3 ใต้ร่มโพธิบท
เรียนรู้หัวข้อธรรมะ ที่เป็นแผนที่แม่บท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยสูตร 15+45 คือนั่งสมาธิ 15 นาที แล้วตามด้วยการอธิบายหัวข้อธรรมะ 45 นาที เพื่อให้ตกผลึกความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเดินทางแผนที่คำสอนได้. New Episode ทุกวันพุธ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ฆราวาสธรรม 4 ประการ [6928-3d]
การเผชิญโลกที่มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน เราสามารถนำหลัก "ฆราวาสธรรม 4 ประการ" มาใช้เพื่อสร้างความสำเร็จและความสุขในชีวิตได้ดังนี้
1. สัจจะ (ความจริงใจ): มีความซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตรงไปตรงมาทั้งความคิดและการกระทำ
2. ทมะ (การข่มใจ): รู้จักปรับตัวและฝึกควบคุมจิตใจให้เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม
3. ขันติ (ความอดทน): เผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างเข้าใจโดยไม่เก็บกด แต่ใช้สติรักษาใจไม่ให้ขุ่นมัว
4. จาคะ (การเสียสละ): รู้จักการให้ แบ่งปัน และสละทิ้งกิเลสหรือนิสัยที่ไม่ดีออกจากใจ
เมื่อเรานำหลักธรรมเหล่านี้มาปรับใช้ด้วยปัญญา จะช่วยให้ก้าวผ่านทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขอย่างแท้จริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ประสงค์เพื่อให้สมความปรารถนา [6927-3d]
ได้นำเอา ขัตติยสูตร ที่ว่าด้วยความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท มาอธิบายขยายความ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันของบุคคลแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจ และสานสัมพันธภาพที่ดีในระหว่างบุคคล
เริ่มจากความประสงค์เพื่อให้สมตามสิ่งที่ปรารถนา ในบุคคลแต่ละประเภทนั้น ย่อมมีความประสงค์ต้องการเพื่อให้สมความปรารถนาสูงสุด อย่างเช่น
กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี มีความประสงค์โภคทรัพย์ และนิยมปัญญาเหมือนกัน แต่สิ่งที่เสริมกำลังความมั่นใจเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ และให้ถึงความเป็นที่สุดแตกต่างกัน
สตรี นิยมประดับตกแต่งเพื่อประสงค์บุรุษ มีบุตรเป็นกำลัง และไม่ต้องการหญิงอื่นร่วมสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุด
โจร นิยมที่เร้นลับเพื่อประสงค์ลักทรัพย์ มีอาวุธเป็นกำลัง และต้องการที่มืด ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้
สมณะ นิยมปัญญา มีความประสงค์ขันติ และโสรัจจะ มีศีลเป็นกำลัง และต้องการความไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีนิพพานเป็นที่สุด
ข้อสังเกต ความต้องการที่เป็นไปเพื่อดับความต้องการ มีความเป็นอิสระพ้นจากอำนาจกิเลสเครื่องร้อยรัดมีในบุคคลผู้ที่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สังคหวัตถุ 4 [6926-3d]
สังคหวัตถุ 4 คือหลักธรรมประสานความสามัคคีเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับจิตใจของเราให้พัฒนาขึ้นได้ ดังนี้
นอกจากนี้ สำหรับผู้บริหารหรือผู้นำยังมี ราชสังคหวัตถุ เพื่อใช้ปกครองและดูแลผู้คนให้ร่มเย็นเป็นสุขอีกด้วย การปฏิบัติธรรมเหล่านี้จะช่วยเกื้อกูลความสามัคคีและยกระดับจิตใจได้อย่างยั่งยืน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง [6925-3d]
"ดวงตา" เสมือนปัญญาในการดำเนินชีวิต ในตอนนี้จะกล่าวถึง “การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง” โดยจะกล่าวนัยยะการใช้ดวงตาแบ่งบุคคลออกเป็น 4 จำพวก ได้แก่ คนตาบอด คนตาเดียว คนมีตา 2 ข้าง และคนมีตาที่ 3 หรือผู้ที่มีดวงตาสมบูรณ์จนเห็นอริยสัจ 4
การแสวงหานั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ทางหลัก คือ:
การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ: คือการมุ่งตามหาสิ่งที่ยังต้องเผชิญกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งเปรียบเสมือนการแสวงหาความทุกข์การแสวงหาที่ประเสริฐ: คือการมุ่งแสวงหาหนทางเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งปวงท่ามกลางกิเลสที่ชักนำให้เกิดการแสวงหา เราทุกคนย่อมเลือกได้ว่าจะใช้ "ตาข้างเดียว" เพื่อมุ่งหาเพียงโภคทรัพย์ จะใช้ "ตา 2 ข้าง" เพื่อแสวงหาทั้งทรัพย์และคุณธรรมควบคู่กัน หรือจะเลือกใช้ "ตาสมบูรณ์" เพื่อแสวงหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หลักการใช้จ่ายทรัพย์ [6924-3d]
พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางในการใช้จ่ายทรัพย์โดยให้แสวงหาทรัพย์มาโดยธรรม (สัมมาอาชีวะ) และใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขให้ตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง พร้อมทั้งควรจัดสรรทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5 ด้าน ได้แก่ การเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข เกื้อกูลมิตรสหาย สำรองยามฉุกเฉิน สละเพื่อส่วนรวมและรัฐ ตลอดจนบำรุงผู้ทรงศีลและนักบวช
นอกจากทรัพย์ทางโลกแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนให้แสวงหา "อริยทรัพย์" ซึ่งเป็นทรัพย์ภายในอันประเสริฐที่ติดตัวข้ามภพชาติ อันได้มาจากการสั่งสมคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ศรัทธาแก้ทุกข์ [6923-3d]
‘ทุกข์’ เป็นธรรมที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ‘ศรัทธา’ โดย ‘ศรัทธา’ นี้ หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเลื่อมใส อันประกอบไปด้วยปัญญาและความเพียร ถ้าไม่มีปัญญามาหนุน ก็จะกลายเป็นความงมงาย ศรัทธาแล้วลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มันก็จะมีจุดเชื่อม ตรงจุดเชื่อมนั้นคือ ‘กำลังใจ’
