยสมาธิสูตร คือการมีหรือไม่มีของสมถะและวิปัสสนา ซึ่งในสูตร 1-3 ของสมาธิสูตรมีข้อธรรมที่เหมือนกัน โดยเพิ่มนัยยะของความเพียรและการเข้าไปหาบุคคลเพื่อให้มีการพัฒนาเกิดขึ้น


*ประเด็นคือเอาที่ได้ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดโดยการเข้าไปหาผู้ที่มีในส่วนนั้น

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มจลวรรค อสุรวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


มูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง [6840-6t]
#40
10/03/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ ใน สติวรรค หมวดว่าด้วยสติสัมปชัญญะ


ข้อที่ 81 สติสัมปชัญญสูตร ว่าด้วยผลแห่งสติสัมปชัญญะ กล่าวถึงธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยมี “สติสัมปชัญญะ” เป็นตัวตั้งต้นแล้วมีผลของธรรมอย่างอื่นตามมา โดยแสดงแยกเป็น 2 ลักษณะที่ตรงกันข้ามกัน คือ “เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี และ เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี” โดยมีลำดับของธรรมดังนี้ 1. สติสัมปชัญญะ -> 2. หิริและโอตตัปปะ -> 3. อินทรียสังวร -> 4. ศีล -> 5. สัมมาสมาธิ -> 6. ยถาภูตญาณทัสสนะ -> 7. นิพพิทาและวิราคะ -> 8. วิมุตติญาณทัสสนะ


เมื่อเหตุคือไม่มีสติสัมปชัญญะ -> ผลจึงไม่มี หิริและโอตตัปปะ ... ฯลฯ “เปรียบได้กับต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติแล้ว สะเก็ด เปลือก กระพี้ แก่น ของต้นไม้นั้น ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์”และในทางตรงข้าม เมื่อเหตุแห่งความบริบูรณ์มี ผลแห่งความบริบูรณ์ย่อมมี

 

ข้อที่ 82 ปุณณิยสูตร ว่าด้วยพระปุณณิยะ โดยปรารภท่านพระปุณณิยะที่ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึง “อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งในบางคราว แต่ในบางคราวกลับไม่แจ่มแจ้ง” พระองค์ได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนาไม่แจ่มแจ้งไว้ดังนี้

1.      เป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่เข้าไปหา

2.      เป็นผู้มีศรัทธา และเข้าไปหา แต่ไม่เข้าไปนั่งใกล้

3.      เป็นผู้มีศรัทธา..ฯ และเข้าไปนั่งใกล้ แต่ไม่สอบถาม

4.      เป็นผู้มีศรัทธา...ฯและสอบถาม แต่ไม่เงี่ยโสตฟังธรรม

5.      เป็นผู้มีศรัทธา....ฯ และเงี่ยโสตฟังธรรม แต่ไม่ทรงจำธรรมไว้ได้

6.      เป็นผู้มีศรัทธา.....ฯ และทรงจำธรรมไว้ได้ แต่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม

7.      เป็นผู้มีศรัทธา......ฯ และพิจารณาเนื้อความแห่งธรรม แต่หาใช่รู้อรรถรู้ธรรม

8.      เป็นผู้มีศรัทธา.......ฯ และรู้อรรถรู้ธรรม แต่ไม่ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม

 

และได้ทรงแสดงถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งไว้ดังนี้ คือ (1.) เป็นผู้มีศรัทธา -> (2.) เข้าไปหา -> (3.) เข้าไปนั่งใกล้ -> (4.) สอบถาม -> (5.) เงี่ยโสตฟังธรรม -> (6.) ทรงจำธรรมไว้ -> (7.) พิจารณาเนื้อความแห่งธรรม -> (8.) รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

 

ข้อที่ 83 มูลกสูตร ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง กล่าวถึงต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวงมีอะไรบ้าง

1. มีฉันทะ (ศรัทธา) เป็นมูล (รากพื้นฐาน) 2. มีมนสิการ (คิดตามแบบอริยสัจสี่) เป็นแดนเกิด 3. มีผัสสะเป็นเหตุเกิด 4. มีเวทนา (สัญญา->เวทนา) เป็นที่ประชุม (รวมลง)

5. มีสมาธิเป็นประมุข (หัวหน้า-สั่งการ)   6. มีสติเป็นใหญ่ (อธิบดี-มีอยู่ตลอด) 7. มีปัญญา (เห็นไตรลักษณ์) เป็นยิ่ง (ยอดสูงสุด) 8. มีวิมุตติเป็นแก่น

 

ข้อที่ 84 โจรสูตร ว่าด้วยเหตุเสื่อมของมหาโจร กล่าวถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุเสื่อมและไม่เสื่อมของโจร

เหตุเสื่อมของโจร คือ 1. ทำร้ายคนที่ไม่โต้ตอบ 2. ปล้นสิ่งของจนไม่เหลือ 3. ฆ่าผู้หญิง 4. ข่มขืนเด็กหญิง 5. ปล้นนักบวช 6. ปล้นท้องพระคลัง 7. ปล้นใกล้ถิ่นเกินไป 8. ไม่ฉลาดในการเก็บเหตุไม่เสื่อมของโจร – กล่าวตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมา

 

ข้อที่ 85 สมณสูตร ว่าด้วยพระนามของพระพุทธเจ้า กล่าวถึงคำที่แสดงถึงพระนามของพระพุท


ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา [6839-6t]
#39
09/26/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด และ มจลวรรค หมวดว่าด้วยสมณะผู้ไม่หวั่นไหว


ข้อที่#78_ทักขิณสูตร ว่าด้วยความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ผลของการให้ทานที่จะให้ผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ทั้งผู้ให้และผู้รับ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายจึงจะดี นอกนั้นจะมีความเศร้าหมอง

 

ข้อที่ #79_วณิชชสูตร ว่าด้วยเหตุให้การค้าขายขาดทุนหรือได้กำไร การค้าขายจะขาดทุนหรือได้กำไรมากน้อย ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามที่ได้ปวารณาไว้หรือไม่ แต่ทั้งนี้อย่ากลัว เพราะสามในสี่ข้อได้กำไร ดังนั้นแม้น้อยก็ควรทำ เป็นช่องบุญ

 

ข้อที่ #80_กัมโพชสูตร ว่าด้วยเหตุให้มาตุคามไปแคว้นกัมโพชะไม่ได้ คุณสมบัติของสตรีที่ไม่ควรเป็นใหญ่

 

ข้อที่ #81_ปาณาติปาตสูตร ว่าด้วยผู้ฆ่าสัตว์และผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ และ ข้อที่ #82_มุสาวาทสูตร ว่าด้วยผู้พูดเท็จและผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นเรื่องของศีล ที่จะแยกบุคคลไปสวรรค์หรือนรก

 

ข้อที่ #83_อวัณณารหสูตร ว่าด้วยผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรติเตียนและผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียน การกล่าวสรรเสริญ หรือติเตียน หรือการเลื่อมใสไม่เลื่อมใส ที่ไม่ถูกจะพาไปนรกได้

 

ข้อที่ #84_โกธครุสูตร ว่าด้วยผู้มักโกรธและผู้ไม่มักโกรธ ถ้าเราเห็นแก่ธรรมะ ความมักโกรธ มักลบหลู่ ความเห็นแก่ลาภ และสักการะย่อมไม่เกิดขึ้น

 

ข้อที่ #85_ตโมตมสูตร ว่าด้วยผู้มืดมาและมืดไป และ ข้อที่ #86_โอณโตณตสูตร ว่าด้วยผู้ต่ำมาและต่ำไป เกี่ยวกับการมา การไป มืดสว่าง สูงต่ำ “มาคือเกิดมา ไปคือตายไป” จะไปที่ไหนหรือเกิดมาอย่างไรอยู่ที่การสร้างเหตุ เพราะเกิดมาไม่สำคัญเท่าจะไปอย่างไร จะไปอย่างไรก็ยังไม่สำคัญเท่าตอนนี้คุณทำอะไร


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อปัณณกวรรค มจลวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เหตุแห่งความเกียจคร้าน [6838-6t]
#38
09/19/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 9-10 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน


ข้อที่ #79_ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้พระเสขะเสื่อม ธรรม 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือ ผู้ยังต้องศึกษาด้วยการปฏิบัติอยู่ เป็นผู้ที่กำลังก้าวไปสู่การหลุดพ้น) ได้แก่

เป็นผู้ชอบการงาน – หางานทำอยู่เรื่อย (งานที่ไม่ใช่กิจของการภาวนา)เป็นผู้ชอบการพูดคุยเป็นผู้ชอบการนอนหลับเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคเป็นผู้ชอบธรรมเป็นเครื่องข้อง – สิ่งที่ทำให้เกิดกิเลส ตัณหา ความยึดมั่นเป็นผู้ชอบปปัญจธรรม – ธรรมให้เนิ่นช้า (ทำให้การภาวนาล่าช้า) หมายถึงตัณหา มานะ และทิฏฐิ


