7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

40 Episodes
Subscribe

By: ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

✂️ Turn this podcast into clips
จิตกับใจ [6940-7q]
จิตกับใจ [6940-7q] episode artwork
#40
Last Saturday at 9:00 PM

Q: จิตกับใจแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?

A: แยกพิจารณาทำความเข้าใจความหมายของ ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ และจิต, “ใจ (มโน)” คือช่องทาง เป็นช่องทางของสิ่งที่เป็นนามทั้งหมด เช่น ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ เรียกตรงนี้ว่า “ธรรมารมณ์” รับรู้ได้ผ่านทางช่องทางใจ เช่นเดียวกับ หูเป็นช่องทางของเสียง ตาเป็นช่องทางของภาพและการที่จะรับรู้ได้ ต้องมี “วิญญาณ” ซึ่งวิญญาณก็จะมีตามช่องทาง เช่น ช่องทางหูจะรับรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ธรรมารมณ์ก็เป็นนามอยู่ในช่องทางใจ รับรู้ธรรมารมณ์ได้เพราะมโนวิญญาณ “จิต” ทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจ


เพราะฉะนั้น ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ จิต จึงเป็นคนละอย่างกัน ในขันธ์ 5 แบ่งเป็น รูปขันธ์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นามขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นามส่วนที่เป็นความรู้สึก เรียกว่า “เวทนาขันธ์” นามส่วนที่เป็นความหมายรู้ เรียกว่า “สัญญาขันธ์” นามส่วนที่เป็นการปรุงแต่ง เรียกว่า “สังขารขันธ์” นามส่วนที่เป็นการรับรู้ เรียกว่า “วิญญาณขันธ์” จิตจึงจัดอยู่ในวิญญาณขันธ์ เพราะผู้ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือจิตเท่านั้น


Q: เคยฟังเทศน์ฯ ว่า "ให้วางจิตลงไป ให้เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว"

A : การวางจิตลงไป ไม่เพลินไปตามธรรมารมณ์คือมีสติ พอเราหายใจเข้าเอาจิตตั้งไว้ตรงนั้น สังเกตดูลม ผู้ที่มาสังเกตดูลมคือจิต วิญญาณคือการรับรู้ จิตก็ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ ตัวรู้ ผู้ที่ไปรับรู้หมายถึงจิต จิตเข้าไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจคือมโนวิญญาณ พอมีสติไม่เพลินแล้วจะเหลือตัวรู้ คือ “จิต”


Q: การจำแนกประเภทของมนุษย์

A : สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ ทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมได้ มนุษย์ก็มีการเกิดหลายครั้ง ครั้งแรกเกิดมาจากครรภ์แม่ ครั้งที่สองคือการเกิดมาเป็นคนดี และหากบรรลุโสดาบันนั่นเป็นการเกิดมาในอริยชาติ ซึ่งเราจะเกิดในอริยชาติได้นั้น ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เอาชนะกิเลสด้วยอินทรีย์ 5 [6939-7q]
เอาชนะกิเลสด้วยอินทรีย์ 5 [6939-7q] episode artwork
#39
09/26/2026

Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?

A: ท่านใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือ, เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือปัญญา เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ สติ, สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ และสมาธิจะเพิ่มได้ก็ต้องเพิ่มสติ ด้วยการสังเกตดูจิตของเรา และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ ศีล ซึ่งเราจะมีศีลได้ เราก็ต้องมีศรัทธา


Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาด ได้หรือไม่?

A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ”, การลงมือทำคือ “ความเพียร” พอเรามีสัมมาทิฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค ก็จะมาทั้งหมด


Q : สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?

A: ให้เราโยนิโสมนสิการ ตามระบบของ “อริยสัจสี่” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวชท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่ แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”


Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส

A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส อาศัยหลักธรรมคือ “อินทรีย์ 5” ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา โดยเริ่มจากศรัทธา มีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือวิริยะ วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคือ อย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปมขัดแย้งในการพิจารณามรณสติ [6938-7q]
ปมขัดแย้งในการพิจารณามรณสติ [6938-7q] episode artwork
#38
09/19/2026

Q: ขอรายละเอียดการเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ สี่สังเวชนียสถาน

A: การไปสังเวชนียสถานสี่ จุดประสงค์คือ “การเข้าถึงความจริง ให้รู้แจ้งด้วยปัญญา ด้วยการเดินทาง” เราจะเดินทางไปยังสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานและสถานที่ที่ท่านแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ท่านที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ panya.org หรือ Line Official: @panya84000

 

Q: ขอทราบแนวทางในการพิจารณามณสติ ที่ทำให้เหตุความขัดแย้งในใจหมดไป

A: แนวทางในการแก้ เปรียบดังเราเป็นแผลตรงไหนก็ต้องใส่ยาตรงนั้น เรายึดตรงไหนเราก็ต้องละตรงนั้น โดยให้เราเข้าใจและพิจารณาให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องมรณสติ ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่าความตายเกิดขึ้นได้ง่ายและพิจารณาว่าบาปอกุศลกรรมอันใดเรายังมีอยู่ไหม เพื่อที่ว่าพอเราตายไป เราจะยังเป็นผู้ที่ไปนรกได้ หากยังมีอยู่ ให้เร่งทำกุศล ทำความดี ความยึดติดนั้นเป็นอกุศลอย่างหนึ่ง การที่เรายึดติดในลูก ความยึดถือนั้นคือเหตุแห่งทุกข์ พอความยึดถือไปติดอยู่กับอะไร สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์ของเรา เราจึงควรฝึกปล่อยวาง สร้างกุศล ซึ่งกุศลในที่นี้ คือ ความอดทน ความขยัน และความมีเมตตา ทำเพื่อลูกด้วยความอดทน ด้วยความขยัน มีเมตตาต่อลูก จะทำให้เรามีความสุข ซึ่งต่างจากที่เราไปยึดถือลูก ให้เราระลึกไว้เสมอว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม เราเองก็จะตาย ก็จะเป็นไปตามกรรม ลูกเราก็เหมือนกัน สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน กรรมดีก็มีกรรมชั่วก็มี พอเราเห็นไปตามจริง เราก็จะปล่อยวางได้ 

 

Q: ขอธรรมะเมื่อป่วยเป็นโรคร้าย อยู่อย่างไรให้ผาสุก

A: ควรพิจารณา “มรณสติ” หากเรายังมีบาปอกุศลอยู่ให้รีบละ หากกังวลแสดงว่ายังมีความยึดถืออยู่ กังวลตรงไหน ยึดถือตรงไหน ตรงนั้นจะเป็นจุดที่เราจะวางได้ เพ่งพิจารณาดู ว่าเรากลัวอะไร กังวลอะไร เริ่มจาก

1. พิจารณา “สิ่งของ” ว่า สิ่งของนั้น พอเราตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้

2. พิจารณา “คน” เรายังห่วง ยังกังวลใครคนไหนหรือไม่ ถ้ายังห่วง ยังกังวล ให้พิจารณาว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

3. พิจารณา “กายตน” ว่า กายนี้เป็นของเสื่อมเป็นธรรมดา”


พิจารณาทั้ง 3 ข้อนี้ เนือง ๆ อินทรีย์เราจะแก่กล้าขึ้น เราจะอยู่ได้ด้วยความปิติปราโมทย์ สำหรับผู้ที่เคยทำสมาธิมาให้ระลึกถึงสมาธิ คุณของเนกขัมมะที่เคยได้ จิตจะสงบลง ๆ แยกกายแยกจิตได้ หรือระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขอให้เราได้ส่วนหนึ่งในความดีในคุณข้อนี้ของท่าน สมาธิเราก็จะดีขึ้น  

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา [6937-7q]
เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา [6937-7q] episode artwork
#37
09/12/2026

Q: คำว่า "เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา" คืออะไร ?