เราสามารถตั้ง ‘ศรัทธา’ ไว้ในทุกอย่างที่เราทำ ถ้าเราเชื่อว่า ‘เราทำได้’ กำลังจิตของเราก็จะไปทางนั้น ‘ศรัทธา’ จะต้องประกอบกัน 3 อย่าง คือ มั่นใจในผู้ที่ทำสำเร็จมาแล้ว (พุทโธ), มั่นใจในกระบวนการวิธี (ธัมโม), และมั่นใจว่าตัวเราต้องทำสำเร็จได้ (สังโฆ)
‘ศรัทธา’ มีโทษด้วย ถ้าเราวางไว้ผิด เปรียบเหมือนติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดผิดมันก็จะผิดตามไปหมด เราจึงควรตั้งไว้ในคุณธรรม จะสามารถเป็นตัวจุดประกายให้ผู้อื่นได้ด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมะที่ชนะความเกียจคร้าน [6922-3d]
หลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความเกียจคร้าน ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรม 4 หมวดคือ
· อนิจเจทุกขสัญญา: การพิจารณาเห็นความทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง จะช่วยให้เกิดความสังเวชและเกรงกลัวต่อความเกียจคร้าน
· อุฏฐานสัมปทา: ความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นในอาชีพสุจริต และรู้จักใช้ปัญญาจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ปธานิยังคะ: องค์ประกอบแห่งความเพียร 5 ประการ ได้แก่ การมีศรัทธา มีอาพาธน้อย ไม่มีมายา ขยันบากบั่น และมีปัญญาอิทธิบาท 4: หนทางสู่ความสำเร็จที่ประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความใส่ใจ) และวิมังสา (การใช้ปัญญา)หากเรานำหลักธรรมเหล่านี้มาปรับใช้ร่วมกับการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีสมาธิ จะช่วยสร้างพลังใจให้ก้าวข้ามความเกียจคร้านและบรรลุความสำเร็จในชีวิตได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สิ่งที่ควรเคารพ 6 ประการ [6921-3d]
คารวะ หมายถึง การทำความเคารพ เพราะตระหนักเห็นถึงคุณค่า และความสำคัญในสิ่งนั้น
โดยในอังคุตตรนิกายกล่าวถึง ‘คารวตา’ มี 6 ประการ ได้แก่ สัตถุคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา คือ ความเคารพในพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้ของพระองค์ ในพระธรรมที่พระองค์ทรงประกาศไว้ด้วยปัญญาอันยิ่ง และในหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ นอกจากนี้ ยังมี สิกขาคารวตา อัปปมาทคารวตา และปฏิสันถารคารวตา คือ ความเคารพในการศึกษา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้อยู่ในกรอบของศีล สมาธิ ปัญญา ในความไม่ประมาทด้วยการมีสติ และในปฏิสันถารต่อผู้อื่นด้วยการพูดที่ดี
‘คารวตา 6’ นี้ เป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจ เพราะการตระหนักรู้ถึงคุณค่า และการปฏิบัติต่อบุคคลหรือสิ่งนั้นด้วยความเคารพหนักแน่นนั้น เป็นบุญ เป็นปัญญา เป็นการเพิ่มคุณค่า คือ คุณธรรมให้กับตนเอง เป็นการเคารพต่อตนเองด้วย นั่นเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หลักธรรมสู่ความเจริญ [6920-3d]
หลักธรรมสู่ความเจริญประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 3 ชุด คือ ภัพพตาธรรม 6 เพื่อเตรียมตนให้พร้อมรับความดีและรักษาความดีนั้นไว้ด้วยความฉลาดในอุบายและความต่อเนื่อง เวปุลลธรรม 6 เพื่อความงอกงามไพบูลย์ด้วยปัญญา ความเพียร ความเบิกบาน และการไม่หยุดพัฒนาในกุศลธรรม และ วัฒนมุข 6 ซึ่งเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การไม่มีโรค มีศีล ศึกษาแบบอย่างที่ดี หมั่นเรียนรู้ ทำงานสุจริต และมีความกล้าหาญไม่ย่อท้อ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีความสุขภายใน และมีความมั่นคงรอบคอบ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
คำพูดที่ควรกล่าว (6919-3d)
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ
และ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆ
ส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
ซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
คำพูดที่ควรกล่าว [6919-3d]
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ
และ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆ
ส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
ซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เวสารัชชกรณธรรม : ธรรมที่ให้เกิดความกล้าหาญ [6918-3d]
เวสารัชชกรณธรรม คือหลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความกลัว ความวิตกกังวล และความครั่นคร้าม เพื่อเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่มีความกล้าหาญอย่างถูกต้องและอยู่อย่างผาสุก ประกอบด้วย 5 ประการสำคัญ ได้แก่ ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา หากนำธรรมทั้ง 5 ข้อนี้มาปรับใช้ คุณจะกลายเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง [6917-3d]
อปัณณกปฏิปทา ธรรม 3 อย่าง ได้แก่ 1) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ 2) เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคทั้งหลาย 3) เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เป็นรรมที่จะปฏิบัติเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่ผิด และเมื่อปรารภอยู่เรื่อย ๆ แล้ว จะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พละ 4 ประการ [6916-3d]