และได้แสดงธรรมเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะด้วยเช่นกัน ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาข้างต้น

 

ข้อที่ #80_กุสีตารัมภวัตถุสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความเกียจคร้านและเหตุปรารภความเพียร โดยกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างเดียวกันทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยแยกแสดงได้ดังนี้

เหตุ 8 ประการ >> กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ≠ อารัมภวัตถุ (เหตุปรารภความเพียร)

เมื่อจะต้องทำการงาน >> ก็นอนเสีย ไม่ปรารภความพียร≠ ปรารภความพียร เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้งเมื่อเสร็จจากการงาน >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อจะต้องเดินทาง >>ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อเดินทางแล้ว >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อบิณฑบาตไม่ได้เพียงพอ >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อบิณฑบาตได้เพียงพอ >> ก็นอนพัก ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย >> ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯเมื่อหายจากเจ็บป่วยไม่นาน >> ก็นอนก่อน ไม่ปรารภความเพียร ≠ ปรารภความพียร ฯลฯ

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมของสัตบุรุษ [6837-6t]
#37
09/12/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-7 ในอปัณณกวรรค หมวดว่าด้วยข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด


ข้อที่ #71_ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรเป็นเหตุสิ้นอาสวะ คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ 1) มีศีล 2) เป็นพหูสูต 3) ปรารภความเพียร 4) มีปัญญา

 

ข้อที่ #72_สัมมาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุสิ้นอาสวะ คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ถึงความสิ้นอาสวะ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

เนกขัมมวิตก (ความตรึกปลอดจากกาม)อพยาบาทวิตก (ความตรึกปลอดจากพยาบาท)อวิหิงสาวิตก (ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน)

4. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)

 

ข้อที่ #73_สัปปุริสสูตร ว่าด้วยธรรมของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ เป็นธรรมของคนพาลและของบัณฑิตที่แสดงไว้ตรงข้ามกันมีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

·      ธรรมของอสัตบุรุษ (คนพาล คนไม่ดี) ≠ ธรรมของสัตบุรุษ (บัณฑิต คนดี)

แม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น หากถูกถามก็แจงเสียละเอียด ≠ ไม่ชอบเปิดเผยข้อเสียของบุคคลอื่น แม้ถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ไม่ละเอียดแม้ถูกถามก็ไม่ยอมเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น กล่าวอ้อม ๆ ไม่ละเอียด ≠ แม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อดีของบุคคลอื่น หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียดไม่ยอมเปิดเผยข้อเสียของตน หากถูกถามก็ตอบแบบอ้อม ๆ ≠ แม้ไม่ถูกถามก็ยินดีเปิดเผยข้อเสียของตน แม้ถูกถามก็รีบตอบไม่อ้อมค้อมแม้ไม่ถูกถามก็ชอบเปิดเผยข้อดีของตนเอง หากถูกถามก็แจงอย่างละเอียด ≠ ไม่ชอบเปิดเผยข้อดีของตน หากถูกถามก็กล่าวแบบอ้อม ๆ

 

ข้อที่ #74_ปฐมอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 1 กล่างถึง ธรรมอันเลิศ 4 ประการ ได้แก่ 1) อริยศีล 2) อริยสมาธิ 3) อริยปัญญา 4) อริยวิมุตติ

 

ข้อที่ #75_ทุติยอัคคสูตร ว่าด้วยธรรมอันเลิศ สูตรที่ 2 ธรรมอันเลิศ 4 ประการได้แก่ รูป (รูปฌาน) เวทนา (เวทนาจากสมาธิ) สัญญา (อรูปฌาน) ที่พิจารณาแล้วบรรลุอรหัตตผล และภพ (ไม่แสวงหาภพ) คือ นิพพาน

 

ข้อที่ #76_กุสินารสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกรุงกุสินารา ในสมัยที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในป่าสาลวัน กรุงกุสินารา พระองค์ทรงรับสั่งตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “มีผู้ใดสงสัย เคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และ มรรคหรือปฏิปทาหรือไม่ ถ้ามีจงถามเถิด” พระองค์ทรงตรัสถามถึงสามครั้งแต่ก็ไม่มีภิกษุรูปใดกราบทูลถาม จนกระทั่งท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย” แล้วพระองค์ทรงตรัสตอบกลับ ว่า “ในภิกษุ 500 รูปนี้ ภิกษุผู้มีคุณธรรมชั้นต่ำสุดเป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ในวันข้างหน้า”

 

ข้อที่ #77_อจินเตยยสูตร ว่าด้วยอจินไตย อจินไตย (เรื่องไม่ควรคิด) 4 ประการนี้ บุคคลไม่ควรคิด ใครคิดพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ความเดือดร้อน ได้แก่

พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน


สติในความอยาก [6836-6t]
#36
09/05/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-8 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน


ข้อที่ #75_ปฐมสัมปทาสูตร และข้อที่ #76_ทุติยสัมปทาสูตร ว่าด้วยสัมปทา สูตรที่ 1 และ 2 ว่าด้วยเรื่อง สัมปทา (ความถึงพร้อม) 8 ประการ ได้แก่

อุฏฐานสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น) เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการทำงานอารักขสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการรักษา) ไม่ประมาท รักษาทรัพย์ที่หามาได้กัลยาณมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรดี) คบหาศึกษาบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร คือบุคคลที่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา เพื่อให้เกิดกัลยาธรรม คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาสมชีวิตา (ความเป็นอยู่เหมาะสม) รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีวิตแต่พอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า “รายจ่ายจะไม่ท่วมรายรับ และรายรับจะต้องท่วมรายจ่าย”สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ถึงพร้อมด้วยศีลห้าจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยจาคะ) มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการสละออกปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) มีปัญญาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ให้ถึงความสิ้นทุกข์


ธรรมทั้ง 8 ประการนี้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ในโลกทั้ง2 คือ ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ และสุขในภพหน้า โดยจะมีเนื้อธรรมเหมือนข้อที่ #54_ทีฆชาณุสูตร ซี่งแบ่งออกได้เป็น ประเภท คือ (1.) ประโยชน์เกื้อกูลในภพนี้ ได้แก่ ธรรมในข้างต้นตั้งแต่ข้อ 1-4 (2.) สุขในภพหน้า ได้แก่ข้อ 5-8

 

ข้อที่ #77_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ “ท่านพระสารีบุตร” ได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายถึงบุคคล 8 จำพวก ที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้

บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้นบุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม

*เนื้อธรรมเหมือนข้อที่ #61_อิจฉาสูตร

 

ข้อที่ #78_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น “ท่านพระสารีบุตร” กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย ถึงบุคคล 8 ประเภท โดยการนำธรรม 6 ประการ มาแยกจำแนกลงในบุคคล 8 ประเภทได้ 3 กลุ่ม


ธรรม 6 ประการได้แก่

ใคร่ครวญธรรมได้เร็วทรงจำธรรมได้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง

 

โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้

เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6ไม่


แพ้ภัยกิเลส [6835-6t]
#35
08/29/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร


ข้อที่ #65_รูปสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณ คนเราจะเลือกเลื่อมใสใครมาจากเหตุ 4 อย่างนี้ คือ รูป เสียง ความเศร้าหมอง และธรรมะ แต่ไม่ควรจะตัดสินใจจากสิ่งที่เห็นภายนอกเพียงอย่างเดียว ดูให้รู้ถึงคุณธรรมภายในด้วย

 

ข้อที่ #66_สราคสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีราคะ บุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ นับว่าไม่ดี เมื่อเป็นอริยบุคคลแม้ขั้นโสดาบันสิ่งเหล่านี้ก็จะเบาบางลง

 

ข้อที่ #67_อหิราชสูตร ว่าด้วยตระกูลพญางู เกี่ยวกับการแผ่เมตตาให้ 4 ตระกูลของพญางูเพื่อความอยู่เป็นสุข ได้แก่ ตระกูลของพญางูวิรูปักษ์ เอราปถะ ฉัพยาบุตร และ กัณหาโคตมกะ

 

ข้อที่ #68_เทวทัตตสูตร ว่าด้วยพระเทวทัต ชี้ให้เห็นถึงลาภสักการะที่เกิดขึ้นนั้น ฆ่าตัวพระเทวทัตเอง มาจากกิเลสในใจ ดุจการเกิดขึ้นของขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ปลีกล้วยฆ่าต้นกล้วย ลูกม้าอาชาไนยฆ่าแม่ม้าอัสดร และดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ควรรักษาตนไม่ให้มีรอยแผลที่จะถูกตำหนิได้ และการเสพสุขโดยธรรมสามารถทำได้

 