A: “การเห็นเวทนาในเวทนา” เวทนาคือความรู้สึกไม่ใช่ความคิด มี 3 แบบคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา การเห็นเวทนาในเวทนาคือการเห็นเวทนาทั้งหลายแบบมีสติ คือไม่เพลินไปในเวทนา คนที่มีสติจะทุกข์กายอย่างเดียวไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนที่เพลินไปในเวทนาจะกำหนดเพลิดเพลินเกลียดชังในทุกขเวทนา ยินดีในสุขขเวทนา จะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง ในอทุกขมสุขเวทนา ทุกข์ทั้งกายและใจ


เวทนาทั้ง 3 แบบนี้ ยังมีทั้งแบบมีอามิสและไม่มีอามิส เวทนาภายนอก เวทนาภายใน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดเวทนา เห็นความเกิดขึ้นเห็นความเสื่อมไป เวทนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ จะเหลือเพียงสติที่ตั้งอยู่ เป็นสติที่เพียงอาศัยว่ารู้ นี่คือเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย


“การเห็นจิตในจิต” ทักษะคือสติเหมือนกัน แต่เห็นในคนละสิ่งกัน ในที่นี้คือจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็ต้องรู้ชัด คือไม่เพลิน ถ้าเราโกรธแต่เรามีสติ รู้ว่าเราโกรธ แต่อาจจะยังละความโกรธไม่ได้ ส่วนคนที่เพลินไปในความโกรธ จิตจะไม่มีสติ ไม่รู้ชัด ไม่สังเกตจิตตัวเอง มุมมองของคนที่มีสติกับคนที่เพลินจึงต่างกัน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติรู้ชัด ในการเห็นราคะ โทสะ โมหะ รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตอื่นที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตกว้างขวาง รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่ นอกจากการที่มีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านแล้ว ยังมีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น มีจิตภายใน จิตภายนอกด้วย 

 

Q: ขอคำอธิบายมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร

A: “มิจฉาสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นหรือสมาธิที่เกิดขึ้นจากมิจฉาทิฎฐิ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น ความเชื่อที่ว่าสมาธิทุกอย่างดีหมดหรือสมาธิต้องไม่คิดอะไร สมาธิต้องนั่งนิ่งเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสมาธิอาจถูกนำไปใช้ในทางอกุศลได้ เช่น การมีสมาธิแน่วแน่เพื่อวางแผนปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น อันมีรากฐานมาจากมิจฉาสติและการระลึกที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ สติกับสมาธิเป็นคนละอย่างกัน โดยสติสามารถเกิดร่วมกับความฟุ้งซ่านและอกุศลได้ เมื่อเรามีสัมมา มาถูกต้อง คือมีกิเลสลด สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังวิปัสสนูปกิเลสที่อาจฉวยโอกาสทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมหรือมีญาณพิเศษ การปฏิบัติจึงต้องศึกษาปริยัติควบคู่ไปพร้อมกับการตรวจสอบเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์หรือผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความหลงทาง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6936-7q]
สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6936-7q] episode artwork
#36
09/05/2026

Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหา จริงหรือไม่?

A: เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว เราจะไม่ทุกข์

 

Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล

A: อาสวะคือสิ่งสะสม การที่เรามีผัสสะที่เข้ามากระทบแล้วกระตุ้นให้เราแสดงออกมา เช่น ด่าคน พยาบาท คิดร้าย แต่เราไม่ทำแบบเดิม เราไปตามทางใหม่ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ด่าว่า ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย อาสวะเก่าที่ถูกกระตุ้นให้ทำแบบเดิมจะหลุดออกทันที และเป็นอาสวะเก่าที่หลุดออก ไม่ใช่อาสวะใหม่ที่พอกพูนเข้ามา

 

Q: การมีปีติสงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?

A: สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ สมาธิมี 9 ขั้น สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ในส่วนของไม่ยินดียินร้าย น่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา

 

Q: ฝึกที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำต้องพูด เป็นอย่างไร?

A: สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย และต้องคิดก่อนพูด ว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ แล้วจึงพูด

 

Q: เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก?

A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอด อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้ นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอด ตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้

 

Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?

A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรม ซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้ หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้

 

Q: ขันติกับอุเบกขา ต่างกันอย่างไร?

A: ขันติคือความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์ ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปล่อยวางแก้ผูกเวร [6935-7q]
ปล่อยวางแก้ผูกเวร [6935-7q] episode artwork
#35
08/29/2026

Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?

A: ศีลคือความเป็นปกติ ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะรักษาศีล แล้วก็ทำได้เลย หากศีลเราด่างพร้อย ก็ให้ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เราทำไปแล้วได้ หากยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ ก็ให้เริ่มจากข้อที่เราทำได้ แล้วค่อยขยายไปข้ออื่น เพื่อให้เรามีกำลังใจ ทำไปจนกว่าจะเป็นปกติ

 

Q: เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?

A: “อโหสิ” ภาษาบาลี แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ในทางคำสอน ไม่มีคำว่าเจ้ากรรมนายเวร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เราจึงไม่ควรไปผูกเวรกับใคร ไม่ควรไปกังวลใจ เราควรหันมาทำความดี สร้างบุญกุศล และรักษาจิตของเราให้ดี

 

Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา?

 A: ให้ดูที่ “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าคือศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เทวทูตจากการเกิด [6934-7q]
เทวทูตจากการเกิด [6934-7q] episode artwork
#34
08/22/2026

Q: ในคำสอนนี้มีบทอธิษฐานขอบุตรหรือไม่?

A: มีกรณีนางสุชาดาที่รักษาศีล 8 ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความดี ด้วยการรักษาศีล แล้วเธอก็ได้ดังที่เธออธิษฐานไว้ เพราะฉะนั้น หากมีลูกแล้ว จากเราที่เคยทำไม่ดี แล้วหันมาทำความดี ลูกก็เปรียบเหมือนเทวทูตว่า “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเกิดไปไม่ได้” เราควรจะเร่งทำความดี นั่นคือกุศลธรรมเกิด เพราะฉะนั้น การเกิดที่ประกอบด้วยกุศลธรรม ถือว่าการเกิดนั้นดีงาม

 

Q: ในนิทานธรรมบทมีกล่าวถึงหญิงตั้งครรถ์ที่รักษาศีลแปดหรือไม่ และรักษาศีลมีผลดีอย่างไรในช่วงนี้?

A: ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อนิพพาน ใครที่รักษาศีล ดีหมด และไม่ใช่แค่รักษาตัวเอง ถ้าเรามีลูก ลูกเราก็ได้อานิสงส์ผลบุญด้วย

 

Q: ทำอย่างไรให้มีสติสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน เลิกแบกโลกไว้ทั้งใบ?

A: การผิดศีล มีอานิสงส์คือความร้อนใจ ความร้อนใจนี้แก้ได้ด้วยการรักษาศีล การปฏิบัติตามมรรค 8 แต่หากเราไม่ได้ผิดศีลแต่เราร้อนใจ ความร้อนใจนั้นเป็นโมหะ เพราะฉะนั้น ให้เราทำตามมรรค 8 สร้างเหตุแห่งการเกิดขึ้นของความดี มีสมาธิ เราจะกำจัดความร้อนใจได้ โดยให้ระลึกถึงความดีของเรา แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ด้วยความดีนี้ ขอสิ่งนี้ (ในที่นี้คือสมาธิ) จงเกิดแก่ฉัน

 

Q: อยู่คนเดียวรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง ควรแก้ไขความรู้สึกนี้อย่างไร?

A: ให้พิจารณาว่า “มุมมองไหนที่ให้กิเลสเกิด มุมมองนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มุมมองไหนที่ทำให้กิเลสลด มุมมองนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ” การที่รู้สึกโดดเดี่ยวอาจเพราะเราไม่มีเป้าหมาย เราต้องมีทิศทางมีเป้าหมายที่จะให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา ทิศทางนั้นคือนิพพาน เป้าหมายคือการพ้นทุกข์ เมื่อเรามีเป้าหมายมีทิศทางแล้วเราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรารู้ว่ายังมีคนอื่นที่ปฏิบัติเหมือนเราและเดินไปในเส้นทางเดียวกัน

 

Q: อาหารที่ตั้งใจทานเองแต่เปลี่ยนใจเลือกระหว่างถวายพระหรือนำไปฝากมารดา อานิสงส์ต่างกันอย่างไร?