ในยุคที่โลกผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เราต้องเผชิญกับภัยต่างๆในชีวิต พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ระวัง ภัย 5 ประการ ได้แก่ ภัยจากการเลี้ยงชีพ (อาชีวิกภัย), ภัยจากการถูกติเตียน (อสิโลกภัย), ภัยจากความประหม่าในสังคม (ปริสสารัชชภัย), ภัยจากความตาย (มรณภัย) และภัยจากการไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี (ทุคติภัย)
เราสามารถก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ได้ด้วย พละ 4
1. ปัญญาพละ: รอบรู้เหตุผลและกุศลกรรม
2. วิริยะพละ: เพียรละชั่วทำดี
3. อนวัชชพละ: ประพฤติกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ไร้โทษ
4. สังคหพละ: ช่วยเหลือและผูกไมตรีต่อผู้อื่น
เมื่อมีกำลังทั้งสี่นี้ เราจะใช้ชีวิตได้อย่างผาสุกและไม่หวั่นเกรงต่อภัยใด ๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
วิธีละความอาฆาต [6915-3d]
จิตที่สะสมอารมณ์โกรธ อาฆาต พยาบาท ขุ่นแค้น จนเกิดเป็นสนิมเกาะใจ หาความสุขไม่ได้ด้วยแรงของพยาบาท อาฆาต ด้วยภัยของความอาฆาตนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงวิธีการระงับความอาฆาต ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในจิต ดังนี้ แม้ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น เปรียบดังเหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย พึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ ในบุคคลนั้นเสีย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อธิฐานธรรม 4 ประการ [6914-3d]
อธิษฐานธรรม 4 ไม่ใช่การอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการสร้างฐานใจที่มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประกอบด้วย
1. ปัญญา: ไม่ละเลยการใช้เหตุผลเพื่อเข้าถึงความจริง
2. สัจจะ: จริงใจ พูดจริง ทำจริง และรักษาสัจจะ
3. จาคะ: สละกิเลสและนิสัยที่ผิดพลาด
4. อุปสมะ: ฝึกใจให้สงบระงับจากความวุ่นวาย
นี่คือหลักการประดิษฐานความมั่นคงไว้ในใจ หากคุณเปลี่ยนจากการ "บนบาน" มาเป็นการใช้ "พลังใจ" ตามหลักอธิฐานธรรมนี้ ความสำเร็จที่ยั่งยืนย่อมอยู่ไม่ไกล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ฐานะที่พึงพิจารณาด้วยกำลังของบัณฑิต [6913-3d]
เมื่อต้องพบเจอสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ คนพาลย่อมไม่รู้ชัดซึ่งประโยชน์ แต่บัณฑิตจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือมีโทษ แล้วกระทำในสิ่งที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์นั้น
ได้กล่าวถึงฐานสูตรต่างๆ กล่าวคือ
ฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ 4 ประการ คือ ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและน่าพอใจเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อโทษหรือประโยชน์
บุคคลมีศรัทธาเลื่อมใส โดยฐานะ 3 ประการ คือ เป็นผู้ใคร่จะเห็นท่านผู้มีศีล ปรารถนาจะฟังพระสัทธรรม ปราศจากความตระหนี่
ฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ 5 ประการ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความสิ้นไป, ความฉิบหายเป็นธรรมดา ว่าอย่าแก่…ฯ เป็นฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้
ฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ คือ พิจารณาเนื่องๆว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้ เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดไว้ ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทิฎฐิ 62 ตอนที่ 2 [6912-3d]
ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิที่เกิดจากความหลงผิดในขันธ์ 5 โดยมี "ผัสสะ" เป็นเหตุปัจจัย สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะจิตได้ 6 รูปแบบ ดังนี้
1. ผู้ที่ชอบคาดเดา คาดคะเน คิดไปเองโดยไม่ทดลอง เชื่อว่าโลกเที่ยง หรือกายไม่เที่ยงแต่จิตเที่ยง
2. ผู้มีสมาธิและปัญญาโลกียะ รูปแบบการไปยึดถือคือว่าหลังตายมีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญ
3. ผู้ที่มีสมาธิคือได้เฉพาะเจโตสมาธิ รูปแบบการไปยึดถือคือเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ยึดติดในกามหรือฌานเป็นนิพพาน
4. ผู้มุ่งเน้นกาม: จิตผูกพันอยู่กับกามทางโลก
5. ผู้ที่มีความกลัวต่อภัย คือกลัวจะผิด กลัวว่าจะถูกซักถามทำให้ปฏิเสธไปหมด
6. ผู้โง่เขลา ขาดความรู้ความเข้าใจจนปฏิเสธความจริงทุกอย่าง
ทิฏฐิเหล่านี้เป็นกับดักที่ทำให้สัตว์โลกยังติดอยู่ในวัฏสงสาร การจะหลุดพ้นได้ต้องอาศัยการมองเห็นความ "ไม่เที่ยง" เพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่นและเกิดปัญญาในการบรรลุธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิจจสมุปบาทสายดับ "นิรุชฌติ" [6911-3d]
“ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ”
ปฏิจจสมุปบาทสายดับ “นิรุชฌติ” คือ ธรรมในการอธิบายความเสื่อม และความสลาย เหตุเพราะความเสื่อมและความสลายนั้น ตนกระทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นกระทำให้เสื่อมสลายก็หาไม่ ทั้งตนกระทำเองทั้งผู้อื่นกระทำให้ก็ไม่ใช่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้กระทำเอง ผู้อื่นไม่ได้กระทำให้ก็ไม่ใช่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด "อุปปัชชติ" [6910-3d]
ความทุกข์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง ๆ ก็คือ ความตาย นั่นเอง ดังนั้นเราจะสามารถรับมือกับความตายได้ก็ด้วยการทำให้การเกิดสิ้นไป รายละเอียด และวิธีการสามารถศึกษาได้จากธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าต้องอาศัยการใคร่ครวญโดยแยบคายเป็นอย่างดี จึงจะกลั่นกรองออกมาเป็นธรรมะได้ ถือเป็นสัจจะความจริงสำหรับทุกกรณี ทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่ เป็นอกาลิโก และทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