ข้อที่ #69_ปธานสูตร ว่าด้วยปธาน (ความเพียร) ว่าด้วยความเพียร 4 ประการ

1.      สังวรปธาน (เพียรระวัง)      

2.      ปหานปธาน (เพียรละ)

3.      ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ)

4.      อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา)

 

ข้อที่ #70_อธัมมิกสูตร ว่าด้วยพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมและผู้ตั้งอยู่ในธรรม ธรรม 4 ประการที่จะเกิดจากเหตุ 13 ประการของผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมและของผู้ที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีอายุยืนหรือน้อย ผิวพรรณผ่องใสหรือทราม มีกำลังดีหรือไม่ดี และมีความเจ็บป่วยน้อยหรือมาก ซึ่งสัมพันธ์กับเหตุ 13 ประการในข้างต้น

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ผู้บริบรูณ์มาโดยลำดับ [6834-6t]
#34
08/22/2025


หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในยมกวรรค หมวดว่าด้วยธรรมคู่กัน


ข้อที่#71_ปฐมสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 1 ผู้ประกอบด้วยองค์ธรรม 8 ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใสได้รอบด้าน (กาย วาจาที่น่าเลื่อมใส) และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (บริบูรณ์ด้วยอาการของสมณะ ด้วยธรรมของสมณะ)

มีศรัทธามีศีลเป็นพหูสูต (ผู้ได้ฟังธรรมมามาก หรือศึกษาเล่าเรียนธรรมมามาก)เป็นธรรมกถึก (ผู้กล่าวสอนธรรม ผู้แสดงธรรม หรือนักเทศน์)เข้าไปสู่บริษัท (กลุ่มคน)แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท (แกล้วกล้า=ไม่กลัว=เพราะมั่นใจคุณสมบัติทางธรรมของตน)ได้ฌาน 4 ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ (อรหัตผล)


*ข้อที่พึงพิจารณาในองค์ธรรมแต่ละประการที่เมื่อเราหมั่นเพียรประกอบให้เต็มบริบูรณ์ขึ้นมาในแต่ละองค์ซึ่งไล่ไปตามลำดับจะมีผลคือ อรหัตผล ฉะนั้นเราสามารถนำองค์ธรรมทั้ง 8 ประการนี้มาพิจารณาลำดับการปฏิบัติของเราให้มีความเพียรบริบูรณ์ขึ้นมาได้

 

ข้อที่ #72_ทุติยสัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา สูตรที่ 2 จะเหมือนกับ ปฐมสัทธาสูตร สูตรที่ ๑ ในข้างต้น แตกต่างกันตรงข้อที่ 7. ได้สัมผัสสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูป คือ เป็นสมาธิขั้นอรูปฌาน


ข้อที่ #73_ปฐมมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติสูตรที่ 1 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามกับภิกษุทั้งหลายว่า มีการเจริญมรณัสสติอยู่หรือไม่อย่างไร โดยภิกษุแต่ละรูปได้กราบทูลว่าตนระลึกถึงมรณัสสติอยู่ว่า...

เราพึงมีชีวิตอยู่ได้คืนหนึ่งและวันหนึ่ง เราพึงกระทำให้มากซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าเราพึงมีชีวิตอยู่ได้วันหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้ครึ่งวัน... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะฉันบิณฑบาตครึ่งหนึ่ง... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 4-5 คำ... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะเคี้ยวกินคำข้าว 1 คำ... ฯลฯเราพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียงชั่วขณะหายใจเข้าหายใจออก... ฯลฯ


ภิกษุรูปที่ 1-6 นี้ ยังเป็นผู้ประมาทอยู่ คือ เจริญมรณัสสติอย่างเพลา (หย่อน) ส่วนภิกษุรูปที่ 7-8 นี้ เป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณัสสติอย่างแรงกล้าเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย


ข้อที่ #74_ทุติยมรณัสสติสูตร ว่าด้วยการเจริญมรณัสสติ สูตรที่ 2 ในช่วงเวลากลางวันสู่กลางคืน และ กลางคืนสู่กลางวัน พิจารณาถึงเหตุแห่งความตายมีมาก เช่น งูพิษ แมงป่อง ตะขาบ หกล้ม อาหารไม่ย่อย ดีและเสมหะกำเริบ ลมพิษ พวกมนุษย์และพวกอมนุษย์ทำร้าย แล้วพึงพิจารณาถึงบาปอกุศลของเรายังมีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่ก็ให้รีบละเสีย เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ศีรษะที่ต้องรีบทำการดับโดยไว โดยทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่งเพื่อละบาปอกุศลธรรมเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณาแล้วไม่มีบาปอกุศลธรรมก็ให้อยู่ด้วยฌาน 1-2


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรค


ความสุขของคฤหัสถ์ [6833-6t]
#33
08/15/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 1-4 ในปัตตกัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรมอันสมควร


ข้อที่ #61_ปัตตกัมมสูตร ว่าด้วยกรรมอันสมควร พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดีถึงธรรมที่น่าปรารถนา 4 ประการ คือ 1. โภคทรัพย์ 2. ยศ (บริวารสมบัติ) 3. มีสุขภาพดี 4. หลังจากตายแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ โดยเหตุที่เอื้อให้เกิดของธรรมเหล่านั้นคือ สัมปทา 4 ได้แก่ 1. ศรัทธา 2. ศีล 3. จาคะ 4. ปัญญา ซึ่งปัญญาในที่นี้หมายถึง ปัญญาในการละนิวรณ์ได้ เพราะนิวรณ์จะทำให้ไม่ละในสิ่งที่ควรละและไม่ทำในสิ่งที่ควรทำจนทำให้การงานไม่เกิดผล จิตที่ปราศจากนิวรณ์จะแจ่มใสรู้แนวทางที่จะไป *ที่ควรระวัง คือ พอเกิดธรรมที่น่าใคร่น่าปรารถนาแล้ว ถ้าเกิดลุ่มหลงไปก็จะทำให้ปัญญาสัมปทาหายไปทันทีเช่นกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ใช้ทรัพย์นั้นไปใน 4 หน้าที่ จึงจะถือว่าเป็นกรรมอันสมควร ได้แก่การใช้จ่ายทรัพย์ดังนี้

การเลี้ยงดูตนเอง บิดา มารดา ภรรยา บุตร มิตร บริวารป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือจากทายาทสงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย เสียภาษีอากรบำเพ็ญทักษิณาที่มีผลสูง

 

ข้อที่ #62_อานัณยสูตร ว่าด้วยสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ กล่าวถึงความสุข 4 ประการของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน

อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์)โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์)อานัณยสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้)อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติที่ไม่มีโทษ) คือ ความสุขที่เกิดจากประพฤติในกุศลธรรม ได้แก่ การคิดดี พูดดี ทำดี เป็นความสุขมีค่ามาก หากเปรียบโดยแบ่งความสุขชนิดนี้เป็น 16 ส่วน เพียงแค่ส่วนเดียวของความสุขชนิดนี้ยังมีค่ามากกว่า 3 ข้อแรกรวมกันเสียอีก

 

ข้อที่ #63_พรหมสูตร ว่าด้วยสกุลที่มีพรหม มารดาบิดาขื่อว่าเป็นพรหม, บุรพาจารย์ (ครูคนแรก), บุรพเทพ (ดูแลรักษา) และ อาหุไนยบุคคลของบุตร เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมากเฝ้าอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนบุตร บุตรจึงควรเคารพ สักการะ บูชา เลี้ยงดูมารดาบิดา

 

ข้อที่ #64_นิรยสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ได้แก่ 1. ฆ่าสัตว์ 2. ลักทรัพย์ 3. ประพฤติผิดในกาม 4. พูดเท็จ

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกัมมวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


อภิภายตนะ – การมีอำนาจเหนืออารมณ์ [6832-6t]
#32
08/08/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 5-10 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่


ข้อที่ #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำ (การมีอำนาจเหนือ) อารมณ์ทั้งหลาย เป็นลักษณะของสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญาคือมีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่เพลินไปตามสิ่งที่ได้รับรู้ เป็นผู้ที่ครอบงำอายตนะได้ แสดงไว้ 8 ประการดังนี้

1 - 2 บุคคลมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่

3 - 4 บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่

5 - 8 บุคคลมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว

 

ข้อที่ #66_วิโมกขสูตร ว่าด้วยวิโมกข์ วิโมกข์ (ความหลุดพ้น หรือ ความหลุดพ้นจากกิเลส) หมายถึงภาวะที่จิตหลุดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งไปในอารมณ์นั้น ๆ โดยอาศัยการเข้าฌานและเจริญสมาธิ ซึ่งมี 8 ประการ ได้แก่

1.) ผู้มีรูป (รูปฌาน) เห็นรูปทั้งหลาย 2) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก 3) ผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น คือ เห็นอยู่แต่ไม่เพลิดไปตาม (อุเบกขา)

4) ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะ “อากาศหาที่สุดมิได้” 5) ผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนะ “วิญญาณหาที่สุดมิได้” 6) ผู้บรรลุอากิญจัญญายตนะ “ไม่มีอะไร” 7) ผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ “มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่” 8) ผู้บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ “สัญญาและเวทนาดับไป”

 

ข้อที่ #67_อนริยโวหารสูตร ว่าด้วยอนริยโวหาร ถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ 8 ประการ คือ

1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ (จมูก, ลิ้น, กาย)

5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้

 

ข้อที่ #68_อริยโวหารสูตร ว่าด้วยอริยโวหาร ถ้อยคำที่ประเสริฐ 8 ประการ อะไรบ้าง คือ

1) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น 2) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง 3) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ 4) กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ 5) กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น 6) กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง 7) กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ 8) กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้

 

ข้อที่ #69_ปริสาสูตร ว่าด้วยบริษัท บริษัท (ชุมนุม) 8 จำพวกไหนบ้างที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปสนทนาด้วยแล้วเข้ากับบริษัทนั้นได้ดี ชี้แจงเห็นชัด อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ได้แก่

1) ขัตติยบริษัท 2) พราหมณบริษัท 3) คหบดีบริษัท 4) สมณบริษัท 5) จาตุมหาราชบริษัท 6) ดาวดึงสบริษัท 7) มารบริษัท 8) พรหมบริษัท

 

ข้อที่ #70_ภูมิจาลสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ กล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงระหว่างปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า โดยกล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ที่พระองค์ได้ให้นัยยะกับท่านพระอานนท์เรื่อง อิทธบาท 4 ไว้ถึง 15 ครั้ง แต่ท่านพระอานนท์ไม่ทราบนัยยะเหล่านั้น มารจึงได้ช่องมาทูลขอให้พระองค์เสด็จดับข้นธ์ปรินิพพาน เมื่อพระองค์ทรงรับปากมารแล้วส่งผลทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ท่านพระอานนท์จึงได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเหตุแห่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น พระองค์จึงได้ทรงแ


จตุรพิธพรชัย [6831-6t]
#31
08/01/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตร1ที่ 3 – 10 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล


ข้อที่ #53_ปฐมสังวาสสูตร และ ข้อที่ #54_ทุติยสังวาสสูตร ว่าด้วยการอยู่ร่วมกัน สูตรที่ 1-2 กล่าวถึงการอยู่ร่วมกันของสามีและภรรยา 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท “ผี” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนทุศีล มีความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 และในประเภท “เทวดา” สูตร 1 หมายถึง เป็นคนมีศีลปราศจากความตระหนี่ และ สูตร 2 หมายถึง บุคคลประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 โดยจำแนกการอยู่ร่วมกันของบุคคลทั้ง 2 ประเภทนี้ไว้ดังนี้

สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผีสามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดาสามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาผีสามีเทวดาอยู่ร่วมกับภรรยาเทวดา

 

ข้อที่ #55_ปฐมสมชีวีสูตร และ ข้อที่ #56_ทุติยสมชีวีสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน สูตรที่ 1-2 เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการที่สามีและภรรยามีความปรารถนาที่จะพบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จะต้องมี ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน โดยสูตร 1 ปรารภถึงนกุลปิตาคหบดีและนกุลมาตาคหปตานี ส่วนสูตร 2 กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย

 

ข้อที่ 57-59 มีข้อธรรมที่เหมือนกันคือ ผู้ให้โภชนะ (อาหาร) ชื่อว่าให้ฐานะ 4 ประการแก่ปฏิคาหก (ผู้รับ) ได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมมีส่วนได้อายุ วรรณะ สุขะ พละอันเป็นทิพย์หรืออันเป็นของมนุษย์ โดยใน


ข้อที่ #57_สุปปวาสาสูตร ว่าด้วยสุปปวาสาโกฬิยธิดา เป็นการปรารภถึง พระนางสุปปวาสา อุบาสิกาผู้เลิศในการถวายของมีรสอันประณีต


ข้อที่ #58_สุทัตตสูตร ว่าด้วยสุทัตตคหบดี ปรารภถึง อนาถบิณฑิกคหบดี อุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน


ข้อที่ #59_โภชนสูตร ว่าด้วยทายกผู้ให้โภชนะ กล่าวกับภิกษุทั้งหลาย

 

ข้อที่ #60_คิหิสามีจิสูตร ว่าด้วยการปฏิบัติปฏิปทาที่เหมาะสมแก่คฤหัสถ์ ปรารภอนาถบิณฑิกคหบดี กล่าวถึง การบำรุงภิกษุด้วยปัจจัยสี่เป็นเหตุให้ได้ยศ เป็นไปเพื่อให้เกิดในสวรรค์

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุญญาภิสันทวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


อธิเทวญาณทัสสนะ – ความหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดา [6830-6t]
#30
07/25/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 4 - 5 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่


ข้อที่ #64_คยาสีสสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาที่คยาสีสะ ณ ตำบลคยาสีสะ เขตเมืองคยา พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย เมื่อครั้งที่พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์ทรงปฏิบัติ อธิเทวญาณทัสสนะ คือ ความรู้ความเห็น (ตาทิพย์) เกี่ยวกับเทวดาอันยิ่ง เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาญาณทัศนะการหยั่งรู้เกี่ยวกับเทวดาในขั้นสูง เป็นหนึ่งในญาณที่เกิดจากการเจริญสมาธิและปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเห็นแจ้งหรือรู้ถึงเรื่องราวความเป็นไปของเทวดาได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของญาณทัสสนะที่ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น โดยมีลำดับดังนี้

เห็นแสงสว่าง และรูป (เทวดา)เห็นแสงสว่าง เห็นรูป และพูดคุยตอบโต้กันได้เห็นแสงสว่าง... ฯ และรู้ว่ามาจากเทพนิกายไหนเห็นแสงสว่าง.... ฯ และรู้ว่าหลังจากจุติแล้วจะไปเกิดที่ไหนเห็นแสงสว่าง..... ฯ และรู้ว่าไปเกิดที่ไหน ด้วยวิบาก (คือ ผลของกรรม) อะไรเห็นแสงสว่าง...... ฯ และรู้ว่ามีความเป็นอยู่ปกติ สุข ทุกข์อย่างไรเห็นแสงสว่าง....... ฯ และรู้ว่ามีอายุเท่าไหร่เห็นแสงสว่าง........ ฯ และรู้ว่าในอดีตเคยอยู่ร่วมกันหรือไม่

 

ข้อที่ #65_อภิภายตนสูตร ว่าด้วยอภิภายตนะ “อภิภายตนะ” หมายถึง ญาณหรือฌานที่เป็นเหตุครอบงำนิวรณ์ 5 (สมาธิเพื่อกำจัดนิวรณ์5)

1 - 2. บุคคลหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน (รูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดา) ขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่

3 - 4. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน)เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก / ขนาดใหญ่

5 - 8. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน (อรูปฌาน) เห็นรูปภายนอก (เทวดาชั้นพรหม) มีสีเขียว / สีเหลือง / สีแดง / สีขาว

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ภูมิจาลวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


วิปลาส - เคลื่อนจากความจริง [6829-6t]
#29
07/18/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการ พระสูตรที่ 7-10 ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร และพระสูตรที่ 1-2 ในปุญญาภิสันทวรรค หมวดว่าด้วยห้วงบุญกุศล

 

ข้อที่ #47_สุวิทูรสูตร ว่าด้วยสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน กล่าวถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลกันเหลือเกิน 4 อย่าง โดยได้ยก 3 อย่างแรกขึ้นมาก่อน คือ ท้องฟ้ากับแผ่นดิน, ฝั่ง (ทั้งสอง) ของทะเล, จุดที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เพื่อที่จะเปรียบเปรยความแตกต่างระหว่างธรรมของสัตบุรุษ (คนดี) กับธรรมของอสัตบุรุษ (คนชั่ว)

 

ข้อที่ #48_วิสาขสูตร ว่าด้วยการแสดงธรรมของวิสาขปัญจาลิบุตร ปรารภถึงพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ (เป็นบุตรของนางปัญจาลี) ที่สามารถแสดงธรรมให้ผู้ฟังเกิดความเห็นที่ถูกต้องแล้วอยากรับเอาไปปฏิบัติ ด้วยบทพยัญชนะถูกต้อง ภาษาสละสลวย ให้รู้เนื้อความได้ และแสดงธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยนิพพาน

 

ข้อที่ #49_วิปัลลาสสูตร ว่าด้วยวิปลาส “ วิปลาส ” คือ ความคลาดเคลื่อน เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากความจริง ได้แก่ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส และทิฏฐิวิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา และในสิ่งที่ไม่งามว่างาม

 

