Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

40 Episodes
Subscribe

By: watpasukato

เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ

✂️ Clip this podcast
25690825pm--สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ
#1525
Last Tuesday at 12:55 PM

25 ส.ค. 69 - สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ : แม้เราจะรู้ว่าอะไรดี แต่ตราบใดที่เราไม่ฝึก ไม่ทำบ่อย ๆ มันก็สิ่งที่เป็นเสียงแนะนำจากคนอื่นก็ดี เสียงในหัวก็ดี มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก รู้ว่าดีแต่ทำไม่ได้ อย่างที่เขาบอกว่า ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้ อันนี้มันแสดงให้เห็นเลยว่า จะทำอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารู้ว่าดี รู้ว่าชั่ว แต่มันต้องฝึกใจให้คล้อยตามความคิดหรือสิ่งที่ควรด้วย และสิ่งที่จะช่วยเราได้คือสติ ฝึกบ่อย ๆ มันมีอานิสงส์ มีคุณค่ามากทีเดียว เสียงในหัวมันจะไม่ใช่เป็นแค่คำแนะนำลอย ๆ แต่ว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ถ้าหากว่าเราทำจนเป็นเรียกว่าจิตตนิสัย หรือนิสัยของจิต


25690824pm--ฝึกกายบำรุงจิต
#1524
Last Monday at 12:54 PM

24 ส.ค. 69 - ฝึกกายบำรุงจิต : ความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ก็เช่นกัน ทำร้ายใจเราแต่ใจกลับทนุถนอมห่วงแหนอารมณ์เหล่านี้ มีข้ออ้างมากมายว่าที่จะเศร้า จะร้องห่มร้องไห้ เพราะถ้าไม่เศร้า หรือหายเศร้าไวๆ แสดงว่าไม่รักเขา หรือเวลาโกรธ ต้องหาทางบิ้วท์อารมณ์ให้โกรธหนักขึ้น อ้างเหตุผลว่า ต้องโกรธเยอะๆ บางคนบอกว่าต้องโกรธ ต้องเล่นงาน ติดคุกก็ยอมขอให้ได้ฆ่ามัน นี่เป็นการบิ้วท์อารมณ์เพื่อให้จิตใจจมอยู่กับความทุกข์มากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต เพื่อให้ไวต่อความทุกข์และรู้จักดึงจิตให้หลุดออกจากความทุกข์ ออกจากความโกรธ ออกจากความเกลียด ไม่ใช่หลงจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น

การเจริญสติหรือการฝึกให้เกิดความรู้สึกตัว เพื่อฝึกจิตให้ห่างไกลจากความทุกข์เหล่านี้ ซึ่งสุดท้ายเป็นการบำรุงจิตบำรุงใจ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราบำรุงกายด้วยอาหาร เราไม่ควรละเลยการบำรุงหล่อเลี้ยงใจด้วยกุศลธรรม นอกจากความสุขความสงบแล้ว สติ ความรู้สึกตัว ปัญญา สมาธิก็สำคัญเช่นกัน จะว่าไปการฝึกจิตเป็นการเติมอาหารให้ใจอย่างหนึ่ง เป็นการบำรุงใจที่เราไม่ควรมองข้ามถ้าหากเรารักตัวเอง


25690823pm--ศาสนาตายแล้วหรือ
#1523
Last Sunday at 12:53 PM

23 ส.ค. 69 - ศาสนาตายแล้วหรือ : พระพุทธเจ้าทรงสอนและแสดงหนทางแห่งความพ้นทุกข์ มีศาสนาอื่นไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะการเจริญสติปัฏฐาน 4 ถึงแม้นไม่มีศาสนา แต่ว่านำหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ถือว่าดี พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกไม่มีศาสนา ที่จริงไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่ไม่มีศาสนาจำนวนมากแต่มีคุณธรรม ยิ่งถ้าหากว่า รู้จักปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจ ไม่ใช่แค่ว่ามีคุณธรรมเท่านั้น แต่สามารถลดกิเลส หรือเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ ยิ่งดี ไม่มีศาสนาก็ได้ แต่ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี และยิ่งดีมากขึ้นถ้าหากว่า เห็นและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางแสดงไว้

เวลาที่เรานับถือศาสนา เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องชัดเจนหรือรู้ตัวว่า จริงแล้วเรานับถืออะไรเป็นหลักกันแน่ ศาสนาพุทธ ผี พราหมณ์ บริโภคนิยม ชาตินิยม หรือศาสนาอื่น ไม่งั้นเราจะทำไปตามกระแส สุดท้ายยังจมอยู่ในความทุกข์ และยังก่อโทษให้แก่ผู้อื่นด้วย เพราะในเมื่อกิเลสไม่ได้ลด อุปาทานยังมาก ไม่ว่าจะเป็น ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็น ทิฏฐิ อุดมการณ์ หรือความยึดติดในอัตตา อัตตวาทุปาทาน หรือยึดติดในทรัพย์สมบัติสิ่งของที่เรียกว่า กามุปาทาน ถ้าศาสนาทำให้เรามีอุปาทานแน่นหนา ศาสนานั้นไม่ใช่คำตอบ สำหรับคนที่ไม่มีศาสนาเลย แต่รู้หนทางในการลดละกิเลส อุปาทานเหล่านี้ อย่างนี้ดีกว่าแม้จะไม่มีศาสนา อย่างน้อยสิ่งที่ปฏิบัติจะช่วยให้ความทุกข์น้อยลง และไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วย


25690813pm--ทำผิดเพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก
#1522
Last Saturday at 12:52 PM

13 ส.ค. 69 - ทำผิดเพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก : ความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้อง ถ้าเราไม่ระวัง มันง่ายมากที่จะปลุกโทสะและความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วเราก็จะถือเป็นข้ออ้างในการที่จะนินทาว่าร้าย ในการที่จะใช้วิธีการอย่างอื่น จนกระทั่งบางทีถึงขั้นใช้วิธีการรุนแรง ลงไม้ลงมือ ทำในนามความถูกต้อง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส เครื่องมือของโทสะและความเกลียดชัง


25690812pm--ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน
#1521
Last Friday at 12:51 PM

12 ส.ค. 69 - ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน : ถ้ารู้จักวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ยึดติดอยู่กับผลของการกระทำ แต่ว่าทำเต็มที่ อย่างที่เรียกว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส มันก็เป็นทั้งการทำกิจและทำจิต ทำประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งประโยชน์ตน ช่วยเหลือคนอื่น แต่จิตใจไม่ถูกแผดเผาด้วยความผิดหวัง ด้วยความโกรธ ที่เขาไม่เชื่อเรา หรือที่ผลไม่เป็นไปดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรฝึก ชาวพุทธเรา ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิต หรือถ้าเกิดจะทำจิตก็อย่าลืมการทำกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การมีจิตเมตตา การรู้จักปล่อยวาง

ปล่อยวางนี่คือ ปล่อยวางในผลที่มุ่งหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวัง เพราะเวลามีความคาดหวังก็อยากให้เขาทำอย่างที่เราคิด เราคาด ซึ่งก็เป็นความยึดติดในตัวกูของกูอีกแบบหนึ่ง ทำดี แต่ใครไม่ชม ไม่เห็นความดีของเรา ก็เป็นเรื่องของเขา อันนี้คือการทำกิจและทำจิต ทำดีแต่ว่าไม่คาดหวัง ว่าคนเขาจะเห็นความดีของเรา หรือเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไปคาดหวังว่าต้องสำเร็จ ๆ อันนี้เรียกว่ายึดมั่นในความคิด ซึ่งก็เป็นความยึดในตัวกูของกูแบบหนึ่ง เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เป็นตัวกูของกู ที่คนมักจะไม่ค่อยตระหนักเท่าไหร่   เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติ โดยเฉพาะการมาเจริญสติ เป็นการฝึก ฝึกทำกิจแล้วก็ทำจิต ระหว่างที่เดิน นี่คือทำกิจ ส่วนจิตนี่ก็มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกพื้นฐาน เดินจงกรม สร้างจังหวะ เป็นการทำกิจ ใช้กายให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน จิตก็อยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเคลื่อนไหว แล้วต่อไปก็เห็นใจคิดนึก มันเป็นการฝึกขั้นต้น ในการประสานการทำกิจและทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วต่อไป พอจะไปใช้กับชีวิตประจำวัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำจิตแต่ไม่ทำกิจ หรือไม่เช่นนั้นก็ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคู่


25690809pm--อย่าทุกข์ฟรีๆ
#1520
10/08/2026

9 ส.ค. 69 - อย่าทุกข์ฟรี ๆ : ถ้าเราใคร่ครวญดี ๆ ก็จะพบว่า สิ่งที่นอกเหนือความคาดหวังเรานั่นแหละที่เป็นของดี เช่น มีฉันทะ ปลูกฉันทะมากขึ้น มีความเพียรมากขึ้น หรือว่ามีสติเห็นความคิดความฟุ้งมากขึ้น จนเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความคิดไม่ใช่ของเรา อารมณ์ก็ไม่ใช่เรา อารมณ์ก็ไม่ใช่ของเรา

อันนี้เรียกว่าถอนความยึดติดถือมั่นในตัวกู หรือว่าถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวกูออกไปเรื่อย ๆ ก็คือเข้าใจเรื่องอนัตตานั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าฟุ้ง อย่าฟุ้งฟรี ๆ ถ้ามองให้ดี ๆ มันให้อะไรกับเราเยอะเลย 


25690808pm--หมั่นมองใน มองนอก
#1519
10/07/2026

8 ส.ค. 69 - หมั่นมองใน มองนอก : การที่เราเวลาทำอะไร ถ้าเราจะมีสติรู้ตัว ไม่ใช่แค่รู้กายว่ากำลังทำอะไร แต่ก็รู้สังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นด้วย ก็ทำให้เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อมมากขึ้น แล้วการที่เราจะใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม ก็เป็นไปได้ ที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องนี้เท่านั้น บางทีนิสัยใจคอของเรา บางทีเราก็ไม่รู้ เพราะเราคุ้นชิน อาจจะพูดเสียงดัง อาจจะชอบพูดชอบคุย แต่เราไม่รู้ว่านิสัยนี้สร้างความรำคาญให้คนอื่น