วิญญาณฐิติ และ จิต [6909-3d]
ความหลากหลายและแตกต่างของสัตว์โลกที่มีภพภูมิต่างกัน ทั้งกายต่างกัน เหมือนกัน หรือสัญญาต่างกัน เหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดในภพใดก็ตาม ก็ยังไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีที่ตั้งของปฏิสนธิ ที่เป็น วิญญาณฐิติ การอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปตามลำดับ ความไม่ประมาทในการเจริญกุศล คือ การดับแห่งเหตุของกิเลสทั้งปวง เรามักจะคุ้นเคยหรือได้ยินได้ฟังบ่อยครั้งกับคำว่า “จิตวิญญาณ” จึงควรทำความเข้าใจเพื่อให้จิตไปเกิดในภูมิที่ต้องการ สืบเนื่องจากการเป็นกระแสต่อ ๆ กันไปในความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเป็นตัวตน วิญญาณก้าวลงไปยึดถือ เพราะมีตัณหาเป็นเหตุ “วิญญาณฐิติ” หรือฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ ถูกเข้าไปยึดถือโดยวิญญาณจนกลายเป็นจิตขึ้นมา ให้เห็นด้วยปัญญาว่าตัวตนไม่ใช่ตัวตน ไม่มีสาระแก่นสาร ไม่มีค่าที่จะยึดถือเอาไว้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เสนามาร 10 ประการ [6908-3d]
พระพุทธองค์ทรงเปรียบกิเลสเป็น "กองทัพมาร 10 กอง" ที่คอยประหารบุคคลผู้มีจิตมืดบอดและขัดขวางการเข้าสู่พระนิพพาน ไว้ดังนี้ 1.กิเลสกาม 2.ความไม่ยินดีในธรรม 3.ความหิวกระหาย 4.ตัณหา 5.ความหดหู่เซื่องซึม 6.ความกลัวไร้เหตุผล 7.ความลังเลสงสัย 8.ความลบหลู่และหัวดื้อ 9.ลาภยศที่ผิด 10.การยกตนข่มผู้อื่น การจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนั้นไม่อาจอาศัยความอยากได้ แต่ต้องใช้ "ความกล้าหาญและความเพียร" เพื่อเอาชนะทัพมารเหล่านี้ แม้ความยากง่ายของแต่ละคนจะต่างกัน แต่หากชนะได้ย่อมพบความสุขอันเกษมคือนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เหตุให้อายุยืน 5 ประการ [6907-3d]
เหตุปัจจัยแห่งการมีอายุยืน ได้แก่
1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน
2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย
3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย
4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา
5. การประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกจิตให้สงบระงับจากการเสพกาม เพื่อพบความสุขเย็นจากภายในซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออายุที่ยืนยาว
6. มีศีล ผู้ที่มีศีลถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างๆลงได้
7. มีกัลยาณมิตร การมีมิตรดีจะช่วยดูแลอันตรายต่างๆให้แก่กัน
นอกจากนี้ การเจริญ อิทธิบาท 4 และ อารยวัฒิ 5(ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา) ล้วนเป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ช่วยให้ชีวิตยืนยาวและมั่นคงยิ่งขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ญาณ 3 อย่าง ในชีวิตประจำวัน [6906-3d]
ญาณ คือปัญญาหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งถึงความจริง ในชีวิตประจำวันเราสามารถฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญได้
ญาณ 3 อย่างในชีวิตประจำวันได้แก่
วิญญาณ (การรับรู้แจ้ง): คือการรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำจริง เช่น การรู้รสชาติอาหารเมื่อได้กิน หรือการรู้วิธีขับรถจากการฝึกปฏิบัติ ซึ่งต่างจากการจำเพียงทฤษฎี
สติ (การระลึกรู้): คือการใช้สติและสมาธิเป็นฐานเพื่อหยั่งรู้ความจริงของสิ่งต่างๆ เช่น มีสติกำกับขณะขับรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและรู้เท่าทันสภาวะรอบตัว
ญาณ (ความรู้แจ่มแจ้ง): คือความรู้ที่พ้นจากขั้นพื้นฐานสู่ความเชี่ยวชาญจนสอนผู้อื่นได้ เช่น หมอที่ผ่าตัดจนชำนาญ หรือนักกฎหมายที่เข้าใจข้อกฎหมายอย่างทะลุปรุโปร่ง
กระบวนการพัฒนาจากวิญญาณสู่ญาณจะรวดเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของ อินทรีย์ 5 โดยมีหัวใจสำคัญคือการปฏิบัติให้อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เคยชิน เพื่อนำไปสู่ สัมมาญาณะ และความหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6905-3d]
"ภควา" คือพระนามของพระพุทธเจ้าในฐานะ "ผู้จำแนกแจกธรรม" ที่ทรงเปลี่ยนสิ่งที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านคุณสมบัติผู้สอนที่เมตตาและลีลาการสอน 4 ลักษณะ คือ ชัดเจน, ชักจูง, เร้าใจ และร่าเริง อีกทั้งยังมีกลวิธีในการตอบและถามคำถามที่แยบคายและชาญฉลาด อีกทั้งการสอนที่เน้นความพอเพียง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับผลอันประเสริฐและสามารถส่งต่อปัญญาแก่ผู้อื่นได้จริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มรรคสมังคี:การรวมกันของ มรรคทั้งแปด [6904-3d]
มรรคสมังคี คือภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์แปด รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะจิตเดียวขณะปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน "มรรคสามัคคี" ที่ทุกองค์ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรม
มรรคมีองค์ 8 คือหนทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งย่อลงได้เป็น ไตรสิกขา ได้แก่:
1. ศีล: การเจรจาชอบ, การปฏิบัติชอบ, และการเลี้ยงชีพชอบ
2. สมาธิ: ความพยายามชอบ, ความระลึกชอบ, และความตั้งใจมั่นชอบ
3. ปัญญา: ความเห็นชอบ (เข้าใจอริยสัจ 4) และความดำริชอบ