A: การให้เป็นการสละออก เราศรัทธาตรงไหนก็ทำตรงนั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6933-7q]
กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6933-7q] episode artwork
#33
08/15/2026

Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรม

A: เมื่อเราฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปทำนำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะคือความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมา และเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ

 

Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

A : ท่านได้สอนไว้ถึงการแบ่งจ่ายทรัพย์ “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐีได้ด้วย 

 

Q: มีความรู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต จะต้องทำจิตอย่างไรดี?

A: “เบื่อเซ็ง” เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง จะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เหตุเกิดจากเรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ “เบื่อหน่าย” มาจากคำว่า นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนด ในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยงเกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้นๆ นั่นเอง 

 

Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ชีวิต (คู่ครอง) ที่ดี

A: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา คือ ศีลต้องเสมอกับเรา


Q: ประเด็นเรื่องการทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด

A: ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ยอมรับผิด เช่นนี้คือไม่มีปัญญา เพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ในอริยสัจ4 ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่า “ทุกข์” มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้และยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตตัปปะเราก็ต้องแก้ตรงนี้ เราต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป

 

Q: การใช้แอปแต่งรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่?

A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือไม่

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ชีวิตกับธรรมในยุคไฮเทคโนโลยี  [6932-7q]
ชีวิตกับธรรมในยุคไฮเทคโนโลยี  [6932-7q] episode artwork
#32
08/08/2026

Q: กรรมอะไรที่ทำให้เกิดเป็นผู้หญิง?

A: ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็เพราะกรรม ไม่ว่าจะเกิดเป็นหญิงหรือชายก็เพราะกรรม การที่เราไม่พอใจเพศสภาพในปัจจุบัน อาจเพราะมีปมค้างคากันมา ในที่นี้จึงเรียกว่าเป็นกรรมที่เราอาจจะได้ทำมา ท่านเปรียบไว้ดัง เกลือละลายในน้ำ เกลือคือบาปที่เราได้ทำไปแล้ว น้ำคือความดี เราสามารถเลือกที่จะทำความดี เพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นได้ ทำความดีในปัจจุบัน เพื่อให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

 

Q: เราจะดำเนินชีวิตได้ดีได้อย่างไรในยุคเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียนี้?

A: ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรที่ผ่านเข้ามา คนก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านได้ให้เครื่องมือไว้คือ “มรรค 8” ให้เราฝึกสติให้มีกำลัง เพื่อที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อมรรค8 เพื่อให้สติมีกำลัง ไม่เผลอเพลินไปตามสื่อโซเชียลและไม่ตกเป็นทาสของมาร

 

Q: หลังความตาย อนาคามีอยู่อย่างไร?

A: “อนาคามี” หมายถึง ผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก แต่จะไปเกิดในชั้นสุทธาวาสพรหม อยู่กันด้วยสมาธิ มีแต่สุข ไม่มีทุกข์มารบกวน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


สิ่งที่ควรทำก่อนตาย [6931-7q]
สิ่งที่ควรทำก่อนตาย [6931-7q] episode artwork
#31
08/01/2026

Q: ฆ่าพ่อแม่ด้วยเจตนากับบันดาลโทสะหรือเพราะความประมาท ได้รับผลกรรมต่างกันหรือไม่อย่างไร?

 A: ท่านอุปมาดังรอยกรีดบนพื้นน้ำ รอยกรีดบนพื้นทราย และรอยกรีดบนพื้นหิน บาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่เจตนา การฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์นั้นเป็น “อนันตริยกรรม” คือ กรรมที่หนักที่สุด

 

Q: ผู้ที่ทรมานด้วยโรคร้ายมานาน พอถึงแก่กรรม บ้างก็ว่าหมดกรรม บ้างก็ว่าสิ้นบุญ อย่างไหนถูกต้อง?

A: สิ่งที่สำคัญคือ ตายแล้วไปไหน ถ้าการตายแล้วไปนรก นั่นไม่ดี แต่หากตายแล้วไปสวรรค์หรือหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง การตายนั้นดีแน่ ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้นได้ประกอบอะไร

 

Q: อาชีพขอทาน รายได้ดี นำเงินที่ได้มาตักบาตร สร้างบุญ อยู่เสมอ ขอทานผู้นั้นจะได้ผลบุญเท่ากับคนมีอาชีพทั่วไปหรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้ มีศรัทธา มีศีล มีสัมมาอาชีวะ หรือไม่ ทำบุญในเนื้อนาบุญหรือไม่ ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญหรือไม่ ผลที่ได้ก็จะต่างกันออกไป

 

Q: บางคนอธิษฐานอยากได้บุตร แต่ก็ไม่ได้ หรือได้แล้วแต่ไม่ตรงตามที่หวัง เป็นเพราะอะไร?

A: ปัญหาอยู่ที่ความอยาก ความอยากคือตัณหาเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีความอยาก เราจะไม่ทุกข์

 

Q: ที่ว่าบุตรชายคล้ายแม่ บุตรสาวคล้ายพ่อ มักไม่อาภัพจริงหรือ?

A: อาภัพหรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเกิดมาแล้วจะไปสว่างหรือไปมืด

 

Q: บาปไหม? ถ้าไม่รักษาคำพูด

A: เทียบเคียงกับพระสูตรข้อมิจฉาวาจา หากคำพูดตอนนั้น ไม่มีเจตนาหลอกลวง แกล้งกล่าวเท็จ ไม่ถือว่าผิดหรือบาป เพราะทุกคำพูดเป็นคำจริง แต่พอกาลเวลาล่วงมา ไม่สามารถรักษาคำพูดไว้ได้เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเป็นโทษของวัฎฎะ


Q: การแผ่เมตตาต่างจากการกรวดน้ำอย่างไร?

A:กรวดน้ำเป็นกิริยาทางกาย การแผ่เมตตาเป็นกิริยาทางใจทั้งสองอย่าง ที่สำคัญคือ จิตที่ตั้งไว้ด้วยดี มีเมตตา

 

Q: บวชแบบไม่ต้องจัดงานอะไรเลยได้ไหม?

A:สิ่งที่ต้องมีคือ มีบาตร จีวร หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป อนุศาสนาจารย์ และมีพิธีบวชคือ มีอุปัชฌาย์แล้วต้องกล่าวคำนี้ หมู่สงฆ์รับรอง แล้วจบ สิ่งอื่นที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่จำเป็น

 

Q: จริงหรือที่ว่า "เบียดก่อนบวช" พ่อแม่จะได้บุญน้อยกว่า?

A: พระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานมีลูกก่อน แล้วค่อยมาบวช สำคัญอยู่ที่การกระทำ ว่าบวชแล้วทำอะไร

 

Q: พระทุกรูปเชื่อว่าผีมีจริงใช่ไหม?