ดังนั้น การมีกัลยาณมิตรช่วย คือเป็นกระจกสะท้อนให้เรารู้ว่า บางอย่างเราทำอะไรเกินเลยไป ไม่เกินเลยสำหรับเรา แต่ว่าสำหรับคนอื่นอาจจะเกินเลยไป หรือไม่ถูกต้อง เราก็รู้ กัลยาณมิตรมีความสำคัญกับเราตรงนี้ พฤติกรรมบางอย่างของเรา เราอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองด้วยซ้ำ แต่ว่ากัลยาณมิตรก็จะเตือนได้ เช่น การกินอาหาร บางคนกินจนชิน โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไป ถ้ากินมากเกินไปแล้วจะเป็นโทษ แต่ว่าเพื่อนก็จะช่วยได้ ช่วยเตือนช่วยบอกว่าให้เพลา ๆ หน่อย หรือให้รู้จักประมาณในการบริโภค อย่างที่พูดเมื่อเช้า   อันนี้ก็เรียกว่าอาศัย 1 การสังเกตคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือ 2 อาศัยการสะท้อนของคนที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งถ้าเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะได้รู้จักตัวเองอย่างที่เป็นจริง แล้วก็สามารถปรับตัวให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเอง และไม่ก่อโทษกับคนอื่นด้วย


25690807pm--อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่
#1518
10/06/2026

7 ส.ค. 69 - อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่ : ดังนั้น จะว่าไป สื่อนี้ก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือว่ากราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำ แล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่ออยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แล้วการที่สื่อลงข่าวพวกนี้ ก็ทำให้เป็นการกระตุ้น หรือหนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงมีคนเสนอว่า เวลาเกิดข่าวแบบนี้ สื่อไม่ควรจะเปิดเผยชื่อของคนที่กระทำการ ทำก็ทำไป แต่ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ คนที่อยากดังก็เลยไม่มีโอกาสที่จะดังได้ หรือว่าไม่ต้องลงละเอียด หรือว่างดการแชร์ งดการเผยแพร่เรื่องราวแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดี๋ยวนี้เราแชร์กันมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าเราก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรืออาจจะแชร์ด้วยความเป็นห่วง แต่บางทีเราไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำ แม้จะปรารถนาดี แต่ว่ามันอาจจะเกิดผลเสียก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พึงสังวรเอาไว้ 


25690806pm--เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ
#1517
10/05/2026

6 ส.ค. 69 - เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ : นอกจากการทำอะไรอย่างมีสติแล้ว การเจอะเจออะไรที่ไม่เป็นดั่งใจ ก็เป็นแบบฝึกหัดได้ เป็นเครื่องทดสอบ ถ้าเราสอบตกก็ไม่เป็นไร ก็พยายามสอบใหม่ให้ดีขึ้น เวลาโกรธแล้วเผลอด่าคนไปแล้ว ก็พยายามทำให้มันดีขึ้น โกรธแต่ไม่ด่า หรือตอนหลังก็โกรธปุ๊บก็มีสติปั๊บ โกรธปุ๊บก็กลับมาตามลมหายใจ

อันนี้จะช่วยทำให้เรามีความพร้อมในการรับมือกับสิ่งไม่คาดฝันได้ ที่อาจจะหนักหนาสาหัส เช่น ไฟไหม้ เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ เครื่องบินตก สารพัด เรื่องสติสำคัญมาก เพราะว่าตัวอย่างของอลิซาเบธ แม้เตี๊ยมกันไว้แล้ว แต่ว่าก็พังไม่เป็นท่า เพราะว่าความตื่นตกใจ ถ้าไม่เตี๊ยมกันค่อยว่าไปอย่าง นี่เตี๊ยมกันแล้วก็ยังลืม   ยิ่งถ้าเราเจอกับสิ่งที่มันไม่มีวันที่จะแก้ตัวได้ เช่น เจอความตาย หลายคนก็เตรียมตัวไว้แล้วว่าถ้าความตายเข้ามาจะทำอย่างไร แต่พอถึงเวลาความตายประชิดตัว ลืมหมด ตกใจ แต่ถ้าเกิดว่าเราฝึกเอาไว้อยู่เรื่อยๆ จากของจริง ถึงเวลาเราก็จะรับมือกับมันได้ดีขึ้น ถึงว่าเวลาเจอคนที่รักใกล้ชิดเกิดตายขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็จะตั้งหลักตั้งตัวได้ไว ไม่ฟูมฟายโวยวายตีโพยตีพาย พวกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะมาในรูปไหน สติตัวเดียวจะช่วยเรารับมือกับมันได้ 


25690805pm--จากสะอาดสู่สงบและสว่าง
#1516
10/04/2026

5 ส.ค. 69 - จากสะอาดสู่สงบและสว่าง : ถ้ามีสติ มีสมาธิ ก็ยังรู้จักปล่อยรู้จักวางอารมณ์เหล่านั้นได้ แต่ถ้ายังไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ คือการไปยึดมั่นสำคัญหมายสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ว่าเป็นของเรา เป็นของเรา มันก็จะเกิดความทุกข์ เกิดอารมณ์อกุศลที่มาเผาลนจิตใจอยู่เรื่อยไป ความสว่างที่ถึงที่สุดมันทำให้ใจสงบ ความสว่างคือปัญญาที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เมื่อมันเกิดความผันผวนแปรปรวน ใจก็ไม่ทุกข์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโศก อันนี้เรียกว่าตัดต้นตอแห่งความทุกข์ เรียกว่าเกิดความสงบอย่างแท้จริง สงบเพราะสว่าง ใหม่ๆ ก่อนที่จะสว่างต้องสงบก่อน และพอสว่างแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ฉะนั้นเราปฏิบัติธรรมก็ให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความสะอาด สงบ และสว่างให้ได้ จับหลักให้ได้ แล้วการปฏิบัติของเราก็จะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง


25690804pm--อย่าประมาทความดีแม้เล็กน้อย
#1515
10/03/2026

4 ส.ค. 69 - อย่าประมาทความดีแม้เล็กน้อย : ความดีแม้ทำเล็กน้อย ก็มีผล ขอแต่เพียงว่าทำทุกวัน ที่เราเจริญสตินี่ ใหม่ๆ เราถึงเน้นเรื่องปริมาณไว้ก่อน อย่าไปเน้นคุณภาพ ขอให้ทำ จะฟุ้งยังไงก็ทำไป ถ้าทำไปนานๆ นี่จะเกิดผล หลายๆ คนแม้จะไม่ใช่ทำสมาธิ แต่ทำอย่างอื่นที่เป็นการฝึกใจ

เช่น วิ่งทุกวัน ใหม่ๆ ก็ไม่อยากลุก แต่ตอนหลังก็ต้องลุกเพราะเพื่อนมาดึงมาชวน ทีแรกก็วิ่งแค่ 10 นาทีก็เหนื่อยแล้ว ตอนหลังวิ่งไปนานๆ ก็ 20 นาที ตอนหลังก็วิ่งได้นานขึ้น จนกระทั่งไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอน แต่ไม่ใช่แค่นั้น ปรากฏว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย เป็นคนที่ใจเย็น มีวินัย   แต่ก่อนกินอาหารขยะ กินของหวานตามใจปาก ห้ามไม่ได้ แต่ตอนหลังสามารถจะกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ ส่วนหนึ่งเพราะว่าอยากจะรักษาสุขภาพให้วิ่งไปได้นานๆ อีกส่วนหนึ่งเพราะว่ามีกำลังใจที่เข้มแข็ง หักห้ามได้ เพราะรู้ว่ามันเป็นโทษ ที่เคยติดอย่างอื่น เช่นติดโทรทัศน์ ติดมือถือ ก็เลิกได้ หลายคนนี่ชีวิตเขาเปลี่ยน เพียงแค่การวิ่งเป็นประจำ วิ่งสม่ำเสมอ ปรากฏว่าเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างได้เลย อันนี้ก็มีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมาย   เพราะฉะนั้นนี่การทำความดี หรือสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์เกื้อกูล แม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าประมาท ทำทุกวัน ทำทุกวัน ขอให้ทำต่อเนื่องทุกวัน ด้วยเหตุนี้การอธิษฐานว่าจะทำอะไรดีดีในช่วงเข้าพรรษาจึงสำคัญมาก เพราะว่าถ้าทำต่อเนื่องแม้เพียงเล็กน้อยทุกวัน 90 วันหรือ 3 เดือนนี่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางทีอาจจะนึกไม่ถึงเลยก็ได้ 


25690803pm--คาถาสำคัญที่ควรจดจำ
#1514
10/02/2026

3 ส.ค. 69 - คาถาสำคัญที่ควรจดจำ : คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอนัตตาสำคัญมาก ทำให้เกิดมีพระอรหันต์ขึ้นมาในโลก แล้วก็มีสาวกที่สำคัญตามมาอีกมากมาย รวมทั้งพระสารีบุตรแล้วก็พระโมคคัลลานะ และที่สำคัญก็คือเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ลาออกจากความทุกข์ได้ เพราะว่าแม้มีความทุกข์แต่มันไม่มีผู้ทุกข์ เป็นเพราะไปหลงยึดว่ามีเรา ก็เลยมีผู้ทุกข์ แท้จริงมันมีแต่ความทุกข์แต่ไม่มีผู้ทุกข์ สุดท้ายมีความปวด ไม่มีผู้ปวด มีความตายแต่ไม่มีผู้ตาย ถ้าเราเข้าถึงภาวะเช่นนี้ได้ ความสำคัญมั่นหมายว่า กูทุกข์ กูทุกข์ มันก็ไม่มี หรือจะเรียกว่าดับทุกข์ก็ได้ แม้ว่ากายยังทุกข์อยู่