ข้อที่ #50_อุปักกิเลสสูตร ว่าด้วยสิ่งมัวหมอง สิ่งที่เป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มัวหมองไม่ส่องสว่างรุ่งเรือง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ เมฆ หมอก ควัน และฝุ่นละออง ราหูผู้เป็นจอมอสูร อุปมาอุปไมยกับอุปกิเลส 4 ประการ ที่เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์มัวหมอง ไม่สง่า ไม่รุ่งเรือง ได้แก่

การดื่มสุราและเมรัยเสพเมถุนธรรมยินดีในทองและเงินดำเนินชีวิตด้วยมิจฉาชีพ

 

ข้อที่ #51_ปฐมปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 1 ผลแห่งบุญที่ได้ถวายปัจจัย 4 แก่อริยสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ) ทำให้ถึงความเป็นผู้มีอารมณ์ดี มีสุขเป็นผล เปรียบได้กับแม่น้ำในมหาสมุทรที่ทั้งลึกและกว้างใหญ่ มีปริมาณน้ำมาก ห้วงแห่งบุญก็มีมากวัดปริมาณไม่ได้ เช่นนั้นเหมือนกัน

 

ข้อที่ #52_ทุติยปุญญาภิสันทสูตร ว่าด้วยห้วงบุญกุศล สูตรที่ 2 กล่าวถึง โสตาปัตติยังคะ 4 คือ มีศรัทธาหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีล ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค ปุญญาภิสันทวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ความอยากได้ลาภ [6828-6t]
#28
07/11/2025

หมวดข้อธรรม 8 ประการ พระสูตรที่ 1 - พระสูตรที่ 3 ในภูมิจาลวรรค หมวดว่าด้วยเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวครั้งใหญ่


ข้อที่ #61_อิจฉาสูตร ว่าด้วยความอยากได้ลาภ ลาภในที่นี้ หมายถึง ปัจจัย 4 โดยกล่าวถึงบุคคล 8 จำพวกที่แม้ว่ากายจะอยู่วิเวกแต่ถ้าปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง (คือ ไม่เจริญวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง) ความอยากในลาภย่อมปรากฎ โดยแบ่งจำแนกได้ดังนี้

บุคคล 4 จำพวกแรก คือ ขาดสติสัมปชัญญะ จะหลงไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้เคลื่อนจากสัทธรรม กล่าวคือ เมื่อมีความอยากในลาภเกิดขึ้นบุคคลพวกนี้จะตั้งความเพียรในการแสวงหาหรือไม่แสวงหาลาภก็ตาม หากไม่ได้ลาภก็จะตีอกชกตัวเสียใจ และในทางตรงกันข้ามถ้าได้ลาภก็จะดีใจหลงไหลมัวเมาในลาภนั้นบุคคล 4 จำพวกหลัง คือ มีสติสัมปชัญญะ เมื่อมีความอยากในลาภแล้วจะตั้งความเพียรหรือไม่ตั้งความเพียรในการแสวงหาลาภนั้นไว้ก็ตาม ผลคือจะไม่หลงไหลดีใจหรือเสียใจไปตามผลที่ปรากฎ ทำให้ไม่เคลื่อนจากสัทธรรม


*ตารางเปรียบเทียบ  บุคคล 8 ประเภท ที่มีปรากฏอยู่ในโลก 


ข้อที่ #62_อลังสูตร ว่าด้วยผู้สามารถทำประโยชน์ตนและผู้อื่น โดยการนำธรรม 6 ประการนี้มาแยกจำแนกลงในบุคคลผู้สามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่นได้ โดยจำแนกออกได้ 8 ประเภท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้


ธรรม 6 ประการ ได้แก่

ใคร่ครวญธรรมได้เร็วทรงจำธรรมได้พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง

 

โดยนำธรรมข้างต้นมาแบ่งประเภทบุคคลได้ 3 กลุ่มดังนี้

เพียงพอสำหรับตนเองและผู้อื่น มี 2 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-6 และข้อที่ 2-6ไม่เพียงพอสำหรับตนเองแต่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่1, 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 2, 5 และ 6 / ข้อที่ 5 และ 6เพียงพอสำหรับตนเองแต่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อื่น มี 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลประกอบด้วยธรรมในข้อที่ 1-4 / ข้อที่ 2-4 / ข้อที่ 3-4


*ตารางเปรียบเทียบ  บุคคลประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้ เป็นผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติให้เกื้อกูลสำหรับตนเองและผู้อื่น 


ข้อที่ #63_สังขิตตสูตร ว่าด้วยภิกษุทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ ปรารภภิกษุรูปหนึ่งที่ติดตามพระพุทธเจ้าในการแสดงธรรมได้กราบทูลถามถึงข้อปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม (ให้เกิดการบรรลุธรรม) โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ซึ่งเป็นองค์ของฌาน 1-4 และให้เห็นสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งปรากฏอยู่ในฌาน 1-4 ได้ในทุกอิริยาบถ 4 (ยืน เดิน นั่ง นอน) ภิกษุรูปนั้นน้อมนำเอามาปฏิบัติได้ไม่นานก็ได้บรรลุอรหันต์


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภูมิจาลวรรค


ที่สุดแห่งโลก [6827-6t]
#27
07/04/2025

หมวดธรรม 4 ประการ ในโรหิตัสสวรรค หมวดว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร

ข้อที่ #41_สมาธิภาวนาสูตร ว่าด้วยสมาธิภาวนา สมาธิภาวนาเป็นหนึ่งในองค์ของอริยมรรคมีองค์แปด คือสัมมาสมาธิที่เมื่อบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ

1. อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สามารถเข้าฌาน 1-4 ได้ 

2. ได้ญาณทัสสนะ (ทิพพจักขุญาณ) คือ การทำจิตให้เป็นเสมือนแสงสว่าง กำหนดหมายว่าแสงสว่างในเวลากลางวันฉันใด ย่อมทำในใจว่าแม้ในกลางคืนก็ฉันนั้น

3. สติสัมปชัญญะ คือ มีสติเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของเวทนา สัญญา และวิตก

4. ความสิ้นอาสวะ คือ เห็นการเกิด-ดับในอุปทานขันธ์ห้าได้ด้วยปัญญา (ญาณ)


ข้อที่ #42_ปัญหพยากรณสูตร ว่าด้วยวิธีการตอบปัญหา เมื่อถูกถามควรพิจารณาถึงคำถามและเลือกวิธีที่จะตอบให้เหมาะสมกับคำถามนั้น พระสูตรนี้ได้บอกถึงวิธีที่จะใช้ในการตอบคำถามไว้ 4 วิธี คือ

1. ตอบโดยนัยเดียว

2. แยกตอบ

3. ตอบโดยย้อนถาม

4. งดตอบ


ข้อที่ #43_ปฐมโกธครุสูตร และ ข้อที่ #44_ทุติยโกธครุสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มักโกรธ สูตรที่ 1-2 มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนกันกล่าวถึงคุณสมบัติของบุคคล 4 ประเภทที่ไม่มีความเคารพสัทธรรม คือ บุคคลผู้มักโกรธ ผู้มักลบหลู่ ผู้เห็นแก่ลาภ และสักการะ และในทางตรงกันข้ามบุคคลผู้มีความเคารพสัทธรรมจะเป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่เห็นแก่ลาภและสักการะ บุคคลจำพวกหลังนี้ย่อมทำตนให้เจริญในธรรมได้


ข้อที่ #45_โรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร เป็นเรื่องราวของเทวดาที่ชื่อว่า “โรหิตัสสะ” ได้เข้ามากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง “การทำที่สุดแห่งโลก ได้ด้วยการไปอย่างไร?” (ที่สุดแห่งโลก ในที่นี้หมายถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือนิพพานนั่นเอง) แล้วได้เล่าถึงครั้งที่ตนเคยเป็นฤาษีสามารถเหาะข้ามโลกได้ด้วยความว่องไวแห่งฤทธิ์ตลอดระยะเวลา 100 ปี ไม่กินไม่นอนจนกระทั่งตายก็ยังไม่สามารถทำให้ถึงที่สุดของโลกได้ หลังจากนั้นพระผู้มีภาคเจ้าก็ได้ทรงตอบกลับว่า พระองค์ไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกได้ด้วยการไป แต่พระองค์ได้ทรงบัญญัติอริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่มีอยู่ในกายนี้ เป็นข้อบัญญัติที่จะทำให้ถึงที่สุดแห่งโลกได้


ข้อที่ #46_ทุติยโรหิตัสสสูตร ว่าด้วยโรหิตัสสเทพบุตร สูตรที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องราวของโรหิตัสสเทพบุตรมาเล่าให้เหล่าภิกษุฟังโดยมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับโรหิตัสสสูตร


พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 13 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โรหิตัสสวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