A: ไม่ใช่ทุกรูปที่จะมีสัมมาทิฏฐิ

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปลงความยึด เข้าใจเหตุ [6930-7q]
ปลงความยึด เข้าใจเหตุ [6930-7q] episode artwork
#30
07/25/2026

Q: อะไรคือปลง

A: คำว่า "ปลง" ในภาษาไทย หมายถึง การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป หรือ นำมาใช้หมายถึงการปล่อยวาง ส่วนในทางพุทธศาสนา หมายถึง “ละ|ปหานะ” คือ กำจัดทิ้งเสีย ใช้กับกิเลส ตัณหาและสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ได้ใช้กับทุกข์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นในชีวิตทั้งเหตุการณ์และความยึดถือจะเกิดขึ้นคู่กัน แต่หน้าที่ที่เราต้องทำต่างกัน เหตุการณ์เป็นสิ่งที่ต้องรอบรู้ คือทำความเข้าใจ ยอมรับ และต้องอยู่กับมันให้ได้ ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ส่วนความยึดถือต้องละ


ทั้งนี้ การปลงที่แท้จริงไม่ใช่ความ "เบื่อ" คือเบื่อสิ่งนี้แล้วย้ายไปยึดถือสิ่งอื่น แต่เป็นความ "หน่าย" เป็นลักษณะที่ว่า เป็นผลของการเห็นตามความเป็นจริง ผลของการเกิดขึ้นของความหน่ายคือ จะคลายกำหนัด ที่เกิดจากการเห็นตามความเป็นจริงในความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ทำได้ด้วยการปฏิบัติตาม "มรรค 8" เริ่มจากการมีศีล มีศรัทธา ฝึกสติ ไม่เพลินไปตามอารมณ์ จนเกิดสมาธิและปัญญา ดังนั้นความทุกข์ที่เข้ามาในชีวิต จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องวิ่งหนี แต่เป็นจุดที่ให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาจิตใจ เมื่อเรากำจัดทุกข์นั้นได้ ทุกข์นั้นก็จะไม่กลับมาทำร้ายเราได้อีก

 

Q: เหมือนการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่?

A : ถ้าจะเข้าใจว่า จากทุกข์แล้วพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกลายเป็นสุขขึ้นมา นั้นไม่ใช่อย่างนั้น หากแต่หมายถึงการเกิดปัญญาและการมีคุณธรรมที่สูงขึ้น จากการเจริญมรรค 8 แม้ความทุกข์จะยังคงอยู่ แต่จิตใจเรามีปัญญาและคุณธรรมยกที่สูงขึ้น เราก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์

 

Q: ทำอย่างไรจะไม่คิดลบ

A : เมื่อเผลอคิดลบ ให้ตั้ง "สติ" กำหนดสติไว้ให้ดี ระลึกถึงศีล ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเมื่อรู้ตัวแล้ว อย่าโทษตัวเองว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เพราะจะเปิดโอกาสให้นิวรณ์เข้ามาแทรก เพียงหมั่นรู้ทันและดึงสติต่อเนื่อง สติจะมีกำลัง เราจะหยุดความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


กับดักของความอยาก [6929-7q]
กับดักของความอยาก [6929-7q] episode artwork
#29
07/18/2026

Q: ขอคำแนะนำให้กับคนที่มีความเครียด กดดัน มีอาการซึมเศร้า

A: หากเรามีความอยากที่มากเกินไป นั่นคือตัณหา ความเพียรที่ไม่มีความอยาก คือการทำไปตามเหตุ เช่น เราจะทำได้ยังไง ควรวางแผนอย่างไร ด้วยอิทธิบาท 4 โดยใส่สติลงไปในการงาน มีสมาธิเป็นปธานกิจ ทำงานไปตามเหตุ และเพิ่มความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน มีความสามัคคี งานนั้นจะสำเร็จได้

 

Q: การใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่เลือกรับของในบาตร จะได้บุญหรือไม่?

A: ได้บุญ เพราะเราตั้งจิตไว้แล้ว และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น เราควรตั้งจิตไว้ว่า “เราถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งจิตว่าจะถวายพระอริยะเจ้าทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปนี้ เป็นตัวแทนในการรับ” พอเราตั้งจิตไว้ถูก บุญที่ได้จะมาก 

 

Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราภาวนาเป็นหรือไม่เป็น?

A: การภาวนาคือการพัฒนา เป็นการทำให้เจริญ เมื่อเราภาวนาต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ท่านได้พูดถึงกำลังของพระเสขะที่ประกอบไปด้วยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา การที่เรานั่งสมาธิแม้จะยังไม่ได้สมาธิ แต่เราก็ได้ความเพียร ความเพียรก็มาจากศรัทธา เรามีศรัทธามีความเพียร เกิดการลงมือทำจริง ความเพียรเราก็เพิ่ม ศรัทธาเราก็เพิ่ม ให้เราฝึกฝนทักษะจะพัฒนาก้าวหน้าได้

 

Q: มีวิธีการจัดการกับความอิจฉาริษยาอย่างไร?

A: ใช้คุณธรรมคือมุทิตา แปลว่า ความยินดีที่เขามีความสุข ยินดีที่เขาได้ความสำเร็จ 

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


สมาธิแบบมองมุมกลับ [6928-7q]
สมาธิแบบมองมุมกลับ [6928-7q] episode artwork
#28
07/11/2026

Q: จุดของการทำสมาธิแบบมองมุมกลับ Inversion อยู่ที่ตรงไหน? 

A: การพิจารณาตรงนี้อยู่ในส่วนของวิปัสสนา จิตต้องมีสติและสมาธิแล้วจึงพิจารณา คิดด้วยสติสัมปชัญญะคือจำลองสถานการณ์ เพื่อที่ว่าเมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจแล้ว เราจะมีสติมีสมาธิได้ ไม่เพลินไปกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น

 

Q: กังวลใจกลัวการมองไม่ดีจากคนรอบข้าง ควรทำอย่างไร?

A: ความกังวลเกิดจากอุปาทานความยึดมั่นในตัวตน วิธีแก้ไข คือ 1) มองเห็นเป็นอนัตตาว่าเราจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนอื่น และ 2) วางใจเป็นอุเบกขา แผ่เมตตา ไม่คิดร้ายต่อเขา แล้วมุ่งมั่นทำความดีต่อไป เราจะข้ามเรื่องนี้ได้

 

Q: ขอทราบข้อมูลการสมัครเข้าปฏิบัติธรรม

A: สถานที่ “วัดภูทอก” จ.บึงกาฬ จัดระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 6 ธ.ค. 69, “อาศรมมาตา” จ.นครราชสีมา จัดระหว่างวันที่ 1 พ.ค.70 – 9 พ.ค. 70, “ยุวพุทธิกสมาคม” (รอแจ้ง) โดยท่านผู้ฟังที่สนใจเข้าคอร์สปฎิบัติธรรม สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์และติดตามข่าวสารได้จากทางรายการ

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


นิพพานกับความตาย [6927-7q]
นิพพานกับความตาย [6927-7q] episode artwork
#27
07/04/2026

Q: เมื่อคิดฟุ้งซ่านเวลาเดินจงฺกม

A: อานิสงส์ของการเดินจงกรม คือ สมาธิที่ได้จากการเดินตั้งอยู่ได้นาน เวลาเดินให้เรากำหนดหมายเดินไปเดินกลับ ถ้าเราคิดฟุ้งซ่านก็ดึงสติกลับมา ไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน

 

Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการคันตามตัว?

A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1) ทุกขาปฏิปทา เอาจิตจดจ่อ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น และ 2) สุขาปฏิปทา คือ ไม่เอาใจใส่ไปในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป ทั้งนี้ การที่เราจะวางได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ว่าแก่กล้าหรืออ่อน

 

Q: เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?

A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทาหรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อย ๆ ปิติจะดับไป

 

Q: จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป?

A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้

 

Q: ฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?

A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1) ศรัทธา 2) หิริ 3) โอตตัปปะ 4) ความเพียร 5) ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อย ๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำมี 3 อย่าง คือ การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง

 

Q: ความตายและนิพพานเป็นคนละอย่างกัน

A: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย

 

Q: มีธรรมะข้อใดที่ทำ ให้ไม่ฝัน

A: ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า “เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้บาปอกุลศ กรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย” จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง การแผ่เมตตา อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข

 

Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลง

A: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ขอจง [6926-7q]
ขอจง [6926-7q] episode artwork
#26
06/27/2026

Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?

A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง

 

Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?

A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น

 

Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?

A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล

 

Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?

A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก

 

Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?

A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ”

 

Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32

A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว

 

Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่?