แล้วนี่แหละคือเหตุผลที่อาจารย์พุทธทาสท่านสอนว่า ให้ฝึกตายก่อนตาย ตายตัวแรกหมายถึงว่า ตัวกูหรือความยึดมั่นในตัวกูมันตาย ถ้าหากว่าไม่มีตัวกูหรือถอนความยึดมั่นในตัวกู แม้มีความตายเกิดขึ้นก็ไม่มีผู้ตาย ไม่มีกูตาย ก็จะเป็นเรื่องของรูปและนามที่เสื่อมสลายหายไป ในวันเวลาอย่างนี้ เมื่อเราระลึกถึงการบรรลุอรหัตตผลของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ท่าน ก็ควรที่เราจะน้อมนึกน้อมเข้ามาใส่ตัว อย่างน้อย ๆ ก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคาถาเยธัมมาให้ดี อย่าปล่อยให้ถูกลืมเลือนไป เพราะว่าเป็นคาถาที่สำคัญมาก


25690802pm--ใช้สามัญสำนึกฝึกใจ
#1513
10/01/2026

2 ส.ค. 69 - ใช้สามัญสำนึกฝึกใจ : ยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าชีวิตเราต้องเจอกับสิ่งที่ถูกใจบ้างและเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอสิ่งที่ชอบและเจอสิ่งที่ไม่ชอบ แม้ปรารถนาจะให้มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ก็หนีไม่พ้นจะต้องเจอกับสิ่งไม่ดีที่พระท่านเรียกว่าโลกธรรมฝ่ายลบ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือเจอทุกข์ หรือรวมไปถึงความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ความล้มเหลว พวกนี้ห้ามไม่ได้ แต่เมื่อเจอแล้วใจเราไม่ทุกข์ก็ได้

เหมือนกับว่าเจอลมพายุ เราไม่อาจจะบังคับทิศทางของลมพายุได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือควบคุมใบเรือ ปัจจัยภายนอกห้ามไม่ได้ แต่ปัจจัยภายในเราพอจะทำอะไรได้บ้าง ฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่เราควรจะฝึกจิต เพราะว่าแม้เราจะหนีความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ความล้มเหลวไม่ได้ คำต่อว่าด่าทอเราหนีไม่พ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือเราฝึกใจจนกระทั่งใจไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม หรือว่าไม่ทุกข์เมื่อเจอเหตุการณ์เหล่านี้   และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะฝึกจิตรักษาใจของตัว เป็นเรื่องสามัญสำนึกที่ไม่ต้องใช้สติปัญญามากก็พอจะมองเห็น อยู่ที่ว่าเราจะทำตามที่เราเห็นว่าถูกต้องได้หรือเปล่า เพราะอย่างที่ว่าแม้เราจะรู้ว่าอะไรดี อะไรควร แต่ก็มักจะทำไม่ได้ อย่างที่เขาว่า ดีชั่วรู้หมดแต่อดใจไม่ได้ เพราะว่ากิเลสหรือความหลงครอบงำเราจนเราขัดขืนไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต ฝึกใจ เพื่อไม่ให้กิเลส เพื่อไม่ให้ความหลง มาครอบงำกำกับจิตใจเรา จนกระทั่งพาชีวิตเราเข้ารกเข้าพงหรือจมอยู่ในความทุกข์


25690801pm--ฝึกสติจนเห็นโดยไม่เป็น
#1512
09/30/2026

1 ส.ค. 69 - ฝึกสติจนเห็นโดยไม่เป็น : สิ่งที่เป็นนามธรรมคืออารมณ์ ถ้าเราไม่เห็นก็จะไปเผลอยึดว่าเป็นขึ้นมา ความคิดเป็นเรา ความโกรธเป็นเรา ความเศร้าเป็นเรา ความปวดเป็นเราเป็นของเรา ถ้าปฏิบัติจนเห็นก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็จะมีอิทธิพลต่อจิตใจเราน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่ก่อนกายทุกข์ใจก็ทุกข์ด้วย เพราะใจไปยึดว่าความปวดเป็นเรา ความเจ็บเป็นเราเป็นของเรา แต่ตอนหลังเห็นว่ากายปวดแต่ใจไม่ได้ปวดด้วย เพราะว่าความปวดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วพอเราแยกออกระหว่างเห็นกับเป็น การที่จะหลงเชื่อมันจนนำไปสู่ความทุกข์ หรือนำไปสู่ความชั่ว มันก็ทำไม่ได้

เช่น ความโกรธไม่ใช่แค่เผาลนใจ เมื่อเราไปยึดว่าเราโกรธ ความโกรธเป็นของเรา ความโกรธเป็นเรา ยังสามารถบงการให้เราทำร้ายคนอื่นได้ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ อันนี้ก็เรียกว่าถลำเข้าไปสู่ความชั่ว แต่ถ้าเกิดว่าเราเห็นมัน มันก็จะมีอำนาจเหนือใจเราน้อยลง ทำให้ใจทุกข์น้อยลง ทำให้การกระทำและคำพูดไปในทางที่ชั่วร้ายน้อยลง หรือเบียดเบียนคนอื่นน้อยลง   ฉะนั้นก็ต้องทำให้ได้ พยายามปฏิบัติ แต่ว่าถ้าอยาก ถ้าอยากมากมันก็ไม่ได้ ต้องทำโดยไม่อยาก ทำโดยวางความคาดหวัง แต่พอถึงเวลาที่จะชี้วัดว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้าแค่ไหนก็ดูตรงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้น คือแยกได้ระหว่างเห็นกับเป็น เห็นความคิดไม่เป็นผู้คิด เห็นความโกรธไม่เป็นผู้โกรธ ถ้ายังทำตรงนี้ไม่ได้ก็ยังถือว่าต้องฝึกต่อไป แล้วต้องทบทวนด้วยว่าที่ทำไปถูกหรือเปล่า เพราะบางทีทำไปเป็นปีอาจจะทำไม่ถูกก็ได้ ก็เลยไม่เห็นสักที มีแต่เข้าไปเป็นทุกครั้งไป ครูบาอาจารย์พูดว่า เห็น ไม่เข้าไปเป็น ก็ไม่เข้าใจ อันนี้เพราะว่าปฏิบัติไม่พอ หรือปฏิบัติไม่ถูกก็ได้ 


25690731pm--แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น
#1511
09/29/2026

31 ก.ค. 69 - แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น : กปฏิบัติธรรมที่แสวงหาหลายสิ่งหลายอย่าง และก็อยากให้สิ่งนั่นเกิดขึ้นกับตน แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อสิ่งนั่นมาอยู่ต่อหน้าแล้ว หรืออยู่กลางใจแล้ว จะรับรู้ว่านั่นแหละคือสิ่งที่แสวงหา ไม่ว่าจะเป็นความสงบ เป็นความรู้สึกตัว หรือแม้แต่นิพพาน

ยังไม่ต้องพูดถึงการแสวงหาสิ่งที่หยาบๆ หลายคนตกงาน อยากจะหางาน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที ที่จริงงานมาอยู่ต่อหน้าแล้ว แต่คิดว่ายังไม่ใช่ เพราะอาจจะเป็นงานที่ผลตอบแทนต่ำ หรืออะไรก็ตามแต่ หลายคนหางาน และงานก็เจอะตัวแล้ว แต่กลับปฏิเสธ   แต่บางคนฉลาดพอ หางานและพบว่างานมาอยู่ต่อหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่แต่ที่จริงใช่ ก็ฉวยไว้และใช้งานนั้นในการสร้างเนื้อสร้างตัว เหมือนกับที่สมทัยเจอโชคในรูปของขยะ และอาศัยขยะนั้นในการสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย สิ่งที่รูมิพูด จะว่าไปแล้วลึกซึ้ง เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจ หรือปฏิบัติให้เกิดผลดีกับตัวเองแค่ไหน


25690730pm--ตั้งมั่นในความดีด้วยการอธิษฐาน
#1510
09/28/2026

30 ก.ค. 69 - ตั้งมั่นในความดีด้วยการอธิษฐาน : ติดอะไรก็ตามก็ลองใช้ช่วงเข้าพรรษานี่แหละ ลดละหรือไม่ก็เลิกไปเลย แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีการอธิษฐาน เพราะว่าถ้าไม่อธิษฐาน เดี๋ยวมันก็จะมีข้ออ้างอย่างโน้นอย่างนี้ กิเลสฉลาดอยู่แล้วในการหาข้ออ้าง แล้วถ้าเราไม่มีการตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เราก็จะโอนอ่อนผ่อนตาม

ให้เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดละสิ่งที่ไม่ดี หรือการทำสิ่งดีๆ ที่เป็นทางบวก เช่น การทำวัตรสวดมนต์ การเจริญสติทำสมาธิ และตั้งใจทำให้ได้ทุกวัน จะมีข้ออ้างยังไงก็จะไม่บ่ายเบี่ยง ไม่หลีกเลี่ยง หรือไม่ยกเลิก อันนี้จะเป็นการบำเพ็ญบารมี   ต่อไปพอเราทำได้ ทำสำเร็จตลอด 3 เดือน ต่อไปเรื่องที่ยากกว่านั้นเราก็จะมีความมั่นใจที่จะทำได้ เพราะว่าเรื่องอื่นเราก็เคยทำมาแล้ว ข้อสำคัญก็คือเมื่อเราตั้งใจจะลดละเลิกอะไรก็ตาม หรือตั้งใจจะทำสิ่งดีๆ ก็ตาม เพียงแค่ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ไม่มีความหมายเลย เดี๋ยวนี้ได้ยินบ่อย ฉันหรือผมจะทำให้ดีที่สุด อันนี้ไม่มีความหมายเลย เป็นแค่คารม เพราะว่าดีที่สุดของเราแปรเปลี่ยนโอนเอียงได้


25690729pm--ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ
#1509
09/08/2026