การเกิดมรรคสมังคี เกิดขึ้นเมื่อองค์มรรคทั้ง 7 สนับสนุนให้เกิด สัมมาสมาธิ ที่บริสุทธิ์ เมื่อรวมกับปัญญาญาณและความหลุดพ้น องค์มรรคทั้งหมดจะรวมเป็นหนึ่งเดียว มักเกิดในขณะที่จิตรวมลงเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียว แล้วละวางเข้าสู่ความว่าง หรือในขณะที่บรรลุธรรมระดับต่างๆ โดยการรวมตัวของมรรคมีองค์ 8 นี้ยังมีลำดับ 3 ระยะ คือ เริ่มจากศรัทธาในพระรัตนตรัย นำไปสู่สมาธิ และลงท้ายด้วยปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ทิฏฐิ 62 [6903-3d]
ทิฏฐิ 62 คือ "กับดักทางความคิด" ที่ถักทอจากผัสสะและตัณหาจนกลายเป็นเครือข่ายความเห็นผิดที่กักขังเราไว้จากความจริง มาร่วมเจาะลึกกลไกที่ทำให้จิตหลงทาง เพื่อถอดรหัสว่าความยึดติดแบบไหนที่กำลังขวางกั้นคุณจากปัญญาที่แท้จริง
ทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนาคือความเห็นหรือความเข้าใจ หรือจะเรียกว่าทัศนคติ(มุมมอง)ก็ได้ แบ่งเป็น 2 อย่างคือ
สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องตามจริง เป็นปัญญาอันประกอบด้วยอริยสัจเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสลดลง
มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น
มิจฉาทิฏฐินี้เองเป็นทิฏฐิที่ขวางการบรรลุธรรม ซึ่งในตอนนี้จะนำเอาทิฏฐิ 62 มากล่าว
ทิฏฐิ 62 คือ เครือข่ายความเห็นผิดหรือความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความจริง 62 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร จำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.ความเห็นปรารภอดีต(18 ประการ) เช่น เห็นว่าโลกเที่ยง(4), เห็นว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง(4), เห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด(4), การพูดซัดส่ายไม่ฟันธง(4)และเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย(2)
2.ความเห็นปรารภอนาคต(44 ประการ) เช่น ความเห็นเรื่องสภาพหลังความตายว่ามีสัญญา(16), ไม่มีสัญญา(8), หรือกึ่งมีกึ่งไม่มี(8), ความเห็นว่าตายแล้วสูญ(7) และการเข้าใจผิดว่ากามคุณหรือฌานคือการบรรลุนิพพานในปัจจุบัน(5)
พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าความเห็นเหล่านี้มีความคลาดเคลื่อนและสุดโต่ง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทรงเน้นย้ำให้ละมิจฉาทิฏฐิเพื่อเข้าสู่ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งคือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 อันเป็นทางสายกลางที่ถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6902-3d]
ปัญญา ในพุทธศาสนาไม่ใช่แค่ความฉลาดทางโลก แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการได้แก่
1. มีครูบาอาจารย์ เข้าหาด้วยความเคารพ รัก และเกรงกลัว เพื่อเรียนรู้จากครูผู้เป็นกัลยาณมิตร
2. รู้จักตั้งคำถาม ไต่ถามในเวลาที่เหมาะสมเพื่อคลายความสงสัยและทำความเข้าใจเนื้อหาธรรมที่ลึกซึ้ง
3. ความสงบกายใจ นำธรรมที่ฟังมาปฏิบัติจนเกิดความสงบทั้งกายและจิต
4. เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในสิกขาบทและเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย
5. เป็นพหูสูต ฟังมาก สั่งสมความรู้ ทรงจำธรรมให้คล่องปากและขึ้นใจ
6. ปรารภความเพียร มุ่งมั่นละอกุศลและหมั่นทบทวนเพื่อเพิ่มพูนกุศลธรรม
7. สนทนาธรรม พูดคุยแต่เรื่องธรรมวินัยที่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเรื่องไร้สาระ และรู้จักนิ่งอย่างพระอริยเจ้า
8. ปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิด ดับ และความเสื่อมใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
การปฏิบัติครบทั้ง 8 ข้อนี้ จะช่วยให้ตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง นำไปสู่ความสงบเย็นและความสุขอันยั่งยืน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนเรื่อง"สัจจะ" หรือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อริยสัจ ซึ่งถือเป็นความจริงอันประเสริฐที่มีความลึกซึ้งและเป็นสากล ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความจริง ตามที่ปรากฏในเกสปุตตสูตร และ จังกีสูตร ได้ระบุถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์หรือตัดสินความจริงเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด 12 ประการ ได้แก่ 1.ความเชื่อ 2.ความชอบใจ 3.ฟังตามกันมา 4.ถือสืบกันมา 5.ข่าวเล่าลือ 6.มีในตำรา 7.คิดตริตรึกอยู่เป็นตรรกะ 8.ด้วยการอนุมาน 9.ตริตรึกตามลักษณะอาการที่ปรากฏ 10. ตรงกับความคิดของตน 11.ดูน่าเชื่อถือ 12.ผู้พูดเป็นครูของตน
เครื่องมือทั้ง 12 อย่างนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการตามหาความจริงเพียงอย่างเดียวไม่ได้
การตามหาความจริงตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าคือ การลงมือทำและพิสูจน์ด้วยตนเอง ดังตัวอย่างของบุคคล 2 ท่าน คือ:
· ท่านจิตตคหบดี: ท่านเข้าถึงความจริงได้ด้วยการใช้ "ญาณ" เป็นเครื่องมือ ซึ่งเกิดจากการลงมือปฏิบัติจนเกิดความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยไม่ได้อาศัยเพียงความเชื่อแค่เพียงอย่างเดียว
· ท่านสารีบุตร: ท่านใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อินทรีย์ 5 และ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อนำไปสู่ความจริง ท่านได้ยืนยันไว้ในปุพพโกฏฐกสูตรว่า การที่จะหมดความสงสัยได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่แค่การเชื่อตามกันมา แต่คือการลงมือศึกษาและพิจารณาให้เห็นความจริงด้วย “ปัญญา” ของตนเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความเบาใจ 4 ประการ [6852-3d]