 

A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย

Hosted on Acast. See


ทานกับมูลค่า [6925-7q]
ทานกับมูลค่า [6925-7q] episode artwork
#25
06/20/2026

Q: ปัจจัยกับบุญ

A: เรื่องปัจจัยกับบุญไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุข


Q: เพศกับการเข้าวัด

A: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทา


Q: ความเพียรกับสมาธิ

A: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้

 

Q: มารผู้ล้างผลาญความดี

 

A: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8, เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย

 

Q: ชั้นของสมาธิ

A: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอนจะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน

 

Q: ทรงญาณ

A:โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณหมายถึงปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา

 

Q: สมาธิก่อนตาย

A: เราควรมีสมาธิตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เลือกสัมมาดีกว่ามิจฉา [6924-7q]
เลือกสัมมาดีกว่ามิจฉา [6924-7q] episode artwork
#24
06/13/2026

Q:การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

A : "มิจฉาสมาธิ" เริ่มจากการมีมิจฉาสติ คือการที่จิตไปจดจ่อระลึกถึงแต่เรื่องไม่ดี คิดเบียดเบียนผู้อื่น แล้วเกิดความรู้สึกสะใจหรือพึงพอใจแบบผิด ๆ จนจิตรวมเป็นสมาธิในทางอกุศล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ "สัมมาสมาธิ" ที่เกิดจากการระลึกถึงสิ่งดีงาม จนจิตใจสงบและอิ่มเอิบ ผู้ที่หลงไปในทางมิจฉาสมาธิจะยิ่งเดินออกห่างจากนิพพานและตกเป็นทาสในห่วงโซ่อำนาจของมาร ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญสัมมาสมาธิ ตามหลักทางสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางแห่งการพึ่งพาตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้ใด และเป็นเส้นทางอันปลอดภัยที่มารไม่สามารถมองเห็นหรือเข้ามาครอบงำเราได้

 

Q:การตั้งใจนั่งสมาธิแล้วกลายเป็นมิจฉาสมาธิมีหรือไม่?

A : มี/ เป็นพวกองค์กร ที่มีวิธีการฝึกในแบบของเขา มีพิธีกรรมเฉพาะ พวกนี้เป็นวิชามารอย่าไปฝึก

 

Q: ผู้นำควรมีลักษณะอย่างไร?

A : ตามหลักธรรม ลักษณะของผู้นำสามารถแบ่งได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่

1) การเป็นแบบอย่างที่ดี คือมีคุณธรรมในสิ่งที่ผู้อื่นขาดแคลน เช่น มีความมั่นใจในยามที่ผู้อื่นลังเล เสียสละเมื่อผู้อื่นเห็นแก่ได้

2) การมีพรหมวิหาร 4 คือ ต้องมีเมตตาและกรุณาควบคู่ไปกับอุเบกขา รู้ว่าเรื่องใดควรช่วยเหลือ เรื่องใดต้องเด็ดขาด และรู้จักปล่อยวางโดยไม่จำเป็นต้องจับผิดในทุกเรื่อง

3) การใช้หลักสังคหวัตถุ4 คือ รู้จักสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

Q: รู้สึกจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้นจากการฟังนิทานพรรณา

A: ท่านผู้ถามใช้ธรรมเป็นเครื่องมือ ทำให้ปล่อยวางได้ดี จากการฟังธรรมแล้วได้ประโยชน์ ตัวเองไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่นก็ได้ประโยชน์

 

Q: ธรรมะสำหรับผู้ที่หลอกลวงและผู้ที่โดนหลอก

A: สำหรับผู้หลอกลวง ที่ทำชั่วโดยไม่รู้สึกผิดนั้น ยากที่จะรับฟังคำสอน แต่หากเป็นการถูกบังคับให้ทำ ก็ต้องตระหนักว่าผลกรรมย่อมตกอยู่กับผู้กระทำเสมอ, ในส่วนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ควรเปลี่ยนความสูญเสียทั้งทรัพย์สินภายนอกและบาดแผลในใจให้เป็นบทเรียน เพื่อทบทวนตนเอง เพราะเมื่อใดที่ยอมรับความจริงและปล่อยวางได้ ความสูญเสียและเจ็บปวดทั้งหมดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นปัญญาในที่สุด

 

Q: ขอทราบวิธีแก้ไขเมื่อคิดวนไปวนมา

A: ให้ใช้สติ (สติปัฏฐาน 4) และความเพียร (สัมมัปปธาน 4) เป็นตัวบ่มอินทรีย์ 5 ของเรา ให้สติเรามีพลัง พอสติเรามีพลัง ก็จะทำให้เราสามารถสลัดความคิดและปล่อยวางได้รวดเร็วขึ้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เผชิญหน้ากับความกลัว [6923-7q]
เผชิญหน้ากับความกลัว [6923-7q] episode artwork
#23
06/06/2026

Q: เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?

A: เพื่อเป็น "ทางสายกลาง" ที่เรียบง่ายและต่างจากคฤหัสถ์ โดยผ้าผืนใหญ่สามารถใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ได้ทั้งนุ่ง ห่ม และปูนอน ส่วนการย้อมน้ำฝาดธรรมชาติช่วยให้สีไม่ฉูดฉาดและดูแลรักษาง่าย เพื่อตัดความกังวลเรื่องรูปลักษณ์และให้พระภิกษุโฟกัสกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

 

Q: วิธีแก้ไขจิตที่ผูกโกรธ

A: ต้องตระหนักรู้ด้วยปัญญาว่า "ความโกรธเกิดจากภายในใจเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่น" เปรียบเหมือนสนิมที่ผุดขึ้นมากัดกินเนื้อเหล็กจากข้างใน การผูกโกรธคือการเอาไฟเผาตัวเองเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรพิษที่ต้องรีบถอนลูกศรออกทันทีเพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่มัวไปสืบหาตัวคนยิง โดยให้ใช้ "กรุณา" เจริญสติหยุดใจในจังหวะที่จะคิดแก้แค้น แล้วแผ่ความปรารถนาดีให้เขาพ้นทุกข์เพื่อคืนความสงบให้ใจตนเอง

 

Q: แก้ความกลัวได้อย่างไร?

A: ความกลัว แบ่งเป็น “ความกลัวแบบสมเหตุสมผล” ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้ “ความกลัวไม่สมเหตุสมผล” เช่น กลัวความมืด, โรค phobia พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติพิจารณาใคร่ครวญไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็นจะถอนจากมันได้ แล้วเราก็จะไม่เพลินไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป

 

Q : หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับกรรมนั้นจะช่วยลดความโกรธได้หรือไม่ หรือควรวางจิตอย่างไร?

A: ให้เราอุเบกขาควบคู่ไปกับการแผ่เมตตากรุณาสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนใครทำกรรมดีไว้ก็ตามใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตามจะได้รับผลของกรรมนั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมะแก้ซึมเศร้า [6922-7q]
ธรรมะแก้ซึมเศร้า [6922-7q] episode artwork
#22
05/30/2026

Q: ธรรมะเยียวยารักษาผู้ป่วยซึมเศร้าได้อย่างไร?

A: โรคซึมเศร้าเกิดจากการหมกมุ่นในความทุกข์และยึดติดตัวตน การเยียวยาต้องใช้สัมมาสติ อย่าให้กำลังกับเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ใจ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เห็นว่าเราไม่ใช่ตัวตน เห็นด้วยความเป็นอนัตตา เพื่อดับความทุกข์ที่ต้นเหตุ

 

Q: เมื่อเราเมตตากรุณาจนเป็นทุกข์ ควรแก้ไขอย่างไร?

A: ความกรุณาเป็นสิ่งดี แต่หากมีมากเกินไปจนกลายเป็นความเศร้าโศกถือว่าเป็นอกุศลและสุดโต่งเกินไป ควรแก้ไขด้วยการมีสติสัมปชัญญะและใช้ “อุเบกขา” คอยกำกับเพื่อให้จิตกลับมาตั้งมั่นและรักษาจิตเราให้พอดีได้

 

Q: การเข้าสมาธิต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดหรือไม่?