29 ก.ค. 69 - ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ : การภาวนา โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าเราทำให้ครบถ้วน ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้น เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเลย ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ความกระจ่างแจ้งในความจริงเช่นนี้ทำให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เวลามีมันในครอบครอง ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าพอใจ คือไม่ยึดติดกับมัน พอไม่ยึดติดกับมัน สูญเสียไป ใจก็ไม่ทุกข์

ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการใคร่ครวญและการปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงบอกทางเอาไว้แล้ว เรียกว่า เป็นทางออกจากทุกข์ ก็มีอยู่แล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อมาถึงวันนี้ เพราะว่าธรรมบทนี้อย่างที่อาตมาบอก มันคือแผนที่ชีวิต ที่บอกเส้นทางชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย   และยังบอกไม่ใช่ทางที่ต้องจะเจอความทุกข์เสมอไป เพราะทางออกจากทุกข์ก็มีอยู่ แม้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ แม้ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พอใจ แต่ว่าเราทำได้ เจอทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ ถ้าเรารู้จักนำเอาธรรมะที่พระองค์สอนแสดงมาปฏิบัติ 


25690728pm--สงบได้เพราะใจรู้
#1508
09/07/2026

28 ก.ค. 69 - สงบได้เพราะใจรู้ : ความสงบ สงบเพราะรู้ รู้ทันความคิดและอารมณ์ ไม่ใช่สงบเพราะไม่รู้ หรือสงบเพราะตัดการรับรู้ และถ้ารู้ทันความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็พร้อมจะรับรู้เสียง รูป รสที่เกิดขึ้น ไม่ต้องตัดมัน เพราะว่าแม้จะได้ยินเสียงใจก็ไม่ทุกข์ มันก็ช่วยทำให้เราสามารถที่จะพบความสงบได้

แม้กลับไปบ้าน แม้ไปที่ทำงาน แม้อยู่ในเมือง อยู่ในตลาด ใจก็สงบได้ เสียงที่มากระทบหูก็ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ในห้องพระ ปิดประตูหน้าต่าง เปิดแอร์ จึงจะสงบได้ อยู่ท่ามกลางผู้คน ทำงานทำการ ใจก็สงบ อันนี้คือสงบเบื้องต้นที่จะพึงได้จากการปฏิบัติ ต่อไปก็จะสงบไม่ใช่เพราะสติ แต่สงบเพราะปัญญา ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเข้าถึงความสงบในพุทธศาสนา 


25690727pm--สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง
#1507
09/06/2026

27 ก.ค. 69 - สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง : ผู้ที่ใฝ่ธรรมเวลาเจอคนไม่ดีจึงต้องระวัง ไม่ใช่ระวังอะไรแต่ระวังใจเราว่า ความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้นจะดึงเอาความชั่วร้ายในใจเราออกมา ทำให้เรากลายเป็นอีกคนเหมือนกับถูกผีเข้าสิง หรือมิฉะนั้นมันก็จะคอยเป็นตัวดูดซับเอาความไม่ดีของคนอื่นมาไว้ในตัวเรา เราเกลียดเขาอย่างไรเราก็เป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


25690726pm--ชีวิตดีเพราะมีตัวช่วย
#1506
09/05/2026

26 ก.ค. 69 - ชีวิตดีเพราะมีตัวช่วย : บางทีต้องรู้จักหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย เช่น บางทีตั้งใจว่าจะทำแต่ว่าลืม ลืมเพราะว่าไม่ใช่เป็นนิสัยความเคยชิน แล้วก็มีอะไรที่ชวนให้หลงให้ลืมอยู่บ่อย ๆ ก็ต้องเอาการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เช่น ทุกวันเรากินข้าว อาบน้ำ ล้างจานทุกวัน ก็เอาการภาวนาหรือการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำทุกวัน พอเรากินข้าวเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องปฏิบัติแล้ว หรือก่อนจะกินข้าว ตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าเสร็จแล้วก็ปฏิบัติเลย เพราะว่าเราจำได้ว่าอาบน้ำเสร็จ ต้องภาวนา ต้องปฏิบัติ

แล้วต้องฉลาดในการหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย คนที่ชอบฟุ้งซ่าน ใจลอย บางทีก็ต้องรู้จักเอาปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวช่วย ตัวเตือนสติ เช่น ไฟแดง ขับรถหลายคนไม่ชอบไฟแดง สัญญาณไฟแดง เจอสัญญาณไฟแดงทีไร หงุดหงิดทุกทีเพราะต้องหยุด แต่ถ้าเราลองเอาสัญญาณไฟแดงไปเป็นเครื่องเตือนใจว่า เอ้า ได้เวลาหยุดแล้ว หยุดฟุ้งซ่าน เห็นไฟแดงเมื่อไหร่ ก็คือเตือนสติให้หยุดฟุ้งซ่าน หยุดคิด กลับมาอยู่กับลมหายใจ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการหาตัวช่วย 


25690724pm--ใช้ชีวิตแบบคิดเผื่อเสมอ
#1505
09/04/2026

24 ก.ค. 69 - ใช้ชีวิตแบบคิดเผื่อเสมอ : ชีวิตของคนสมัยใหม่ก็เป็นชีวิตที่เผื่อหลายอย่าง แต่ว่าหลายคนลืมเผื่อความตาย หรือความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งไม่ได้หมายถึงความตายของตัวเองหรือของคนที่เรารัก แต่คือความพลัดพราก สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ของรัก เผื่อไว้บ้างก็ดี เงินทองที่มีอยู่ในธนาคารอาจจะโดนกวาดไปเกลี้ยงเพราะพวกสแกมเมอร์มาเอาไป อย่างน้อยก็เผื่อใจไว้ แต่ถ้าทำได้มากกว่านั้นคือ นอกจากเผื่อใจไว้ก็ลงมือทำด้วย เช่น เผื่อใจว่าคนที่เรารักอาจจะจากไปวันนี้วันพรุ่งหรือว่าในเร็วๆนี้ อันนี้เผื่อใจ เรียกว่าทำจิต แล้วก็นำไปสู่การทำกิจก็คือว่า ปฏิบัติต่อเขาให้ดีที่สุด

ฉะนั้นถ้าเราคิดเผื่อแบบนี้ แล้วขยายจากการทำจิตไปเป็นการทำกิจ ก็จะไม่มีอะไรให้ตนเองเศร้าเสียใจหากว่าเหตุร้ายเกิดขึ้น ถ้าคนเราเผื่อไว้เสมอมันจะไม่ลืมตัว เวลาไปประชุม หรือว่าไปเข้าตึกไหน หรือว่าไปสังสรรค์ ก็มองหาป้ายทางออกฉุกเฉินไว้บ้าง เผื่อไว้ เผื่อไฟไหม้จะได้หนีออกได้ทัน หรือเผื่อแผ่นดินไหวก็จะได้รู้ว่า จะวิ่งหนีไปทางไหน เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท แต่อย่าให้ถึงกับประสาท ประสาทนี่ก็ไม่ดี   ไม่ประมาทแต่อย่าถึงกับประสาท ถ้าเราเผื่อเอาไว้อย่างนี้เสมอ เราก็จะเป็นชีวิตที่ตื่นรู้ เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และสิ่งที่ควรทำเราก็จะได้ทำ ไม่ปล่อยให้ค้างคาหรือบกพร่อง โดยเฉพาะการทำจิต ฝึกจิตฝึกใจ การทำหน้าที่ ทำความดีต่อคนที่เรารัก 


25690723pm--สิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงได้
#1504
09/03/2026

23 ก.ค. 69 - สิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงได้ : ยิ่งมันคิดเราก็ยิ่งรู้ ถ้าไม่คิดเราก็ไม่รู้ รู้อะไร รู้ทันความคิด แล้วถ้าเห็นความคิดบ่อยๆ ก็จะได้รู้สัจธรรมของความคิด สัจธรรมที่ว่าคือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หรือไตรลักษณ์ ความคิดฟุ้งซ่านแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นไหม และเรามองเห็นได้ถ้าหากว่าเรารู้จักใคร่ครวญ ไม่ใช่คิดแต่จะจ้องเอาความสงบ เอาสีเอาแสง

ของบางอย่างมันเกิดขึ้น แต่เราไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าเราไม่มองมัน ไม่ใส่ใจมัน เพราะเราคิดแต่จะเอาความสงบ ทั้งที่การได้เรียนรู้ก็เกิดขึ้นกับเราแล้ว ถ้านักภาวนาเน้นเรื่องการใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ มันยิ่งฟุ้งมันยิ่งคิด มันยิ่งได้รู้ รู้ทันความคิดซึ่งทำให้สติเติบโตได้เร็ว ยิ่งคิดก็ยิ่งได้สติ เพราะว่าสติมีแบบฝึกหัด   จะระลึกได้ก็ต้องหลงหรือลืมก่อน ถ้าเราไม่หลงหรือไม่ลืม เราจะระลึกได้อย่างไร ระลึกได้ก็คือหน้าที่ของสติ จะจำได้ก็ต้องหลงก่อนหรือลืมก่อน จะรู้ตัวก็ต้องลืมตัวก่อน ฉะนั้นการลืมตัวก็ดี การหลงลืมก็ดี ก็เป็นข้อดีทำให้จิตได้พัฒนา มีสติรวดเร็วว่องไว มีความสามารถในการรู้ทันความคิดและอารมณ์ ซึ่งมีคุณค่ามาก 