บุคคลผู้เป็นนาบุญ [6826-6t]
#26
06/27/2025

จากท่านผู้ฟังที่ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์อานิสงส์ของศีลแปดแบบผู้ครองเรือนและแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ตนได้รับจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน โดยได้กล่าวถึงพระสูตรข้อที่ #40_ทุจจริตวิปากสูตร ว่าด้วยวิบากแห่งทุจริต ที่ได้รับฟังในรายการทำให้นึกถึงศีลที่ตนได้ปฏิบัติ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข้อธรรมตรงกันข้ามกัน แล้วเปลี่ยนจากการดื่มสุราและเมรัยในข้อสุดท้ายมาเป็นสัมมาอาชีวะ เราเรียกข้อปฏิบัตินี้ว่า อาชีวัฏฐมกศีล คือ ศีลมีอาชีพเป็นที่ 8 ได้แก่ กายกรรม (3) วจีกรรม (4) อาชีวะ (1) ซึ่งเป็นการรักษาศีลแปดแบบไม่ต้องประพฤติพรหมจรรย์และปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปด้วยศีลแปดแบบผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้ได้รับอานิสงส์ที่เห็นได้ทางกายภาพ คือ มีสุขภาพที่ดีขึ้น


*การรักษาศีลแปดมีอานิสงส์มาก นอกจากความสุขอย่างสามัญแล้วยังเป็นไปเพื่อสมาธิและปัญญา เป็นทางแห่งการบรรลุธรรม


มาต่อกันที่สี่พระสูตรสุดท้ายในโคตมีวรรค ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ควรบูชา ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ


ข้อที่ #57_ปฐมอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 1 ผู้ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย (ทาน) ควรแก่การต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา (ทำบุญให้ผู้ล่วงลับ) ควรแก่การทำอัญชลี (กราบไหว้) เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลกได้แก่

1. เป็นผู้มีศีล

2. เป็นพหูสูต (ฟังมาก จำได้ขึ้นใจ แทงตลอดได้ดีด้วยปัญญา)

3. มีมิตรดี (มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง)

4. เป็นสัมมาทิฏฐิ

5. เป็นผู้ได้ฌาน 4

6. ระลึกชาติก่อนได้

7. เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ (เคลื่อน) กำลังเกิด

8. ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ


ข้อที่ #58_ทุติยอาหุเนยยสูตร ว่าด้วยอาหุไนยบุคคล สูตรที่ 2 มีข้อธรรมที่เหมือนกันกับพระสูตรที่ 1 แตกต่างกันในข้อที่ 3, 4, 5 และ 6 ดังนี้

3. เป็นผู้ปรารภความเพียร

4. อยู่ป่าเป็นวัตร อาศัยเสนาสนะที่สงัด

5. อดทนต่อความยินร้ายและความยินดีได้

6. อดทนต่อภัยที่น่ากลัวได้ (กิเลส)


ข้อที่ #59_ปฐมปุคคลสูตร และ ข้อที่ #60_ ทุติยปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นนาบุญของโลก สูตรที่ 1-2 กล่าวถึง อริยบุคคล 8 จำพวก (4 คู่ แบ่งเป็นขั้นมรรคและขั้นผล) เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่

โสดาปัตติมรรค – โสดาปัตติผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้)สกิทาคามิมรรค – สกิทาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ได้ และทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีก 2 ประการที่เหลือให้เบาบางลง)อนาคามิมรรค – อนาคามิผล (ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง 5 ประการได้แล้ว)อรหัตมรรค – อรหัตผล (ละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ)


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนา [6825-6t]
#25
06/20/2025

หมวดธรรม 4 ประการ มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร


ข้อที่ #36_โทณสูตร ว่าด้วยโทณพราหมณ์ กล่าวถึงเรื่องราวของโทณพราหมณ์ที่ได้พบเห็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วได้ติดตามรอยพระบาทนั้นไปจนได้พบพระพุทธเจ้า และด้วยท่าทีอันสงบระงับของพระพุทธเจ้า ทำให้โทณพราหมณ์เกิดความรู้สึกเลื่อมใส จึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ใช่หรือไม่ ?” พระองค์ทรงตอบว่า พระองค์ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น เพราะด้วยเหตุที่ว่าอาสวะ (กรรม) ที่จะทำให้ไปเกิดได้ความเป็นอัตภาพเหล่านั้นสิ้นแล้ว


ข้อที่ #37_อปริหานิยสูตร ว่าด้วยอปริหานิยธรรม คือ ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อมจากสมถะและวิปัสสนาที่ได้บรรลุแล้ว และจะได้บรรลุมรรคและผลที่ยังไม่ได้บรรลุ ได้แก่

สมบูรณ์ด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายรู้จักประมาณในการบริโภคประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ

*จะเห็นได้ว่า 3 ข้อหลัง คือส่วนหนึ่งของศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ


ข้อที่ #38_ปฏิลีนสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น ธรรม 4 ประการนี้ ทำให้เป็นพุทธะได้เลย คือ

ผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ หมายถึง สัจจะที่แต่ละคนยึดถือตามความเห็นของตนว่า “นี้เท่านั้นจริงสิ่งอื่นเปล่า” กำจัดได้แล้วผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี คือ ละการใฝ่หากาม การแสวงหาภพ และ การแสวงหาพรหมจรรย์ได้ขาดแล้วผู้มีกายสังขารอันระงับได้ คือ เข้าฌาน 4 ได้ผู้หลีกเร้น คือ ละมานะ 9 ได้

            

ข้อที่ #39_อุชชยสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์ และ ข้อที่ #40_อุทายิสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุทายิพราหมณ์ มีเนื้อหาข้อธรรมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่การปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน เป็นเรื่องการบูชายัญ กล่าวถึงยัญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือ นิจทาน (มีผู้รับ) และ อนุกูลยัญ (ทำบุญให้บรรพบุรุษ) ส่วนยัญที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ คือ ยัญที่ต้องมีตระเตรียมการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


แผนที่การครองเรือน [6824-6t]
#24
06/13/2025

ฆราวาส หรือ ผู้อยู่ครองเรือนที่ยังยินดีในการบริโภคกาม ย่อมปรารถนาสุขสามัญ คือ ความสุขที่เกิดจากทรัพย์สิน เงินทอง ยศ เกียรติ ไมตรี และจะมีธรรมเหล่าใดที่เมื่อผู้ครองเรือนปฏิบัติแล้วจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและในภายภาคหน้า ซึ่งใน ทีฆชาณุสูตร และ อุชชยสูตร ได้กล่าวถึง ทิฏฐธัมมิกัตถะ หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือ “ หัวใจเศรษฐี ” (อุ อา กะ สะ) และ สัมปรายิกัตถะ หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า อธิบายแยกให้เห็นดังนี้


ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน ได้แก่

1) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น เช่น ขยันหมั่นเพียร เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงาน

2) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม

3) กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรดี คบคนดี ไม่คบคนชั่ว เป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา

4) สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์ (ไม่เป็นนักเลงหญิง ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนดี) และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ (เป็นนักเลงหญิง เป็นนักเลงสุรา เป็นนักเลงการพนัน มีเพื่อนชั่ว) แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้สุรุ่ยสุร่ายฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายรับของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายรับ


สัมปรายิกัตถะ 4 ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า ได้แก่

1)  สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา 

2)  สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล

3)  จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ

4)  ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา (คือ เห็นทั้งความเกิดและความดับในสังขารทั้งปวง)


เป็นหลักธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรทั้ง 2 แต่ปรารภถึงบุคคลที่ต่างกัน โดยใน

ข้อที่ #54_ทีฆชาณุสูตร ว่าด้วยโกฬิยบุตรชื่อว่าทีฆชาณุ เป็นการปรารภถึง ทีฆชาณุชาวโกฬิยะ

ข้อที่ #55_อุชชยสูตร ว่าด้วยอุชชยพราหมณ์ เป็นการปรารภถึง อุชชยพราหมณ์

ข้อที่ #56_ภยสูตร ว่าด้วยภัยเป็นชื่อของกาม คำว่า ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ เป็นชื่อของกามเพราะเหตุไร ? เพราะผู้ที่ยินดีด้วยกามราคะถูกตัณหาเกี่ยวพันไว้ ย่อมไม่พ้นจาก ภัย ทุกข์ โรค ฝี ลูกศร เครื่องข้อง เปือกตม การอยู่ในครรภ์ ทั้งที่มีในภพนี้ และที่มีในภพหน้า


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต โคตมีวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ [6823-6t]
#23
06/06/2025

หมวดข้อธรรม 4 ประการนี้มาในจักกวรรค หมวดว่าด้วยจักร เริ่มกันใน...