A: การตกภวังค์เกิดจากสมาธิมีกำลังมากกว่าสติ จนตกอยู่ในความง่วงซึม (ถีนมิทธะ) ให้มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา โดยปรับสมดุลด้วยการเจริญวิปัสสนาเพิ่มขึ้น เพื่อดึงสติให้กลับมามีกำลังเสมอกับสมาธิ

 

Q: การพิจารณาควรทำอย่างไร?

A: ดูจากคิวคือเครื่องหมาย หากวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่านให้กลับมาทำสมถะ หากทำสมถะแล้วง่วงให้กลับไปวิปัสสนา แต่ถ้าจิตคลายลง ละเอียดลง สงบเย็นเอง ก็ให้ประคองความนิ่งนั้นไว้ให้ดี แล้วเราจะกลับมาพิจารณาอีกก็ได้ ค่อย ๆ ทำไปจนมันพอดี อาสวะสิ้นก็จะปล่อยวางได้หมด

 

Q: การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

A: คือการมีสมาธิจดจ่อเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เช่น ขโมยของ ปล้นธนาคาร หรือทำสมาธิโดยมีความเห็นผิด เราจะไม่ให้มีมิจฉาสมาธิ เราต้องมีศีล มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิที่แวดล้อมไปด้วยมรรคอีก 7 ประการ เมื่อเราเข้าใจถูกต้อง เราจะหลุดพ้นได้

 

Q: ภิกษุสรงน้ำได้วันละกี่ครั้ง ถวายแป้งเย็นเพื่อคลายร้อนได้หรือไม่?

A: สรงน้ำได้ตามความเหมาะสม แป้งเย็นต้องพิจารณาก่อนจะทา หากทาเพื่อที่ระงับเวทนา ก็สามารถทาได้

 

Q: ทำบุญให้คนที่รักเป็นการหวังผลหรือไม่?

A: ไม่ผิดและเป็นหน้าที่ที่ควรทำ การทำดีย่อมได้ผลดีเสมอ การสร้างเหตุที่ดีอย่างแยบคายย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีงามตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งดีกว่าการไม่ลงมือทำความดีอะไรเลย


Q: เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกคนจะมีเทวดาคุ้มครอง เทวดาจะมาอนุโมทนาและอยู่ปกปักรักษาเฉพาะผู้ที่หมั่นทำบุญทำความดีเท่านั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


พ้นเหนือบุญเหนือบาป [6921-7q]
พ้นเหนือบุญเหนือบาป [6921-7q] episode artwork
#21
05/23/2026

Q: ศีลห้าไม่ครบจะทำฌานได้หรือไม่ จะเข้าถึงธรรมได้หรือไม่?

A: สมาธิ คือ พละกำลังของจิต เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้างแต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้

 

Q: ทำอย่างไรให้ลูกสาวพูดความจริงกับพ่อ?

A: พ่อแม่ต้องมีจิตใจนุ่มนวลด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาให้กัน สอนลูกให้ตั้งอยู่ในความดี และดูแลไม่ให้เงื่อนไขทางกามมาบีบคั้นการใช้ชีวิตของลูก

 

Q: กรรมที่ทำในชาตินี้ทำไมจึงไม่ให้ผลในชาตินี้?

A: การให้ผลของกรรมมีหลายระดับและเป็นอจินไตย ขอเพียงเชื่อมั่นว่ากรรมทุกอย่างย่อมส่งผลตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน และจงตั้งมั่นดำรงตนในการทำกรรมดีต่อไป

 

Q: การฆ่าเพื่อป้องกันตัวนั้นบาปหรือไม่?

A: การฆ่าทุกชนิดถือว่าเป็นบาป แต่การผิดศีลและระดับความหนักเบาของบาปนั้นให้ประเมินที่เจตนาเป็นสำคัญ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงมีบาป ลดหลั่นไปตามเจตนานั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ผู้ไม่ร้อนใจในภายหลัง [6920-7q]
ผู้ไม่ร้อนใจในภายหลัง [6920-7q] episode artwork
#20
05/16/2026

Q: อริยบุคคลต้องบรรลุอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น จริงหรือไม่?

A: พิจารณาจาก “มนุษย์โลก” จะไม่ข้ามสมัยของพระพุทธเจ้าคือคำสอน เมื่อคำสอนหมดไป พระธาตุอันตรธานหายไป จะเข้าสู่ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็จะมีเวลาที่ให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อมาได้อุบัติขึ้น, หากพิจารณาจาก “พรหมโลก”อนาคามีชั้นสุทธาวาสนั้นมีอายุขัยยืนยาวมาก อยู่ข้ามยุคสมัยของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้

 

Q: คำสอนในแต่ละพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนเดียวกันหรือไม่?

A: สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้คือสิ่งเดียวกัน

 

Q: อนาคามีจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน พอได้ฟังธรรมขององค์พระพุทธเจ้าถัดมา มีสิทธิบรรลุธรรมต่อหรือไม่?

A: พระอนาคามีท่านพร้อมที่จะบรรลุอรหันต์อยู่แล้วและการที่ได้ฟังธรรม ก็อาจจะทำให้ท่านบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น

 

Q: คนที่ฟังธรรมอยู่เป็นประจำถือว่ามีเหตุมาจากกาลก่อนหรือไม่?

A: อานิสงส์ของการฟังธรรม เมื่อเขาเกิดเป็นเทวดา แล้วเขาได้ฟังธรรม เขาจะระลึกธรรมได้ เป็นที่มาของคำว่าบุคคลเหล่านี้เคยสร้างบารมีมาก่อน ชาตินี้จะมีการฟังธรรมปฏิบัติธรรมต่อไปอีก

 

Q: ไม่ไปปฏิบัติธรรมในคอร์ส แต่ทำเองที่บ้านได้หรือไม่ มีผลต่างกันอย่างไร?

A: การปฏิบัติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ สามารถทำที่ไหนก็ได้ ทำได้ในทุกอิริยาบถ ทำได้ทุกวัน ที่สำคัญคือนำธรรมมาใช้ นำมาทำ นำมาปฏิบัติ ทำอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาขึ้นได้

 

Q: อริยบุคคลในสมัยพุทธกาลพาตนให้รอดพ้นจากภัยสงครามได้อย่างไร และการนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน?

A: ท่านได้เคยเตือนไว้ถึงภัยในอนาคต เมื่อมีสงคราม ที่ไหนปลอดภัย อาหารหาง่าย คนก็จะมาอยู่ มีการคลุกคลีกัน ให้เราฝึกสติ สมาธิ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล และพละ 4 ประการ เพื่อที่ยามที่โลกไม่ผาสุก เราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้

 

Q: นั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?

A: ยกตัวอย่าง คนที่ปล้นธนาคาร เขาก็จะมีมิจฉาสมาธิ “มิจฉา” หมายถึงกิเลสเพิ่ม “สัมมา” หมายถึงกิเลสลด

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ไปวัดกันทำไม [6919-7q]
ไปวัดกันทำไม [6919-7q] episode artwork
#19
05/09/2026

Q: จิตกับใจต่างกันอย่างไร?

A: จิตกับใจเหมือนกัน คือเป็นนามเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ทำหน้าที่คนละอย่างกัน

 

Q: อยากให้จัดรายการต่อไป ความอยากนี้จัดเป็นกิเลสหรือไม่?

A: ต้องแยกแยะว่าเป็นความอยากแบบไหน ไม่ใช่ว่าความอยากทุกอย่างนั้นเป็นตัณหาเป็นกิเลสทั้งหมด ถ้าเป็นความอยากที่เป็นตัณหาเป็นสมุทัย จะต้องประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1) ยินดีในทางกาม 2) เป็นไปด้วยความเกิดใหม่คือความเป็นสภาวะ 3) เป็นไปด้วยความกำหนัดเพลิดเพลิน ถ้าไม่ได้เป็นไปด้วย 3 อย่างนี้ เป็นความเพียร คือกุศลเพิ่มขึ้น อกุศลลดลง

 

Q: เราไปวัดกันทำไม และการสมาทานศีลควรทำที่ใด?