25690714pm--ธรรมะอยู่ฟากตาย
#1503
09/02/2026

14 ก.ค. 69 - ธรรมะอยู่ฟากตาย : คนเราถ้ารู้จักตระหนักว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ชีวิตไม่ใช่ของเรา อย่างน้อยร่างกายก็ต้องคืนให้กับธรรมชาติไปเมื่อถึงเวลา แต่พอไม่คืนเข้า ก็เลยเกิดความทุกข์ พยายามต่อสู้ขัดขืนกับความตาย พยายามไม่ยอมคืนร่างกายให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ที่จริงความตายนี่มาเตือนเราว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ดี ธรรมะนี่อยู่ฝากตาย หลวงปู่ดู่ พรหมปญโญ ก็พูดเหมือนกัน นิพพานอยู่ฝากตาย ในแง่หนึ่งก็หมายความว่า เวลาปฏิบัติธรรมก็ต้องพร้อมตาย หรือพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต ไม่ว่าจะเดินธุดงค์ ไม่ว่าจะปฏิบัติอะไรก็ต้องพร้อมตายทุกเมื่อ ก็คือเจริญมรณสติอยู่เสมอ แต่ว่าความหมายที่ว่าธรรมะอยู่ฝากตายยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง ก็หมายความว่า เราจะพบธรรมะก็ในฝากของความตาย หรือในยามที่ประสบความทุกข์

ความทุกข์หรือว่าฝากตายก็คือแรงที่อุดมไปด้วยธรรมะ เราจะเข้าใจธรรมะได้นี่ก็ต้องค้นหาจากความทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งในยามที่กำลังจะตาย ถ้าเราเข้าใจว่าธรรมะอยู่ฝากตายก็อาจจะทำใจได้ เวลาเดินธุดงค์แล้วปรากฎว่าถูกช้างเหยียบ ถูกเสือกัดตาย หรือว่ากลับมาแล้วโดนรถชนตาย เพราะว่าเมื่อจะปฏิบัติธรรมทั้งที่ก็ต้องพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต พร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันถ้ายังไม่ตายก็ต้องรู้ว่า ในความทุกข์หรือที่โบราณเรียกว่าฝากตาย คือโอกาสที่เราจะพบธรรม งั้นถ้าหากต้องการที่จะเข้าถึงธรรม ต้องไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความตาย และที่จริงก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าพอถ้าหากเราไม่เห็นธรรมในเวลาปกติ พอใกล้ตายก็จะเห็นธรรมขึ้นมา   อย่างที่พระอรหันต์หลายท่านได้บรรลุธรรมตอนจะใกล้ตาย เพราะความตายสอนให้ท่านรู้ว่า ร่างกายไม่ใช่ของเราเลย ถึงเวลาที่ร่างกายจะคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือคืนสู่ธรรมชาติก็ต้องยอม เพราะถ้าไปยึดว่าเป็นของกู ของกู ไม่ยอมให้ ไม่ยอมคืนให้กับเจ้าของที่แท้ก็จะทุกข์ทรมาน แต่ถ้าคืนให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ก็อาจจะพบกับนิพพานได้ หรือถึงไม่พบกับนิพพานก็จะพบว่า พบธรรมที่ทำให้จิตใจสุขสงบ   ฉะนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมา ให้เราอย่าไปหวั่นไหวว่าทำไมทำบุญ ทำไมปฏิบัติธรรม ถึงต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะว่าถ้าเราวางใจเป็น นอกจากเราจะพร้อมรับความตายทุกเมื่อ เรายังพบว่าท่ามกลางความตายนั้นก็มีธรรมะให้เราได้เรียนรู้ หรือสามารถจะเข้าถึงได้ เพราะธรรมะก็อย่างที่หลวงปู่มั่นท่านว่าอยู่ฝากตาย 


25690713pm--ฝึกตนให้สงบเย็น เป็นประโยชน์
#1502
09/01/2026

13 ก.ค. 69 - ฝึกตนให้สงบเย็น เป็นประโยชน์ : แม้ว่าเรายังอยู่ในโลก แต่ว่าใจเราเหนือโลกได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ให้มันถูกใจเรา ให้มีคนแวดล้อมเราที่น่ารัก พูดจาไพเราะ สั่งอะไรก็ทำตาม หรือว่าคิดเหมือนเรา พูดเหมือนเรา อันนี้เรียกว่าถ้ายังติดยึดตรงนี้แสดงว่าใจยังไม่เหนือ ถ้าใจเหนือก็คือว่าสิ่งเหล่านี้ ปัจจัยเหล่านี้ รูปรสกลิ่นเสียงเหล่านี้ ทำอะไรใจเราไม่ได้ เจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ หรือว่าเจอการกระทบแต่ใจก็ไม่กระเทือน สุดท้ายก็ไปเกื้อโลกด้วย เกื้อโลก ไปช่วยเหลือโลก แม้ว่าจะเจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความล้มเหลว เจอความเข้าใจผิด แต่ถ้าใจเราเหนือ ใจอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่หวั่นไหว ก็ทำอะไรได้ต่อเนื่อง นี่เรียกว่า อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับ สงบเย็น เป็นประโยชน์

ถ้าเราจับหลักนี้ได้ มันก็ทำให้การปฏิบัติของเราถูกทาง ตรงกับการปฏิบัติแบบพุทธ ครอบคลุมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ครอบคลุมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ครอบคลุมทั้งการทำจิตและการทำกิจ ไม่ใช่ไปจัดการแต่ภายนอกอย่างเดียว แต่ว่าจัดการภายใน ทำกิจนี่ก็รวมถึงการดูแลสุขภาพด้วย ดูแลสุขภาพให้ดี แต่ถ้ามันป่วยขึ้นมา ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ถึงแม้ใจไม่ทุกข์นี่ก็ต้องรักษา เหมือนกับบ้านที่มันรั่ว หลังคารั่ว ใจไม่ทุกข์เพราะรู้จักทำจิต แต่ก็ต้องทำกิจคือซ่อมหลังคา ไม่ใช่ปล่อยให้มันรั่ว พูดง่าย ๆ คือ ทำจิต แม้จะหมายถึงการปล่อยวาง แต่ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย คนไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจเรื่องการทำกิจและทำจิต ก็คิดว่าปล่อยวางคือการปล่อยปละละเลย ปล่อยปละละเลยคือการไม่ทำกิจ ซึ่งไม่เหมือนกับการปล่อยวาง ปล่อยวางคือการทำจิต ต้องแยกแยะให้ถูก 


25690712pm--ธรรมะจากซอมบี้
#1501
08/31/2026

12 ก.ค. 69 - ธรรมะจากซอมบี้ : มีศาสนา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่ได้เป็นซอมบี้ ศาสนาก็สามารถทำให้คนเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน คือมีร่างมนุษย์แต่ว่าไม่มีจิตใจ ไม่มีความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามีความโกรธ ความเกลียด ศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ถ้าไปคลั่งมากมันทำให้เรากลายเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน มันก็มีมาแล้ว ชาวพุทธญี่ปุ่นสนับสนุนการทำสงครามในจีนและเกาหลี เพื่อให้มีศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์กว่าในประเทศเหล่านั้น หรือศาสนาพุทธในบ้านเรา ที่ไปปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังพวกมุสลิมก็เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งศาสนาพุทธที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป อันนี้ก็เป็นเพราะว่าความคลั่งในศาสนา มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เป็นซอมบี้

แต่ถ้ามีธรรมะ มีสติ มีความรู้สึกตัว มันก็ช่วยทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกตัว เพราะถ้ารู้สึกตัวเป็นครั้งเป็นคราว ปล่อยให้ความหลงเข้ามาครอบงำ มีความโกรธความเกลียด เราก็สามารถจะกลายเป็นซอมบี้น้อยๆ ได้ ในช่วงที่คนไทยกำลังพูดถึงเนเน่ ให้พิจารณาความหมายของซอมบี้ที่เนเน่ร้องเยอะๆ หน่อยก็ดี มันจะได้เกิดการธำรงรักษาความเป็นมนุษย์ในใจของเรา ไม่ใช่ว่าร้องเพลงซอมบี้แต่ตัวเองเป็นซอมบี้เสียเอง อันนี้มันก็น่าหัว 


25690711pm--ธรรมะที่เด็กควรมี
#1500
08/25/2026

11 ก.ค. 69 - ธรรมะที่เด็กควรมี 


25690710pm--รู้ตัวได้ไว ก็พลั้งพลาดได้ยาก
#1499
08/24/2026

10 ก.ค. 69 - รู้ตัวได้ไว ก็พลั้งพลาดได้ยาก : เวลาเราเจริญสติ สติทำงานอย่างไร แล้วการเจริญสติที่เราฝึกมา เราฝึกให้เกิดสัมมาสติโดยใช้วิธีที่ยอมให้ฟุ้งได้ ยอมให้เผลอได้ แต่ยิ่งเผลอก็ยิ่งรู้ อย่างที่หลวงพ่อเทียนว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้ ยิ่งเผลอ สติก็ยิ่งไวเพราะได้ฝึก แต่ถ้าเราไม่ยอมเผลอ เราจะพยายามบังคับจิตให้นิ่ง เราจะได้ความสงบ แต่ว่าสติจะเรียกว่าไม่เกิดก็ได้ หรือไม่พัฒนาก็ได้

ถ้าเรายอม ฝึกบ่อย ๆ แล้วถ้าฝึกบ่อย ๆ นี่จะมาเอง จะมาช่วยเราได้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเรา มาเตือนเรา มาทักเรา อย่างกรณีของพนักงานขับรถที่มาทักนายทหารคนนั้นซึ่งหวุดหวิดจะกลายเป็นฆาตกรไปแล้ว   คนเราจะต้องเจอกับวิกฤตต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เกิดอารมณ์ท่วมท้น แล้วทำให้เราทำอะไรบางอย่างที่เกิดความเสียหายหรือเกิดความเสียใจ เว้นแต่ว่าเรามีสติมาช่วยเตือนให้เรากลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้ไว และนี่แหละจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการปฏิบัติมาก 