ข้อที่ #31_จักกสูตร ว่าด้วยจักร 4 ประการ (จักร คือ สมบัติ) คือ การทำวนไปในธรรม 4 ข้อนี้แล้ว จะเป็นเหตุให้ถึงความร่ำรวยความเป็นใหญ่ได้ นั่นคือการอยู่ในพื้นที่ดี การคบคนดี การตั้งตนในธรรม และเป็นผู้ที่ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว


ข้อที่ #32_สังคหสูตร ว่าด้วยสังคหวัตถุ คือ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นไปในเรื่องเดียวกัน เกื้อหนุนกัน เป็นกลุ่มก้อน แต่ไม่ใช่ยึดถือ คนที่มี 4 ข้อนี้ จะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดให้คนเข้ามาคือ การให้ปิยวาจา ประพฤติประโยชน์ การวางตนเสมอกัน คือร่วมทุกข์ร่วมสุข 


ข้อที่ #33_สีหสูตร ว่าด้วยพญาราชสีห์ เปรียบลีลาของราชสีห์กับการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสักกายะ (อริยสัจ 4) การบันลือสีหนาทนี้ ทำให้เทวดาสะดุ้งสลดสังเวชใจ 


ข้อที่ #34_อัคคัปปสาทสูตร ว่าด้วยความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ กล่าวถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ย่อมให้วิบากที่เลิศ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม (สังขตธรรมคืออริยมรรค และอสังขตธรรมคือวิราคะ) พระสงฆ์


ข้อที่ #35_วัสสการสูตร ว่าด้วยวัสสการพราหมณ์ จะเห็นถึงความแตกต่างคำจัดความของมหาบุรุษระหว่างวัสสการพราหมณ์และพระพุทธเจ้า ที่เมื่อได้ฟังแล้ว วัสสการพราหมณ์ต้องยอมจำนน


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จักกวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมของเจ้าอาวาส [6822-6t]
#22
05/30/2025

หมวดข้อธรรม 5 ประการนี้ มาในวรรคที่ว่าด้วย “ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส” กล่าวถึงหลักคุณธรรมของผู้ดูแลอาวาส ซึ่งหลักธรรมนี้ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงกับเจ้าอาวาสหรือภิกษุสงฆ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงเราทุกคน ถ้ามีคุณธรรมเหล่านี้ย่อมยังอาวาสหรือองค์กรนั้นให้เจริญรุ่งเรือง และงดงามได้


ข้อที่ #231-234 อาวาสิกสูตร / ปิยสูตร / โสภณสูตร / พหูปการสูตร เจ้าอาวาสที่มีคุณธรรมดังนี้ “ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพยกย่อง มีอุปการะ ยังอาวาสให้งดงาม” มาในหัวข้อที่ต่างกันแต่มีเนื้อหาข้อธรรมที่เหมือนหรือต่างกันบ้าง และพอจะสรุปรวมได้ดังนี้ คือ เป็นผู้มีมรรยาทและวัตรงาม มีศีล เป็นพหูสูต ทรงสุตะ มีความประพฤติขัดเกลาดี ยินดีการหลีกเร้น วาจางาม ยังคนให้อาจหาญ ดูแลปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอุปการะภิกษุผู้มาจากต่างแคว้นได้ เป็นผู้ได้ฌาน 4 มีปัญญา ทำให้แจ้งซึ่งเจโตและปัญญาวิมุตติ 


ข้อที่ #235_อนุกัมปสูตร เจ้าอาวาสที่ประกอบด้วยธรรมต่อไปนี้ “ย่อมอนุเคราะห์คฤหัสถ์” คือให้สมาทานอธิศีลและให้เห็นธรรมได้ สามารถอนุเคราะห์คฤหัสถ์ป่วยไข้ และเชิญชวนให้ทำบุญตามกาลสมัยได้ บริโภคของที่เขานำมาถวาย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกไป 


ข้อที่ #236-240 ปฐม-ทุติย-ตติยอวัณณารหสูตร / ปฐม-ทุติยมัจฉริยสูตร เป็นธรรมคู่ตรงข้าม มีหัวข้อที่เหมือนกันว่าด้วย เจ้าอาวาสที่เหมือนดำรงอยู่ในนรก คือไม่พิจารณาไตร่ตรองสรรเสริญคนที่ควรติเตียนหรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ไม่พิจารณาไตร่ตรองปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใสหรือไม่ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส มีความตระหนี่ในอาวาส ตระกูล ในลาภ วรรณะ และทำศรัทธาไทยให้ตกไป 


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต อาวาสิกวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


พระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท [6821-6t]
#21
05/23/2025

จิตใจของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะบวชเป็นภิกษุณี เธอได้แสดงความประสงค์ที่จะบวชต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้ง ดั่งในพระสูตรที่จะหยิบยกมากล่าวนี้


ข้อที่ #51_โคตมีสูตร ว่าด้วยพระนางปชาบดีโคตมีทูลขออุปสมบท ในพระสูตรนี้พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีความปรารถนาที่จะออกบวชโดยได้แสดงไว้ถึง 2 วาระด้วยกัน คือ วาระแรก ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางทูลขอกับพระพุทธเจ้าด้วยตัวเองถึง 3 รอบแต่ก็โดนปฏิเสธตกหมดทั้ง 3 รอบ และในวาระต่อมาที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี พระนางได้ปลงผม ห่มผ้ากาสายะ และออกเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าถึงที่นั่นเพื่อทูลขออุปสมบท และในวาระนี้เองด้วยอุบายของพระอานนท์ในการช่วยเข้าไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้า พระนางจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแต่ต้องรับ “ครุธรรม 8 ประการ” ไปปฏิบัติ พระนางยินดีที่จะปฏิบัติตาม


คุรุธรรม 8 ประการ มีอะไรบ้าง

แม้บวชมานานนับร้อยปีก็ต้องกราบไหว้ภิกษุ แม้บวชในวันนั้นต้องจำพรรษาอยู่ในวัดที่มีภิกษุต้องไปถามวันอุโบสถและรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือนต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่ายหลังจำพรรษาแล้ว (ออกตัวให้ติเตียนได้)ต้องประพฤติมานัต (ออกจากกรรม) ในสงฆ์สองฝ่ายเมื่อต้องอาบัติหนักต้องเป็นสิกขมานา 2 ปี ก่อนจึงขออุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายได้ต้องไม่บริภาษด่าว่าภิกษุไม่ว่ากรณีใด ๆจะว่ากล่าวตักเตือนภิกษุไม่ได้ แต่ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนได้


*และในตอนท้ายพระสูตรพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงถึงเหตุผลไว้ว่าทำไมถึงไม่ให้สตรีบวชและเหตุที่ต้องบัญญัติคุรุธรรม


ข้อที่ #52_โอวาทสูตร ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้จะสอนภิกษุณี ต่อเนื่องมาจากคุรุธรรมในข้อที่ว่า “ต้องรับฟังโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน” พระสูตรนี้จึงว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ที่จะสอนภิกษุณีต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

เป็นผู้มีศีล สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายเป็นพหูสูต แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิเป็นผู้ทรงจำ จำแนก ปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีเป็นผู้มีวาจางาม เจรจาถ้อยคำไพเราะ ไม่มีโทษ เป็นผู้สามารถชี้แจงภิกษุณีสงฆ์ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถาที่รักเป็นที่ชอบใจของภิกษุณีโดยมากไม่เคยประพฤติล่วงครุธรรม เป็นผู้มีพรรษา 20 หรือเกินกว่า


ข้อที่ #53_สังขิตตสูตร ว่าด้วยลักษณะธรรมวินัยโดยย่อ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลขอธรรมะโดยย่อที่เมื่อฟังแล้วจะสามารถนำไปปฏิบัติได้ดี (บรรลุธรรมได้เลย) พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมไว้เป็นคู่หรือสองฝั่ง


ธรรมที่เป็นฝั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า ≠ นั่นไม่ใช่ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า

1.    ธรรมที่เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด ≠ ธรรมที่เป็นไปเพื่อกำหนัด

2.    ...เพื่อความพราก ≠ ...เพื่อความประกอบไว้

3.    ...เพื่อการไม่สะสม ≠ ...เพื่อการสะสม

4.    ...เพื่อความมักน้อย ≠ ...เพื่อความมักมาก

5.    ...เพื่อความสันโดษ ≠ ...เพื่อความไม่สันโดษ

6.    ...เพื่อความสงัด ≠ ...เพื่อความคลุกคลีหมู่คณะ

7.    ...เพื่อปรารภความเพียร ≠ ...เพื่อความเกียจคร้าน

8.    ...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ≠ ...เพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมห


คุณสมบัติของอริยวงศ์ [6820-6t]
#20
05/16/2025

ข้อที่ #26_กุหสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้หลอกลวง ภิกษุที่มีคุณสมบัติ 4 อย่างเหล่านี้ นับว่าห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเจริญงอกงาม คือชอบหลอกลวง กระด้าง ประจบ ชอบวางท่าอวดดี มีจิตไม่ตั้งมั่น