A: คนโบราณมีกุศโลบาย คือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ “อุบาสกรัตนะ” ส่วนการสมาทานศีลนั้น อยู่ที่เราตั้งจิตและทำด้วยความเป็นปกติ

 

Q: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสวรรค์และพรหม?

A: สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหม แบ่งเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม นอกจากนี้หากแบ่งตามเวทนา “สวรรค์และพรหมโลก” จะมีสุขมากทุกข์น้อย “นรก” จะมีทุกข์มากสุขน้อย “มนุษย์” จะมีสุขทุกข์พอ ๆ กัน หากแบ่งตามสภาวะความเป็นอยู่ “กามภพ” จะยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม ได้แก่ นรกไปจนถึงสวรรค์ชั้น 6 “รูปภพ” คือ รูปพรหม ไม่มีกามมีแต่รูป, “อรูปภพ” คือ สภาวะที่ไม่มีรูปมีแต่ใจ สื่อสารไม่ได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปิยวาจาตามหลักสังคหวัตถุสี่ [6918-7q]
ปิยวาจาตามหลักสังคหวัตถุสี่ [6918-7q] episode artwork
#18
05/02/2026

Q: คุณพ่อเสียชีวิตขณะหลับ คนปลุกขณะนั้นจะบาปหรือไม่?

A: เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้คือเจตนา เรามีเจตนาดูแลท่าน ไม่ได้มีเจตนาอื่น ในการที่เราดูแลท่าน จนวาะสุดท้ายในอ้อมกอดเรา นั่นถือว่าเป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ให้สบายใจได้

 

Q: เมื่อยังมีชีวิต ทำความดีไว้มากแต่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย จะมีที่ไปเป็นเช่นไร?

A: พิจารณาเป็น 3 ประเด็น คือ “การฆ่าตัวตาย” การฆ่าตัวตายจะบอกว่าไปไม่ดีทั้งหมดเลยไม่ได้ เพราะในสมัยพุทธกาล มีกรณีที่พระท่านฆ่าตัวตาย ที่ไม่ก่อนไม่หลังการตายท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน, “จิตสุดท้ายก่อนตาย” หากจิตสุดท้ายไปข้องอยู่กับอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะไปอย่างนั้น, “ที่ไป” ไปตามบุญกับบาปที่เราทำ บุญกับบาปจะหักลบกลบกันไม่ได้ แต่อาจจะช่วยเหลือสนับสนุนหรือหักล้างกันในบางกรณี สิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนหรือญาติควรทำคือทำบุญอุทิศให้เขา  

 

Q: ทำบุญและอุทิศให้แด่ผู้ที่ฆ่าตัวตาย วิธีไหนได้ผลเร็ว

A: “การให้ทาน” คือการใช้สิ่งของภายนอก โดยเฉพาะเจาะจงให้กับบุคคลนั้น ใส่ชื่อเขาในการทำทานนั้น, “การรักษาศีลภาวนา” คือ เรารักษาศีล ภาวนาทำสมาธิ แล้วอุทิศให้เขา, “การแผ่เมตตา” แผ่เมตตาออกไปโดยเอาตัวเขาเป็นอารมณ์ ส่งผ่านตัวเขาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลแตกต่างกัน เราควรทำให้ครบทุกด้าน

 

Q: ปิยวาจาไม่จำเป็นต้องพูดความจริง ใช่หรือไม่?

A: ปิยวาจาหนึ่งในคุณธรรมของสังคหวัตถุ 4 คือธรรมะที่จะทำให้เกิดความสงเคราะห์กัน การพูดความจริงถ้ามันไม่เป็นปิยวาจา เราก็ไม่ควรพูด การที่เราไม่ได้พูดความจริงไม่ใช่ว่าโกหก แต่เรายังไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงกับเขาในตอนนั้น ซึ่งเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง ให้เราหาโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ ปิยวาจายังรวมในส่วนของสัมมาวาจาด้วย คือไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดให้เขาสะเทือนใจ ไม่พูดให้เขาเสื่อมศรัทธา และยังมีสังคหวัตถุ 4 คืออัตถจริยา เป็นการชี้ว่าทำแบบนี้จะดี ก็จะเป็นการให้เขาตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา ประพฤติประโยชน์ได้

 

Q: เมื่อไม่อยากผสมโรงไปกับความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?

A: ให้ดูว่าอยู่ในสถานะไหน ให้พิจารณาว่าจิตคนนั้นเขาจะรับได้ไหม ขัดเคืองไหม หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเราจะลำบากก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ให้บอกเขา แต่หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาก็จะขัดเคือง ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะลำบาก ท่านให้อุเบกขา ให้เรานิ่ง ๆ อย่าไปขัดเคืองเขา

                                                              

Q: ธรรมะข้อใดสามารถนำมาปรับใช้ได้ในผู้ที่ป่วยซึมเศร้า?

A: จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง ให้เราพาตัวเองไปออกกำลังกาย ไปหาเพื่อน พาตัวเองออกจากจุดนั้น ไปทำอย่างอื่น พอเราไม่คิดถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง หรือฝึกสติ พิจารณาว่าความเสียใจมันไม่ได้มีอยู่ตลอด ให้เห็นว่าความเศร้ามีมาแต่มันก็มีดับไป พอเห็นตรงนี้บ่อย ๆ เราก็จะแยกแยะและออกจากความคิดนั้นได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for m


ปัญญาเครื่องตัดตัณหาและอวิชชา [6917-7q]
ปัญญาเครื่องตัดตัณหาและอวิชชา [6917-7q] episode artwork
#17
04/25/2026

Q : กามตัณหาคืออะไร ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วเราจะระงับได้อย่างไร?

A : ในการที่เราจะระงับจิตใจ ไม่ไปตามกามตัณหา คือเราต้องเห็นโทษของมัน ในกรณีพระสงฆ์ ท่านยกอุปมาดังนกแร้ง ที่คาบเนื้อมาแล้วมีนกตัวอื่นมาแย่งไป การภาวนาเช่นนี้จะช่วยได้ ส่วนกรณีฆราวาสผู้ครองเรือน ท่านให้เรารักษาศีล 5 ด้วยศรัทธา ให้มีหิริโอตับปะ มีความเพียร

 

Q : เมื่อประสบเหตุร้าย ๆ ในชีวิต แล้วเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้ใจของเราไม่ทุกข์ไปตามสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น?

A : เราต้องทำปัญญาให้เกิด แล้วใช้ปัญญามาเป็นตัวตัดระหว่างตัณหาและอวิชชา โดยแนวทางที่จะทำให้เราเกิดปัญญาได้ ท่านอธิบายถึง “โลกธรรม 8” ว่าในขณะที่เรามีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น เราไม่ควรจะไปยึดถือมัน ในขณะที่เสื่อมลาภ ยศ ทุกข์ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดา คือมันมีความเกิดขึ้น-ดับไป เป็นธรรมดา เช่นนี้แล้ววิชชาและความรู้จะเกิด อวิชชาจะดับ

 

Q : เมื่อเปิดเทปธรรมะให้ผู้ป่วยอาการหนักฟัง แล้วเขามีจิตใจสงบ จะสามารถไปสู่สุคติสัมปรายภพได้หรือไม่?