25690709pm--อย่าหลงเชื่อความคิดหรือยึดมั่นตรรกะ
#1498
08/23/2026

9 ก.ค. 69 - อย่าหลงเชื่อความคิดหรือยึดมั่นตรรกะ : ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความเศร้า จริงๆ แล้วมันก็เป็นสภาวธรรมธรรมดา แต่คนเรามักจะไปให้สมมติกับมัน ไปยึดกับสมมติว่ามันไม่ดี มันเป็นอกุศลธรรม มันเป็นสิ่งอกุศล ต้องจัดการ พอมันเกิดขึ้นก็เลยเกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไปให้ค่าหรือเราไปติดสมมติที่ให้กับอารมณ์ความคิดเหล่านั้น ถ้าเรามองว่ามันเป็นกลางๆ มันเกิดขึ้นเราก็แค่รับรู้มันเฉยๆ ไม่ให้ค่ามัน จะเป็นความโศกความเศร้า ความหงุดหงิด เราก็มองมันอย่างกลางๆ มันก็ไม่ทุกข์ ที่เรามาเจริญสติกันเพื่อที่เราจะได้มามองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและใจ โดยไม่ไปให้ค่า โดยไม่ไปติดกับสมมติ

มีความโกรธเกิดขึ้น มีความเศร้าเกิดขึ้น เราก็แค่ดูมันเฉยๆ สักแต่ว่าเห็น แต่พอเราไปให้ค่าว่ามันเป็นลบ เราก็จะร้อนใจ เราก็หงุดหงิด เราก็จะพยายามกำจัดมัน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มความทุกข์ให้กับเรา ลองมองมันอย่างไม่ตัดสิน อย่างเป็นอิสระจากสมมติดู เราจะพบว่ามันสอนธรรมให้กับเราได้มาก เราจะเห็นธรรมะจากความโกรธ ความเศร้า ความหงุดหงิด ได้ดีไม่น้อยไปกว่าอารมณ์ฝ่ายบวก หรืออาจจะดียิ่งกว่าก็ได้ พอเราไปให้ค่าหรือไปสมมุติว่ามันไม่ดี มันก็ทำให้เราไม่สบายใจ เหมือนกับเราให้ค่าว่าเงินที่ได้นี่น้อย ทั้งที่เงินก็เป็นก้อนใหญ่ พอเราไปมองว่ามันน้อย เราก็ทุกข์เลย แต่ถ้าเรามองว่ามันมาก เราก็มีความสุข ถ้าเราไปมองว่ามันก็ไม่มากไม่น้อย มันธรรมดาๆ มันก็ไม่มีอิทธิพลต่อเรา ก็แค่เห็นมันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งภายนอกหรือภายในก็ตาม   การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกใจให้เห็นว่า สมมตินี้มันมีมากมายหลากหลาย อย่าไปยึดติดกับสมมติมาก รู้จักใช้มันให้เป็น ความคิดความเข้าใจกติกาก็รู้ว่ามันมีข้อจำกัด รวมทั้งตรรกะด้วย อย่าไปหลงเชื่อตรรกะของเรา เพราะคนอื่นเขาก็มีตรรกะอีกแบบหนึ่ง อย่าไปเชื่อความคิดของเรา เพราะความคิดของเราอาจจะไม่ใช่ความถูกต้องจริงแท้ก็ได้ ที่จริงมันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้นแหละ แล้วถ้าเรารู้จักรู้ทันสมมติ สมมติมันก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราได้ แต่เราใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าสมมติที่เกี่ยวข้องกับวัตถุสิ่งของผู้คน หรือว่าความคิดอารมณ์ภายใน 


25690708pm--ปกติคือสุข แต่ป่วยก็ไม่ทุกข์
#1496
08/22/2026

8 ก.ค. 69 - ปกติคือสุข แต่ป่วยก็ไม่ทุกข์ : เราฝึกได้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าการที่สุขภาพดี ชีวิตปกติ เป็นความสุขที่ควรจะรู้จักชื่นชม แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง นอกจากเราจะฝึกใจให้รู้จักชื่นชมความปกติว่าเป็นความสุข ถือว่าเป็นโชคที่เรามีสุขภาพดี ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เราก็มีความสุข เพียงแค่กินอิ่มนอนอุ่น สุขภาพดี หายใจได้ปกติ ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีอะไรจะมาบีบคั้นร่างกาย ไม่พิการ ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มีอยู่แล้วทุกวันนี้

แต่เท่านั้นไม่พอ นอกจากการชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้ว เราก็ต้องเตรียมใจยอมรับเวลาที่พลัดพรากสูญเสียไป และมีความเจ็บความปวด มีทุกขเวทนามาแทนที่ มีความติดขัดมาแทนที่ อย่างน้อยเราทำใจยอมรับ ก็ต้องรู้จักฝึก ว่าทำอย่างไรไม่ให้ทุกขเวทนามาบีบคั้นใจ มีความปวดแต่ไม่มีผู้ปวด อันนี้ต้องอาศัยการเจริญสติ หรืออย่างน้อยก็มีสมาธิ มันปวดที่ขา มันปวดที่ท้อง ก็เอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ไปจดจ่ออยู่ที่มือที่กำและแบ อันนี้ก็ช่วยลดความเจ็บความปวดได้ กายปวดแต่ว่าใจไม่ทุกข์เท่าไหร่ ต้องฝึกเอาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นถือว่าเราประมาท แล้วก็ไม่ต้องรอให้แก่เสียก่อน เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยิ่งต้องฝึก เพราะเราไม่รู้ว่าความเจ็บความป่วยจะมาเยือนเมื่อไหร่ บางทีไม่ได้แค่เยือนเฉยๆ มาปักหลักเลย ปักหลักจนลมสุดท้าย แต่ว่าแม้จะปักหลักอย่างไร มันก็ทุกข์แต่กายแต่ใจไม่ทุกข์ อันนี้เราทำได้ 


25690707pm--รู้ตัวเมื่อไร ก็ใกล้ชิดหลวงพ่อเทียน
#1497
08/21/2026

7 ก.ค. 69 - รู้ตัวเมื่อไร ก็ใกล้ชิดหลวงพ่อเทียน : การมีสติ ระลึกรู้กายและใจ ท่านสอนอย่างไรเราก็ปฏิบัติตามจนกระทั่งเกิดผล เมื่อเราเข้าถึงหรือสัมผัสภาวะเช่นนี้ได้ สิ่งที่เป็นสถานที่ที่ชวนให้ระลึกถึงท่าน หรืออนุสรณ์สถานก็ดี ภาพหรือว่าข้าวของเครื่องใช้ที่ท่านเคยใช้ อันนั้นมันก็จะมีความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราได้ถึงสิ่งที่สำคัญกว่า

อันนี้ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิ พระวักกลิอยากจะเฝ้า อยากจะเดินตามใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เพราะไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่าที่จริงไม่ใช่หรอก ที่เห็นมันไม่ใช่พระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเห็นธรรมจึงเห็นเรา ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม   หมายความว่าที่เห็นด้วยตามันยังไม่ใช่ของจริง มันต้องสัมผัสด้วยใจ คือใจที่เข้าถึงธรรม และธรรมที่ว่า ท่านหมายถึงไม่ใช่แค่โมกขธรรม แต่ยังหมายถึงปฏิจจสมุปบาท คือเข้าใจวงจรแห่งความทุกข์ เข้าถึงความพ้นทุกข์ ท่านเรียกว่าญายธรรม ธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ถ้าเข้าใจถ้าเห็นธรรมนั่นแหละ ถึงจะเห็นพระองค์   เช่นเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจหรือเข้าถึงภาวะที่โปร่งโล่ง เป็นอิสระจากความทุกข์ เกิดความรู้ตัวอย่างแท้จริง เรียกว่ารู้ตัวเต็มร้อย ก็เหมือนว่าเราได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อเทียน ส่วนสถานที่ สิ่งที่เป็นวัตถุรูปธรรม อันนั้นก็เป็นส่วนเสริม แม้กระทั่งพระพุทธรูปก็เป็นส่วนเสริม จะได้ไป 4 สังเวชนียสถานหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะว่าใจได้ใกล้ชิดกับพระองค์แล้ว ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติจนเข้าถึงสภาวธรรมอย่างแท้จริง 


25690706pm--จากใจใฝ่เสพเป็นใจใฝ่รู้
#1495
08/20/2026

6 ก.ค. 69 - จากใจใฝ่เสพเป็นใจใฝ่รู้ : ถ้าเรามีใจใฝ่รู้ แทนที่จะเป็นใฝ่เสพ เจอความไม่สงบในวัด หรือเจอความไม่สงบที่ไหนก็ตาม เราจะไม่หงุดหงิดหัวเสีย เรากลับมองว่าดี ได้เรียนรู้ ได้รู้ใจตัวเอง ได้เรียนรู้ผู้คนที่เขาทำตัวไม่น่ารัก ได้เรียนรู้เรื่องโลกธรรม 8 แล้วก็ได้ฝึก ได้ทดสอบ ดั้งนั้น ถ้าเรามีใฝ่รู้ มันจะนำไปสู่ใจที่ใฝ่ทำ ซึ่งตรงข้ามกับใจที่ใฝ่เสพ หรือใฝ่เอา