ความเบาใจ คือ ความสบายใจ ความไม่หนักใจ สิ่งที่ตรงข้ามกับความเบาใจคือความหนักใจ กลุ้มใจ เครียด วุ่นวายใจ เหตุแห่งความหนักใจนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ภาระหน้าที่ โรคภัยไข้เจ็บ และผัสสะต่างๆ
ความเบาใจ 4 ประการที่จะกล่าวถึงในดอนนี้แยกไว้ 3 นัยยะคือ
นัยยะที่ 1 มาในพระสูตรคิลายนสูตรนำไปใช้ในลักษณะที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย พูดถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม และศีล คือการมีศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหวและมีศีลที่ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เมื่อใช้หลัก 4 ประการนี้เป็นที่พึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจ
นัยยะที่ 2 กุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือให้เป็นผู้มีกุศลกรรมบถ 10 อย่าง และเป็นผู้ละอกุศลกรรมบถ 10 อย่าง จะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้
นัยยะที่ 3 อราคะ อโทสะ อโมหะ ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือเมื่อเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะจะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาได้ เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ [6851-3d]
ธรรมของสัตบุรุษมี สัทธรรม 3 อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบคำสอนที่เรารวบรวมมาโดยรอบแล้วนั่นคือคำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 (นวังคสัตถุศาสน์)ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูติธรรม เวทัลละ
ปริยัติแบ่งตามรูปแบบการศึกษาได้ 3 อย่างดังนี้
1.อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบเป็นงูพิษคือศึกษาธรรมเพื่อลาภสักการะ เพื่อข่มผู้อื่น
2.นิสสรณัตถปริยัติ การศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการออกไปจากทุกข์ คือศึกษาเจาะจงลงไปในเรื่องที่จะออกจากทุกข์ได้
3.ภัณฑาคาริกปริยัติ การศึกษาแบบขุนคลังคือการศึกษาเพื่อที่จะเก็บรักษาองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ให้เสื่อมสูญไป
ปฏิบัติ คือ นำความรู้มาลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการ การลงมือทำนั้นต้องไม่ยกตนข่มผู้อื่น การปฏิบัตินั้นมีได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติต้องถูกต้องกับสิ่งนั้นๆ
ปฏิเวธ คือการรู้ธรรมเป็นขั้นๆไป รู้ว่าธรรมนี้เป็นอย่างนี้ รู้แทงตลอดในธรรมเป็นขั้นเป็นขั้นขึ้นไป ในส่วนของปฏิเวธนี้ก็จะหมายถึงการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
รู้ด้วยปัญญาญาณ [6850-3d]
“รู้แต่ไม่รู้ คนที่จะถึงจึงรู้" นำอุปมาอุปไมยมาอธิบายธรรมะ ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มแรก นำอุปมา 5 นัยยะ คือ เมฆ หนู หม้อ ห้วงน้ำ และมะม่วง มาใช้อธิบายเพื่อความเข้าใจในองค์ธรรม 3 ส่วน แบ่งเป็น สังเกตจากภายนอก 2 ส่วน คือจากการเรียนหรือไม่เรียน เรียนสูงหรือไม่สูง เป็นการรู้จากความจำ และความน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส นำมาเปรียบกับอุปมาข้างต้น เช่น เมฆมีเสียงหรือไม่มีเสียง หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ ห้วงน้ำลึกหรือตื้น เป็นต้น จากส่วนที่เป็นภายใน 1 ส่วน เป็นการรู้ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งในภายใน มีความรู้ในอริยสัจสี่ เป็นอริยบุคคลที่พัฒนามาตามลำดับ คนที่ถึงแล้วจึงรู้ มีการนำไปโยงกับอุปมาในส่วนที่สังเกตจากภายนอก เช่น หม้อที่เต็มและปิดฝาคือบุคคลที่รู้อริยสัจมีความน่าเลื่อมใส ห้วงน้ำตื้นมีเงาตื้น คือบุคคลที่ไม่รู้อริยสัจทั้งยังไม่น่าเลื่อมใส เป็นต้น
จากการเชื่อมอุปมาเหล่านี้กับองค์ธรรมทั้งสามเข้าด้วยกันทำให้เราไม่อาจสรุปว่าไม่เรียนคือไม่รู้ อย่าเหมา เพราะเมฆอาจจะรอคำรามหรือฝนรอตกอยู่ คนที่กำลังบรรลุธรรมหรือบรรลุธรรมแล้วท่านจึงจัดไว้ด้วยกันเนื่องจากมาตามทาง อย่างไรก็ถึงจุดหมาย จะรู้ประมาณว่ามากหรือน้อย สัดส่วนเป็นเท่าใด มองได้ครอบคลุม ไม่ด่วนตัดสิน
-ในกลุ่มที่สองใช้อุปมาของวัวที่ข่มเหงหรือไม่ข่มเหงฝูงตนฝูงอื่นหรือทั้งสอง ต้นไม้เป็นไม้เนื้อแข็งหรืออ่อนคือคนมีศีลหรือทุศีลอยู่ร่วมกัน อสรพิษคือความโกรธมีพิษแล่นหรือไม่แล่น พิษร้ายหรือไม่มีพิษ การอุปมาในข้อนี้จะช่วยให้เข้าใจในกลุ่มแรกมากขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
กามโภคีบุคคล: บุคคลผู้บริโภคกาม [6849-3d]
กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกามเป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลก และเป็นผู้ที่ถูกแบบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่าง
กาม 2 อย่าง คือ กิเลสกามและวัตถุกาม และกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้
1. กลุ่มแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม (ประเภทที่ 1-3) และ กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง (ประเภทที่ 4-6): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาผิดวิธี หรือถูกบ้างผิดบ้าง โดยแบ่งย่อยตามการใช้จ่ายว่าเลี้ยงตนให้เป็นสุขหรือไม่ และมีการแบ่งปันทำความดีหรือไม่
2. กลุ่มแสวงหาโดยชอบธรรม (ประเภทที่ 7-10): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาถูกวิธี
ประเภทที่ 7-8: ไม่แบ่งปันทำความดี (ต่างกันที่การเลี้ยงดูตนเอง)