A : ได้แน่นอน อานิสงส์ของการฟังธรรมก่อนตาย คือจะทำให้ตรัสรู้ธรรมในปัจจุบันไม่ก่อนหรือไม่หลังจากการตายนั้น

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมะเบาใจยามภัยสงคราม [6916-7q]
ธรรมะเบาใจยามภัยสงคราม [6916-7q] episode artwork
#16
04/18/2026

Q: ธรรมะสำหรับรับมือช่วงภัยสงคราม

A: ถ้าเรากังวลใจ เครียด วุ่นวาย ไม่สงบ ไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา เราจะอยู่ไม่ผาสุกเราจะทุกข์ หากเรามีเงื่อนไขของความสุขมาก เราจะทุกข์มาก เราจึงต้องฝึกสติ ใช้ปัญญา แยกแยะสุขเวทนา ทุกขเวทนา ผัสสะ ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ ไม่ไปตามสิ่งที่เป็นอกุศล เราจะสามารถอยู่ผาสุกในทุกขเวทนาได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกข์มันหายไป แต่เราอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ คือเราจะอยู่ผาสุกได้

 

Q: เครื่องเบาใจสี่ประการเพื่อความผาสุก

A: ท่านได้ให้ “เครื่องเบาใจ” เอาไว้ สิ่งที่ถ้าเราคิดถึงระลึกถึง ทำอย่างถูกต้องแล้ว เราจะเบาใจสบายใจได้ผาสุกได้ นั่นคือ

1) การระลึกถึง “พระพุทธเจ้า” คือ ระลึกถึงการตรัสรู้ของท่าน “พระธรรม” คือ ธรรมะที่อยู่ในใจของเรา นำมาปฏิบัติแล้วเกิดผล “พระสงฆ์” คือ ระลึกถึงเหล่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

2) การระลึกถึงศีล คือศีล 5 อันเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ

3) การระลึกถึงการให้ทานการบริจาค

4) การระลึกถึงเทวดา

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


นิโรธสู่นิพพาน [6915-7q]
นิโรธสู่นิพพาน [6915-7q] episode artwork
#15
04/11/2026

Q: นิโรธคือนิพพานใช่หรือไม่

A : นิโรธคือความดับ อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง ในปฏิจจสมุปบาทท่านแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ในส่วนของการเกิดคือทุกข์กับสมุทัย และส่วนของการดับคือนิโรธกับมรรค นิพพานในนิโรธเป็นนิพพานที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย นั่นคือมรรค ถ้าเหตุปัจจัยดับ ความดับนั้นความพ้นนั้นสภาวะนั้นก็หมดไป ยังกลับกำเริบได้ หรือที่เรียกว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เมื่อใดที่ทำไป ๆ จะมีนิพพานชนิดที่ไม่กลับกำเริบ เป็นความพ้นที่มีนิพพานเป็นที่ไปสู่ นิพพานที่เหนือเหตุเหนือปัจจัย

 

Q: สังโยชน์เพื่ออุบติหรือภพ?

A : “อุบัติ” คือ การเกิด, “ภพ” คือ ความเป็นสภาวะ สังโยชน์อันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมของการเกิด หรือมองจากภพที่ไปเกิด 

 

Q: การทำโกฏิธาตุในทะเลพร้อมติดปะการัง

A : เมื่อตายไปแล้วก็เป็นเรื่องของคนเป็น ร่างก็เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ควรทำคือทำความดีก่อนตาย ความไม่ประมาทคือการทำกาย วาจา ใจให้เป็นสุจริต อันนี้จะเป็นหลักประกันได้

 

Q: การบริจาคร่างกายดีหรือไม่?

A : ดีแน่นอน

 

Q: เคยเป็นคนผิดศีล จะตั้งจิตใหม่ควรทำอย่างไร

A : ความสัมพันธ์ชู้สาว เป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เมื่อปิดบังแล้วความชั่วจะเจริญ แต่ถ้าเปิดเผยออกมาความชั่วจะถูกลดทอนลง ความดีจะเพิ่มขึ้น การที่เปิดเผยนั่นคือ การมีหิริโอตัปปะแล้ว ผิดศีลจึงทำให้ร้อนใจหรือการติเตียนคนก็ทำให้ศีล 7 ในข้อสัมมาวาจาบกพร่อง ทำให้การนั่งสมาธิจึงเป็นไปได้ยาก การตั้งสรณะใหม่จะช่วยได้ การเปิดเผยเป็นความดี แต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ต้องลงมือทำจริงทางกายวาจาใจ ส่วนการดลใจหรือเชิญชวนมีอิทธิพลมากน้อยไม่เท่ากัน เขาแค่กระซิบ แต่คนลงมือทำจริงคือตัวเรา เมื่อตกลงทำดีจะเจอแบบทดสอบในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันไป

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


รับมือความป่วย [6914-7q]
รับมือความป่วย [6914-7q] episode artwork
#14
04/04/2026

Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?

A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ “อนุสติ10” และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ

 

Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?

A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ www.panya.org

สอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/ เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4

 

Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?

A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ

 

Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?

A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้

 

Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?

A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]
เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q] episode artwork
#13
03/28/2026

Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?

A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก

 

Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?

A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ “อุปาทาน” จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง

 

Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?

A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ "การปล่อยวาง" หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q]
ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q] episode artwork
#12
03/21/2026

Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?

A : ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา

 

Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?

 A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา

 

Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา?

 A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา

 

Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม?

 A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ

 

Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?

A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้

 

Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?

A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล

 

Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?

A: เป็น “อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน

 

Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?

A: ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้

 

Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?

A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม

 

Q: อยู่กับ


จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q]
จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q] episode artwork
#11
03/14/2026

Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?

A : “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่” เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้” หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่


“จิต” เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน

 

Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชน

A : เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป 

 

Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?

A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q]
ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q] episode artwork
#10
03/07/2026

Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?

A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ "ปัญญา" เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลง


Q: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัย

A : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ “ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา” คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, “ที่ลับตาและลับหู” คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัย


Q: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?

A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม


Q: 84000 มีความหมายอย่างไร?

A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง "จำนวนที่มากมายมหาศาล"


Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?

A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q]
เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q] episode artwork
#9
02/28/2026

Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?

A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้


Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?

A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น


Q: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?

A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้น


Q: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10

A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเรา


Q: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?

A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร


Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ

A: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์


Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไป

A: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์


Q: มโนมยิทธิคืออะไร

A: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน


Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร?

A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี เจ็บนี้จะจบได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q]
ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q] episode artwork
#8
02/21/2026

Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?

A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้ เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่ 

 

Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?

A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา


Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q]
อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q] episode artwork
#7
02/14/2026

Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?

A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่

1) มรรค 8

2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา

3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่

4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร

 

Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?

A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่

1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่

2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข

3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้

4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ

5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง 

และ “สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q]
จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q] episode artwork
#6
02/07/2026

Q: ธรรมะกับการเลือกตั้ง

A: เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจ


Q: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญา

A : ปัญญา 3 อย่าง คือ

1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา

2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา

3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5 และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62

 

Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไป

A: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6905-7q]
ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6905-7q] episode artwork
#5
01/31/2026

Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?

A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย


Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ


Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?

A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย


Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?

A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง


Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่

A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา


Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?

A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น


Q: อุปกิเลส 16 ประการ

A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร” จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8) ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ธรรมะรับอรุณ Live : ตอบคำถามร่วมจุดแสงแห่งปัญญา [6904-7q_Live]
ธรรมะรับอรุณ Live : ตอบคำถามร่วมจุดแสงแห่งปัญญา [6904-7q_Live] episode artwork
#4
01/25/2026

ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญา


Q:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่

A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับ


Q:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไร

A:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน

 

Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไร

A:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไป


Q:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่างไร

A:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่


Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่

A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ผาสุกเพราะเข้าใจ [6903-7q]
ผาสุกเพราะเข้าใจ [6903-7q] episode artwork
#3
01/17/2026

Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร?       

A: บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร

 

Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?

A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้ จึงมีคำว่า “รักสุขเกลียดทุกข์” พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น “กามสุข” คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก และ “เนกขัมมะสุข” คือ   สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้

 

Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?

A: ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q]
คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q] episode artwork
#2
01/10/2026

Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?

A: การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

 

Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?

A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา “ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา” หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา” ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์  “ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน

 

Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?

A: ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.


ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q]
ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q] episode artwork
#1
01/03/2026

Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?

A: จิตที่คิดถึง กามสุข เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง เนกขัมมสุข ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล

 

Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตร

A: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้

 

Q: สภาวธรรมคืออะไร?

A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง "สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น" โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน

 

Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?

A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน

Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.