ชาวพุทธนี่ ถ้าหากว่าเราขยันทำบุญมาก ๆ แล้วเราไม่ระวัง มันจะมีใจที่ใฝ่เอา ใจที่ใฝ่ได้ อยากได้อยากเอา อยากได้โชคอยากได้ลาภ แล้วพอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะโวยวายตีโพยตีพาย ทำไมฉันทำบุญแล้วจึงต้องมาเจ็บป่วย แต่คนที่มีใจใฝ่เรียนรู้ ก็จะไม่ทุกข์เลย ก็จะไม่โวยวายตีโพยตีพาย ถือว่ามาก็ดี ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้เรื่องทุกข์ ได้เห็นธรรมชาติของความทุกข์ ถ้ามีใจใฝ่เสพ เวลาเจ็บป่วยมันอยากจะหาย ตรงนี้ที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเตือนเอาไว้ ท่านบอก อันความอยากหายจากทุกขเวทนา ท่านบอก อย่าอยากหาย เพราะถ้าอยากหาย มันจะเป็นตัวสมุทัย ซ้ำเติมเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น   ถ้าอยาก ให้อยากเห็นสัจธรรมจากความทุกข์ที่แสดงออกที่กายกับใจ ตัวนี้แหละที่มันจะเป็นตัวมรรค ที่ทำให้ ออกจากทุกข์ได้ มันก็ไม่ง่ายที่เวลาเราเจ็บป่วย เรารู้จักวาง วางความอยากหาย แต่มาเสริมความอยากเรียนรู้สัจธรรมจากทุกขเวทนา แต่ถ้าเราฝึกภาวนาด้วยใจที่คิดจะละ ใจที่ละอยู่เสมอ ละความอยาก ละความคาดหวัง ในยามที่เรายังไม่เจ็บไม่ป่วย   เราก็ได้เรียนรู้การละ ได้ฝึกการละ ไม่ต้องละอะไรมาก ละความอยาก ละความคาดหวัง ละความอยากได้ความสงบ อยากให้จิตมันนิ่ง ถ้าเราฝึกอย่างนี้เรื่อย ๆ ต่อไป ถึงเวลาเราเจอโลกธรรม 8 โลกธรรมฝ่ายลบ เจอความเจ็บป่วย จิตที่คิดจะเอามันก็จะไม่มาครอบงำใจ แต่จิตที่คิดจะเรียนรู้ จิตใจที่ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา นี่มันจะเข้ามาเป็นใหญ่ และก็ช่วยทำให้เราได้กำไรจากความเจ็บป่วย ได้กำไรจากโลกธรรมฝ่ายลบ 


25690705pm--ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย
#1494
08/19/2026

5 ก.ค. 69 - ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย : จะว่าไปแล้ว การไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้ แม้ใหม่ ๆ ไม่ทำกิจ แต่ทำจิต มีการบังคับจิต มีการจ้อง เฝ้าดูความคิด แต่พอเราฝึกไปถึงจุดหนึ่ง เราก็ไม่เป็นต้องบังคับจิต ไม่จำเป็นต้องเฝ้ามองความคิดเลย เพราะสติทำงานแทน เราไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ยังอยู่ได้ การที่ไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน ซึ่งอันนี้ก็จะว่าไปแล้ว มันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่เราต้องฝึก

เพราะถ้าเราพัฒนาหรือฝึกศิลปะนี้ได้ การอยู่กับตัวเองจะเป็นเรื่องง่าย การที่จะมีความรู้สึกตัวในเวลาเจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวน หรือเจอเหตุร้าย แต่เราก็จะตั้งสติได้เร็ว มีความรู้สึกตัวได้เร็ว แล้วก็หลุดจากความทุกข์ได้เร็ว ก็เกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมันก็เริ่มต้นมาจากการที่เราฝึกการไม่ทำอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำอะไรอย่างมีศิลปะ อย่างถูกต้อง ไม่อย่างนั้นก็อาจจะพาเราไปหลงทิศหลงทางได้ 


25690704pm--หมั่นสร้างสิ่งเตือนใจในทางกุศล
#1493
08/18/2026

4 ก.ค. 69 - หมั่นสร้างสิ่งเตือนใจในทางกุศล : ถ้าหากว่าเราได้ทำอะไรซ้ำ ๆ กัน โดยเฉพาะที่เป็นสิ่งดี ๆ สวดมนต์ก็ตาม ทำสมาธิก็ตาม เจริญสติก็ตาม หรือแม้แต่นึกถึงคำสอนครูบาอาจารย์อยู่เรื่อย ๆ ถึงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมา เกิดภาวะคับขันหน้าสิ่วหน้าขวาน จิตจะทำงานเอง สติจะออกมาเตือนคนที่ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อยู่บ่อย ๆ ถึงเวลาที่เครื่องบินจะตก รถจะชน หรือแม้กระทั่งจมน้ำ แทนที่จะเกิดความตื่นตระหนก จิตกลับนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นึกถึงบทสวดมนต์ที่ทำเป็นประจำ และการระลึกนึกถึงเหล่านี้ช่วยเตือนใจให้กลับมามีสติ มีความรู้สึกตัว มีความสงบ

ถึงแม้เราจะรู้ว่า เมื่อจะตาย ให้นึกถึงพระ ละทุกสิ่ง แต่ตอนเวลาจะตายจริง ๆ ถ้าไม่ได้ฝึกเป็นประจำ มันนึกไม่ออก มันจะนึกถึงแต่เรื่องราวในอดีต อาจจะนึกถึงความผิดพลาด เรื่องที่รู้สึกผิดติดค้างใจ หรือความกลัว ว่าจะไปอบาย พวกนี้จะมารุมเร้าแทนแต่ถ้าหากว่าเราฝึกอยู่เสมอ ในเรื่องการเจริญสติ หรือการระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ที่เรียกว่าเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อยู่เป็นประจำ หรือระลึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล นึกถึงครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ทำบ่อย ๆ   ถึงเวลาที่เป็นช่วงวิกฤต หรืออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็จะระลึกถึงได้เอง เป็นการเตือนจิตให้กลับมามีสติ โดยที่ไม่ต้องตั้งใจนึก แต่มันทำงานเอง การที่เราหมั่นสร้าง สะสม ตัวเตือนสติหรือเครื่องเตือนจิต ให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล มันคือสิ่งที่ต้องทำสม่ำเสมอ แล้วเมื่อถึงเวลา ไม่ต้องคิด เพราะตอนนั้นมันคิดไม่ออกอยู่แล้ว ถ้าเกิดช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานคับขัน แต่ว่าจิตจะทำงานเอง เพราะว่ามีเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งดีงาม เป็นเครื่องเตือนใจที่เกิดจากการฝึกอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ 


25690703pm--อย่าทิ้งงานภายใน
#1492
08/17/2026

3 ก.ค. 69 - อย่าทิ้งงานภายใน : คนเรานี่ ความสุขไม่ได้เกิดจากการเสพ แต่เกิดจากการทำสิ่งที่มีประโยชน์ ยิ่งถ้าเอาสิ่งที่ทำมาเป็นจุดหมายของชีวิต แม้จะเป็นงานเล็กงานน้อย มันก็มีคุณค่า แต่ก็อย่าไปเน้นงานภายนอกมากนัก เพราะว่าพอแก่ตัวมาก ๆ งานภายนอกก็ทำได้ยากแล้ว ไม่มีแรงไปกวาดใบไม้ที่วัด ไม่มีแรงไปเป็นจิตอาสาแยกขยะ บางทีอาจจะต้องนอนติดเตียง แต่ว่าชีวิตก็ยังมีเป้าหมาย ถ้าเปลี่ยนจากงานภายนอกเป็นงานภายใน 


งานภายใน เช่น ฝึกจิต ให้มีสติ ให้มีความรู้สึกตัว ฝึกให้อยู่กับทุกขเวทนา อยู่กับความเหงาให้ได้ หลายคนทำแต่งานภายนอก พอติดเตียงเข้า เคว้งเลย กระสับกระส่าย อันนี้เพราะว่าไม่รู้จักทำงานภายใน พอไม่รู้จักทำงานภายใน มันก็จะมีความเบื่อ ความฟุ้งซ่าน ความโศก ความเศร้าเสียใจ เพราะไปนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต หรือไม่ก็ไปปรุงแต่งถึงภาพอนาคตในทางลบทางร้าย 


ทั้งหมดนี้มันเป็นการบ้านสำหรับงานภายในได้ดีเลย พอทำงานภายใน อยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยรู้จักวางความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ จนสามารถจะพบความสงบภายใน เป็นมิตรกับตัวเองได้ บางทีเราทำงานภายนอกเพื่อหนีตัวเอง แต่พอไม่มีงานทำ ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง ก็ทุกข์มากเลย เพราะรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง 


แต่งานภายในมันทำให้เป็นมิตรกับตัวเอง แม้อยู่คนเดียว อยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้ ก็ยังไม่ทุรนทุราย พบความสงบภายใน หรือสามารถจะเปลี่ยนทุกขเวทนาให้เป็นอุปกรณ์สอนธรรมก็ได้ งานภายนอกสำคัญ ต้องรู้จักหา เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่า แต่อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดอยู่กับงานภายนอกมาก เพราะถึงวันหนึ่งจะทำงานภายนอกไม่ได้ เพราะเจ็บ เพราะป่วย เพราะแก่ 


แต่ถ้าเรารู้จักทำงานภายใน แม้ว่าจะป่วย แม้จะแก่ เราก็ยังสามารถจะอยู่กับความเป็นจริงได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ และมันทำให้ไม่มีความสงสัยว่าชีวิตมันไร้ค่า ยิ่งถ้าทำงานภายในจนกระทั่งถอนความยึดติดในตัวตนได้ ก็ไม่มีความปรารถนาที่จะทำให้ตัวเองมีคุณค่าแล้ว หรือไม่แคร์แล้ว เพราะว่ามันไม่มีตัวตนที่จะไปถนอมรักษาหรือกังวล ไม่มีตัวกูที่จะแสวงหาคุณค่าให้กับตัวเอง 


อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาความหมายของชีวิต อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาคุณค่าของตัวเองก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีตัวกูจะให้พะวงหรือให้กังวลอีกต่อไป อันนี้ก็เป็นผลของงานภายใน ซึ่งถ้าหากว่าเรารู้จักทำนี่ มันจะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความรู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างในชีวิตเลย 


25690702pm--พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง
#1491
08/16/2026

2 ก.ค. 69 - พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง : เวลามีความรู้สึกตัว เราก็จะเห็นความคิดเกิดขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าความคิดไม่ใช่เรา อารมณ์ที่เกิดขึ้นอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่เรา การที่เห็นความจริงแบบนี้ ช่วยให้จิตไถ่ถอนจากความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูได้มาก ถอนมาทีละนิดๆ แต่ก่อนทำอะไรก็กูทำ กูเดิน กูกิน กูคิด กูโกรธ แต่ตอนหลังเริ่มเห็นแล้ว มันไม่ใช่กูที่ทำ มันเป็นรูปที่ทำ หรือเป็นนามที่ทำมากกว่า 