ข้อที่ #27_สันตุฏฐิสูตร ว่าด้วยความสันโดษด้วยปัจจัย 4 กล่าวถึง ปัจจัยสี่ที่มีคุณสมบัติ “มีค่าน้อย หาได้ง่าย ไม่มีโทษ” ความเป็นอยู่แบบนี้สบายเหมาะแก่ความเป็นสมณะ เมื่อทำประจำนับว่าเป็นธุดงควัตร สามารถไปไหนก็ได้เหมือนนกมีปีก 


*สันโดษ คือ พอใจตามมีตามได้ แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ สันโดษป้องกันจิตไม่ให้ติดกับดักของความอยาก ให้ตั้งไว้ในอิทธิบาท 4 สามารถมีเป้าหมายได้ ส่วนมักน้อย หมายความว่าไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเรามีดีอะไร


ข้อที่ #28_อริยวังสสูตร ว่าด้วยอริยวงศ์ กล่าวถึงการเอาปัจจัย 4 เป็นตัวแปรแล้วกล่าวสรรเสริญ ไม่แสวงหาด้วยเหตุอันไม่ควร ไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเหตุความสันโดษนั้น


ข้อที่ #29_ธัมมปทสูตร ว่าด้วยธรรมบท ธรรมที่ทำให้เป็นอริยวงศ์ คือ ความไม่เพ่งเล็ง ไม่พยาบาท มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ซึ่งก็มาจากข้อภาวนานั่นเอง เป็นเรื่องของทางใจ


ข้อที่ #30_ปริพพาชกสูตร ว่าด้วยปริพาชก เมื่อมีคุณสมบัติความเป็นอริยวงศ์นั้นจะไม่มีใครคัดค้านได้ เป็นของเก่า ไม่ถูกลบล้าง


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


พุทธกิจในตำบลอุรุเวลา [6819-6t]
#19
05/09/2025

จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค หมวดว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา

ข้อที่ #21_ปฐมอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๑ เป็นการรำพึงของพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ว่า ควรเคารพยำเกรงในสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหรือไม่ เพราะผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงสิ่งใดย่อมเป็นทุกข์ เมื่อใคร่ครวญแล้วไม่พบว่าสมณะใดมีความบริบูรณ์เท่า (ความบริบูรณ์ 4 อย่าง คือ ความบริบูรณ์แห่งสีลขันธ์, สมาธิขันธ์, ปัญญาขันธ์, วิมุตติขันธ์) จึงดำริที่จะเคารพในธรรมที่ตรัสรู้และเคารพในสงฆ์ที่มีคุณอันใหญ่ด้วย (หมู่พระอริยบุคคล) ท้าวสหมบดีพรหมที่คนยกย่องว่าเป็นผู้สร้างก็ยังเคารพธรรมนั้น


*ในข้อนี้จะเห็นว่า การเอาเป็นที่เคารพนั้นมีความต่างกับการยึดติดยึดถือ เพราะถ้ายึดถือ ทุกข์จะอยู่ตรงนั้น ทำให้เสียหลักได้


ข้อที่ #22_ทุติยอุรุเวลสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในตำบลอุรุเวลา สูตรที่ ๒ พราหมณ์ได้มารุกรานถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ทำไมพระองค์จึงไม่ลุกขึ้นไหว้ ต้อนรับ เชื้อเชิญพราหมณ์ผู้เป็นผู้ใหญ่” เพราะด้วยความไม่รู้ความเป็นเถระของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าตอบพราหมณ์ว่า อย่างไรจึงเรียกว่าเถระ เถระไม่ได้ดูจากอายุเท่านั้น ธรรมที่ทำให้ชื่อว่าเถระมาจาก การมีศีล เป็นพหูสูตร ได้ฌานทั้ง 4 และเป็นอรหันต์


*ตรงนี้ทำให้พุทธองค์เห็นว่า ธรรมนี้ยากที่สัตว์โลกจะรู้ตาม จึงขวนขวายน้อย ท้าวสหมบดีพรหมจึงมากล่าวอาราธนาให้แสดงธรรม


ข้อที่ #23_โลกสูตร ว่าด้วยโลก 4 นัยยะแห่งการเรียกว่า “ตถาคต” คือ 1. รอบรู้เรื่องโลก (ทุกข์) ในนัยยะของอริยสัจ 4 (กิจในอริยสัจ) 2. คำสอนตั้งแต่ตรัสรู้จนปรินิพพานล้วนลงกัน 3. กล่าวอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรกล่าวอย่างนั้น 4. เป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้ในโลก


ข้อที่ #24_กาฬการามสูตร ว่าด้วยพุทธกิจในกาฬการาม ความเป็นผู้คงที่ (ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม 8 ) ของพระพุทธเจ้านั้นปราณีตมาก ความไม่สำคัญ คือ ไม่สำคัญว่าได้... ว่าไม่ได้... ว่าต้องได้...ว่าเป็นผู้ได้... ไปใน 4 สถานะ (อายตนะภายนอก 6 ) เท่ากับไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามสิ่งที่รู้ คือ สักแต่ว่ารู้ จึงเหนือโลก


ข้อที่ #25_พรหมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ จะเห็นถึงคำสอนนี้เป็นไปเพื่อสำรวมระวัง เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ หรือลวงคน สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งนี้มีในเรา สิ่งนี้ไม่มีในเราได้ เป็นความมั่นใจ


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อุรุเวลวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


สตรีผู้เป็นบัณฑิต [6818-6t]
#18
05/02/2025

หญิงมาตุคาม (สตรี) ผู้อยู่ครองเรือน ที่ประกอบด้วยธรรม 8 ประการนี้ ย่อมหวังสุขได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า 


ในข้อที่ 46-48 เป็นการปรารภถึง “เหล่าเทวดามนาปกายิกา” (เทวดาชั้นนิมมานรดี) ซึ่งเนรมิตกายได้ตามปรารถนา และมีเสียงดนตรีอันไพเราะที่เกิดจากการกระทบกันของเครื่องประดับ ซึ่งในแต่ละพระสูตรกล่าวถึงสถานที่และบุคคลที่แตกต่างกันออกไป โดยได้ยกถึงธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้มาตุคามได้ความเป็นเทวดามนาปกายิกา ได้แก่

ตื่นก่อนนอนทีหลัง ปฏิบัติรับใช้ให้เป็นที่พอใจ พูดคำไพเราะต่อสามีบูชา นับถือ เคารพ บุคคลที่สามีเคารพบูชาขยันไม่เกียจคร้าน จัดการดูแลการงานในบ้านให้เรียบร้อย (แม่เจ้าเรือน)รู้จักดูแลคนงานในบ้าน รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ไม่เล่นพนัน ไม่เป็นโขมย ไม่ล้างผลาญทรัพย์มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่ระลึกถึง)มีศีลห้าเป็นปกติมีใจปราศจากความตระหนี่ (จาคะ)


ข้อที่ #46_อนุรุทธสูตร ว่าด้วยพระอนุรุทธะ ที่โฆสิตาราม เขตกรุงโกสัมพี พระอนุรุทธะออกจากหลีกเร้น ได้เข้าไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคถึงธรรมที่ทำให้มาตุคามได้ไปเกิดเป็นเทวดามนาปกายิกา โดยได้ปรารภถึงเหล่าเทวดามนาปกายิกาที่ได้มาปรากฏตัวต่อพระอนุรุทธะ และได้แสดงความมีอำนาจในการเนรมิตกาย (วรรณะ) เสียง และความสุข ได้ตามความปรารถนา โดยพระผู้มีพระภาคได้แสดงธรรม 8 ประการที่มาตุคามปฏิบัติจะได้เข้าร่วมความเป็นเทวดามนาปกายิกา


ข้อที่ #47_ทุติยวิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา สูตรที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี


ข้อที่ #48_นกุลมาตาสูตร ว่าด้วยนกุลมาตาคหปตานี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้ตรัสแสดงธรรม 8 ประการนี้แก่ นกุลมาตาคหปตานี ณ เภสกฬามิคทายวัน เขตกรุงสุงสุมารคิระ 


ในข้อที่ #49_ปฐมอิธโลกิกสูตร และ #50_ทุติยอิธโลกิกสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกนี้ สูตรที่ ๑-๒ ได้กล่าวถึงธรรมที่ให้สุขปัจจุบันและในโลกหน้าของหญิงมาตุคาม โดยแยกแสดง 4 ประการแรกที่ให้ผลในปัจุบัน ได้แก่

จัดการงานดีสงเคราะห์คนข้างเคียง ปฏิบัติถูกใจสามีรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้


และธรรม 4 ประการหลังที่มีผลในโลกหน้า คือ

ถึงพร้อมด้วยศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะถึงพร้อมด้วยปัญญา


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต อุโปสถวรรค

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.