ประเภทที่ 9: เลี้ยงตนเป็นสุขและแบ่งปัน แต่ยังขาดสติปัญญา ยังหลงมัวเมาติดในทรัพย์
ประเภทที่ 10 (ผู้ประเสริฐที่สุด): คือผู้ที่แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม นำมาเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันทำความดี และที่สำคัญคือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมา มีสติปัญญารู้เท่าทันเห็นทั้งคุณและโทษของวัตถุ ทำให้จิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือโภคทรัพย์นั้น
ผู้บริโภคกามที่เลิศที่สุดคือผู้ที่หาทรัพย์ชอบธรรม ใช้จ่ายเพื่อตนและผู้อื่น และมีปัญญาเป็นนายเหนือวัตถุ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมุทเทศ 4 [6848-3d]
ธรรมุทเทศ มาจากธรรมะ+อุเทศ อุเทศคือสิ่งที่ยกขึ้นแสดง รวมกันหมายถึง ธรรมที่แสดงไว้ คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ในตอนนี้เป็นเรื่องราวที่พระเจ้าโกรัพยะ ได้ตรัสถามกับท่านพระรัฐปาละถึงความเสื่อม 4 ประการที่เมื่อบุคคลบางพวกประสพแล้วจึงออกบวชคือ
ความเสื่อมเพราะชราความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ความเสื่อมจากโภคสมบัติความเสื่อมจากญาติส่วนพระรัฐปาละยังไม่ได้เผชิญกับความเสื่อมทั้ง 4 ประการนี้เลยท่านเห็นสิ่งใดจึงก็ออกบวช ท่านพระรัฐปาละจึงได้ยกถึงธรรมุทเทศ 4 ประการที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้มากล่าวดังนี้
ธรรมุทเทศ 4 ประการ
1. โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน: สัตว์โลกต้องแก่ชราไปตามกาลเวลา
2. โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน: สัตว์โลกไม่สามารถต้านทานความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ และไม่เป็นอิสระเฉพาะตน
3. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป: ทรัพย์สินและทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ตายแล้วก็ไปด้วยไม่ได้
4. โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป้นทาสแห่งตัณหา:มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด เป็นทาสของตัณหา
เมื่อผู้ใดเพ่งลงไปให้เห็นโทษภัยของความเสื่อมนั้น จะทำให้มองเห็นทางออกแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ของความเสื่อม 4 ประการนี้ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
โทษของความโกรธ [6847-3d]
ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที คนมักโกรธจะมีความมุ่งหมายร้าย 7 ประการต่อศัตรู (เช่น ขอให้ผิวพรรณทราม, เป็นทุกข์, เสื่อมลาภยศ) แต่ผลร้ายเหล่านั้นกลับย้อนมาทำลายผู้โกรธเสียเอง ทำให้ชีวิตตกต่ำ จิตใจมืดบอดเหมือนไฟไหม้ และไม่เห็นธรรม
พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ถึงสาเหตุของความโกรธไว้ใน "มหานิทานสูตร" ว่าความโกรธมีรากฐานมาจาก "ตัณหา" หรือความยึดติด พอใจสิ่งใดก็เกิดความหวงกั้น เมื่อกระทบกระทั่งจึงพัฒนาจากความขัดเคือง (ปฏิฆะ) กลายเป็นความโกรธ (โกธะ) และลุกลามเป็นการประทุษร้าย (โทสะ)
แนวทางแก้ไขคือการเจริญเมตตาภาวนาและดูพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างในการไม่โกรธตอบ แม้จะมีเหตุผลให้โกรธเพียงใดก็ตาม เพื่อตัดวงจรการจองเวรที่จะเกิดขึ้นจากความโกรธนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ [6846-3d]
"ธรรมเทศนา" คือการแสดงธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้กับพระมหากัสสปะว่า การแสดงธรรมมีทั้งแบบบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์
· การแสดงธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ คือการแสดงโดยมีเจตนาหวังลาภ สักการะ หรือคำสรรเสริญ ซึ่งจะนำไปสู่สัทธรรมปฏิรูป (การเลียนแบบธรรมะ)
· การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์ ต้องอาศัย 5 ประการ คือ 1. มีเจตนาให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาและปัญญา 2. อาศัยธรรมะเป็นธรรมอันดี 3. อาศัยความกรุณา 4. อาศัยความเอ็นดู และ 5. อาศัยความอนุเคราะห์
การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์ แบ่งเป็นกลุ่มได้ 3 กลุ่ม
· ผู้ฟังปฏิบัติได้ แล้วเกิดผลจริง
· ธรรมะที่แสดงดีมีประโยชน์มาก
· จิตใจของผู้แสดงธรรมประกอบด้วยพรหมวิหาร 4
การจะพิจารณาว่าผู้แสดงธรรมบริสุทธิ์หรือไม่ ให้ดูที่การเป็นอยู่ การพูดจา ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณา
ปัจจัยที่จะทำให้พระสัทธรรมยั่งยืนคือการที่พุทธบริษัท 4 มีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ ในสิกขา สมาธิ และเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงการเล่าเรียนให้ถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมเพื่อการพัฒนาตนเอง [6845-3d]
“ภาวนา” คือ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและเจริญงอกงามอยู่เสมอ ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรมะ 3 หมวดที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาตนเอง ได้แก่
1.วุฑฒิธรรม 4 (ธรรมเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญา) : ประกอบด้วย การคบหาสัตบุรุษ (สัปปุริสังเสวะ) , การเอาใจใส่เล่าเรียนฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนะ) , การคิดวิเคราะห์อย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) , และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธัมมานุธัมมปฏิบัติ)
2.วัฒนมุข 6 (ประตู 6 ประการสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต) : ประกอบด้วย ความไม่มีโรค (อาโรคยะ) , ความมีระเบียบวินัย (ศีล) , การศึกษาแนวทางจากบัณฑิต (พุทธานุมัต) , การใฝ่ฟังศึกษาหาความรู้ (สุตะ) , การดำเนินชีวิตในทางที่ชอบธรรม (ธรรมานุวัติ) , และความเพียรพยายามไม่ย่อหย่อน (อลีนตา)
3.อธิษฐานธรรม 4 (ธรรมที่เป็นฐานที่มั่นคงเพื่อความสำเร็จ) : ประกอบด้วย ปัญญา (การหยั่งรู้เหตุผล) , สัจจะ (การพูดจริงทำจริง) , จาคะ (การสละสิ่งไม่ดีออกไป) , และอุปสมะ (ความสงบ)
ธรรม 3 หมวดนี้เป็นธรรมที่เป็นไปในแนวเดียวกัน ที่เมื่อได้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะเกิดการพัฒนา ก้าวหน้า และนำไปสู่ความเจริญงอกงามในชีวิตได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อินทรีย์ : ความเป็นใหญ่ [6844-3d]
อินทรีย์ หมายถึง ความเป็นใหญ่มีการใช้อยู่ในหลายๆนัยยะ ที่จะนำมากล่าวในที่นี้มี 22 ข้อ ตามที่รวบรวมไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งรวบรวมตามพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ ได้แก่
อินทรีย์ 6: คืออายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้ง 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ซึ่งแต่ละอย่างมีความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน (เช่น หูเป็นใหญ่ในการได้ยินเสียง)
อินทรีย์ 3 (นัยยะที่ 1): เกี่ยวข้องกับภาวะเพศและการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่ ปุริสินทรีย์ (ภาวะชาย), อิตถินทรีย์ (ภาวะหญิง), และ ชีวิตินทรีย์ (ภาวะชีวิต)
อินทรีย์ 3 (นัยยะที่ 2): เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (โลกุตตระ) ได้แก่
1.อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ คืออินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าจะรู้สัจธรรม
2.อัญญินทรีย์ คือ ปัญญาอันรู้ทั่วถึง
3.อัญญาตาวินทรีย์ คือปัญญาอันรู้ทั่วถึงแล้ว
อินทรีย์ 5 (นัยยะที่ 1) ได้แก่ ความสุขกาย ความทุกข์กาย ความสุขใจ ความทุกข์ใจ อุเบกขา
อินทรีย์ 5 (นัยยะที่ 2) เป็นนัยยะที่เราสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่เหมือนกันโดยองค์ธรรมกับพละ5
พละ 5 ได้แก่ 1)ศรัทธา คือ ความมั่นใจ 2)วิริยะ คือ ความเพียร 3)สติ คือ ความระลึกได้ 4)สมาธิ คือ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว 5)ปัญญา คือ ความเห็นตามความเป็นจริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อปริหานิยธรรม : ธรรมะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม [6843-3d]
"อปริหานิยธรรม" คือ ธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญเพียงฝ่ายเดียว หลักธรรมนี้มีหลายนัยยะ
นัยยะแรกมี 7 ประการ ได้แก่ 1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ 2) พร้อมเพรียงกันประชุม 3) ไม่ล้มล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ 4) เคารพภิกษุผู้ใหญ่ 5) ไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหา 6) ยินดีในเสนาสนะป่า 7) ตั้งสติระลึกถึงเพื่อนพรหมจารี
นัยยะอื่น ๆ ที่นำไปสู่ความเจริญและป้องกันความเสื่อม ได้แก่
· คุณธรรมในตน 7 ประการ: เช่น ไม่ยินดีการคุย, ไม่ปรารถนาลามก, ไม่คบมิตรชั่ว
· อริยทรัพย์ 7: เช่น ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, สติ, ปัญญา
· โพชฌงค์ 7: เช่น สติ, วิริยะ, สมาธิ, อุเบกขา
· สัญญา 7: เช่น อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, อสุภสัญญา
· สาราณียธรรม 6
หากรักษาธรรมเหล่านี้ไว้ได้ ความเสื่อมจะไม่ปรากฏขึ้นเลย แต่จะมีความเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ [6842-3d]
ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติคือธรรมที่บ่มให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมะที่กล่าวไว้ในส่วนของอถกถา ประกอบด้วยธรรม 5 หมวด หมวดละ 3 อย่าง รวมเป็น 15 อย่าง ได้แก่
นัยยะแรกคือนัยยะของอินทรีย์ 5 ดังนี้
ศรัทธา คือความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แก่ 1)ไม่เสพ คบ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา 2)ให้เสพ คบ บุคคลผู้มีศรัทธา 3)พิจารณาตามนัยยะสัมปสาทนียสูตร
วิริยะ คือความเพียรในการละความชั่วและทำความดีได้แก่ 1)ไม่เสพคบบุคคลผู้เกียจคร้าน 2)เสพคบเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีความเพียร 3)พิจารณาตามสัมมัปปธานสูตร
สติ คือความระลึกรู้เท่าทันกายและใจได้แก่ 1)ไม่คบบุคคลผู้มีสติหลงลืม 2)ให้คบเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น 3)พิจารณาสติปัฎฐาน4
สมาธิ คือความมีจิตตั้งมั่นได้แก่ 1)ไม่คลุกคลีกับบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคง 2)ให้คบหา นั่งใกล้กับบุคคลที่มีใจมั่นคง 3)พิจารณาฌานและวิโมกข์อยู่เป็นประจำ
ปัญญา คือความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะความเกิด-ดับ เพื่อชำระล้างกิเลสได้แก่ 1)เว้นการคบหากับผู้มีปัญญาทราม 2)ให้คบกับผู้มีปัญญา มีแนวโน้มที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆได้ 3)พิจารณาญาณจริยาการบำเพ็ญญาณอันลึกซึ้ง
และยังมีธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตตินัยยะที่ 2 คือสัญญา 5 ได้แก่ อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนัยยะที่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ กับ พระเมฆิยะคือ การมีมิตรดี ความสำรวมในศีล ความเป็นผู้ขัดเกลาอย่างยิ่ง ความปรารภความเพียร และปัญญาอันเป็นไปในส่วนแห่งการตรัสรู้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.