หลวงพ่อเทียนใช้คำว่า เห็นรูปทำ นามทำ แต่ก่อนมีแต่กูทำ กูเดิน กูนั่ง กูกิน ตอนหลังเห็นว่าเป็นรูปที่นั่ง เป็นรูปที่กิน ส่วนความคิดนี่ไม่ใช่กูคิด เป็นนามที่คิด ความโกรธก็ไม่ใช่กูโกรธ เป็นนามที่โกรธ เห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความโกรธไม่ใช่เรา ก็ช่วยทำให้เราได้เห็นความจริงของอารมณ์ภายใน ก็คือความคิดและอารมณ์ ว่ามาแล้วก็ไป ไม่เที่ยง ช่วยเปิดเผยสัจธรรม 

ความรู้สึกตัวช่วยทำให้ความคิดและอารมณ์ หรือรูปและนาม เปิดเผยความจริงออกมาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก่อนทั้งที่รูปนามอยู่กับตัว แต่ว่าไม่เห็น ไปคิดว่ารูปเป็นเรา นามเป็นเรา รูปเป็นของเรา นามเป็นของเรา แต่พอมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง จะเห็น รูปนามก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็นว่า มันคือรูป ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นามก็คือนาม ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็ช่วยทำให้ใจเริ่มเห็นความจริง เป็นการออกจากความหลงอีกชนิดหนึ่ง ทีแรกหลงเพราะไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังกลายเป็นว่ายังมีความไม่รู้อีกชนิดหนึ่ง คือการไม่รู้ความจริง แล้วพอรู้ความจริงแล้ว ความทุกข์ก็จะเบาบางหรือหายไป 


25690701pm--ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่
#1490
08/15/2026

1 ก.ค. 69 - ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่ : คนเราถ้าหากว่ารู้ เข้าใจถึงความไม่เที่ยง ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชมสรรเสริญหรือความสำเร็จ หรือลาภยศสรรเสริญ ถึงเวลามันเสื่อมไป จากคำชื่นชมเป็นคำต่อว่าด่าทอ โห่ฮา หรือจากชัยชนะเป็นความพ่ายแพ้ จากความสำเร็จเป็นความล้มเหลว เราก็ยังอยู่ได้ โดยเฉพาะถ้าเราไม่เอาค่าของเราไปผูกติดอยู่กับความสำเร็จอย่างที่พูดไว้ก่อน ถ้าคนเราเอาค่าของตัวเราไปผูกติดอยู่กับผลงาน อย่างที่มีคนพูดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เวลางานย่ำแย่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ดี หรืออาจจะดีแต่ไม่ถูกใจคน คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ ก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ที่จริงไม่ใช่เลย 


ค่าของคนเราอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสว่า สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้ารู้จักเข้าถึงความสงบเย็น แล้วใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ได้ นั่นถือว่ามีชีวิตที่งดงามแล้ว ส่วนเขียนหนังสือหรือทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ นั่นเป็นเรื่องของโลก แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำได้ถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้แล้ว 


จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่ก็ยังดีกว่าเอาค่าของคนไปผูกติดอยู่กับเงินทองชื่อเสียง เสื้อผ้าหน้าผม อย่างไรก็เอาผลของงานหรือการกระทำมาเป็นเกณฑ์ในการวัดค่าของคนหรือของตัวเราก็ยังดีกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นอิสระจากความสำเร็จ คำชื่นชมสรรเสริญ ให้ถือว่ามันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิตแบบนี้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มีความผันผวนปรวนแปรอย่างไร ชื่นชมสรรเสริญหรือคำตำหนิต่อว่าด่าทอ จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะขึ้นหรือลง ตอนนั้นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ 


25690630pm--อย่าให้พลังลบครองใจ
#1489
08/14/2026

30 มิ.ย. 69 - อย่าให้พลังลบครองใจ :  ความโกรธความเกลียดนี้มีพลัง แต่เป็นพลังลบที่น่ากลัวมาก ถ้าเรารักษามัน ถนอมมันเอาไว้ นอกจากมันจะเผาลนกรีดแทงใจเราแล้ว มันยังสามารถทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ได้ ยิ่งเกลียดความไม่ถูกต้องของใคร ก็ง่ายมากที่จะซึมซับเอาความไม่ถูกต้องของคนนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา มันก็เลยเห็น ยิ่งไม่ชอบความไม่ถูกต้องของใคร เราเองกลับทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อันนี้เพราะพลังลบ คือความโกรธความเกลียด แต่ถ้าเราพยายามสร้างพลังบวกขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา มันสามารถทำให้เราทำสิ่งที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ได้ 


คนเราเลือกได้ว่าจะสะสมพลังลบหรือพลังบวกไว้ในใจ ก็ต้องมีสติด้วย เป็นเบื้องต้น รู้ว่าเรามีพลังลบอยู่ในใจ มีความโกรธความเกลียด ก็อย่าให้มันครองใจ และพยายามที่จะปลุกพลังบวกขึ้นมา ความรักความเมตตา อันนี้ทำให้จิตใจเรามีพลัง แล้วก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ง่าย และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลได้ หรือที่สุดนี่ก็สามารถทำให้มีพลังในการอยู่รอดได้ แทนที่จะตายเสียก่อนเพราะว่าเกิดวิกฤต ก็สามารถที่จะ เอาตัวรอดได้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น 


25690629pm--เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ
#1488
08/13/2026

29 มิ.ย. 69 - เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ : คนส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่า มีเรา แต่เมื่อมีเราแล้ว ก็ต้องระวัง อย่าไปยึดว่าอะไร ๆ เป็นของเรา ถ้าคิดว่าเป็นของเราเมื่อไหร่ เราเป็นของมันทันทีเลย ไม่ใช่เฉพาะคน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ งานการ แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในใจ เช่น ความคิดและอารมณ์ เป็นเพราะไม่รู้ ก็เลยไปยึดว่าความคิดเป็นเรา เป็นของเรา เราก็เลยเป็นของมันทันที 


ความคิดเป็นนายเรา อารมณ์เป็นนายเรา เพราะไปหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา แม้ว่าจะเป็นอารมณ์อกุศล ความคิดลบคิดร้าย แต่พอไปยึดมั่นว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา เราเป็นของมัน มันก็มาทำร้ายจิตใจ เกิดความโศก ความเศร้า ความกลัดกลุ้มได้ การมีสติ เห็นว่าความคิดและอารมณ์ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันช่วยให้ใจเป็นอิสระ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ต่อไปก็จะทำให้เกิดปัญญา จนเห็นว่าสิ่งภายนอกก็เช่นกัน ก็ไม่ใช่ของเรา ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน สามีภรรยา เงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรืองานการ มันเป็นสิ่งที่มาช่วยทำให้ชีวิตทำประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา


ถ้าไปหวังอยากให้มันอยู่ในอำนาจของเรา เราก็จะอยู่ในอำนาจของมันทันทีเลย แล้วก็ตกเป็นทาสของมัน หาความสุข ความสงบ ความเย็นไม่ได้เลย อันนี้ก็ต้องตระหนักเอาไว้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็ให้เห็นว่า คุณค่าของเราอยู่ที่ความดี อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ความรู้ การกระทำของเรา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะเป็นอิสระจากความยึดถือในคุณค่าของตัวเอง


25690620pm--รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย
#1487
08/12/2026

20 มิ.ย. 69 - รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย : ความทุกข์เป็นเพราะมี ตัวกู เข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ไม่เช่นนั้นก็ ของกู ตรงนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเข้าใจหรือเห็นสมุทัย ก็จะเห็นอริยสัจ 4 ถ้าเห็น เข้าใจ ก็ถือว่าเห็นธรรม ซึ่งเกิดจากการที่ไปดูหรือเห็นความคิดและอารมณ์ ครูบาอาจารย์ท่านจึงบอกว่า ดูคิด เห็นธรรม  ดูกาย เห็นจิต ดูคิด เห็นธรรม ความหมายคืออันนี้ เอาแค่เห็นรูปเห็นนาม ก็เห็นขันธ์ 5 เอาแค่เห็นสมุทัยคือ ตัวกูของกู ก็เห็นอริยสัจ 4 อย่างนี้ท่านก็ถือว่าเป็นการเห็นธรรม ไม่ต้องไปเห็นถึงขั้นโพชฌงค์ 7 หรือ อายตนะ 12 ก็ได้ แค่เห็นหลัก ๆ แค่นี้ ก็ถือว่าเห็นธรรม


เห็นธรรมก็ช่วยทำให้ความทุกข์มันเบาบางลง เพราะว่าไม่หลงเชื่อตัวกูของกูอีกต่อไป เวลาใครเอาของไปก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อก่อนทุกข์เพราะว่า ของกู ของกู แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่าของกูแล้ว ถ้ามีตัวกูของกูเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าหากว่าถอนตัวกูของกูได้ ความทุกข์ก็ลดน้อยลง ก็เรียกว่าเข้าใกล้นิโรธ ซึ่งก็เป็นธรรมในอริยสัจ 4 


ฉะนั้น การเจริญสติจึงเป็นอุบายที่จะช่วยถอนใจจากความทุกข์ได้ อุบายนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เลวเสมอไป หมายถึงวิธีการ เป็นเครื่องมือในการช่วยถอนใจจากความทุกข์ทำให้อันตรายที่ปกปิดทำอะไรเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เรานึกถึงแต่อันตรายที่เปิดเผยก็เลยขยันทำบุญเยอะ ๆ จะได้ไม่มีอันตรายมาแผ้วพาน แต่บุญที่ว่านี้มันไม่ช่วยรักษาใจเราให้รอดพ้นจากอันตรายที่ปกปิดได้ อันตรายที่ปกปิดจะแคล้วคลาดได้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่ทำบุญเฉย ๆ และปฏิบัติธรรมที่จะช่วยเราได้ตรง ๆ คือ การเจริญสติ โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4 


25690619pm--ธรรมชาติสอนใจ
#1486
08/11/2026

19 มิ.ย. 69 - ธรรมชาติสอนใจ : การที่เรารู้จักเห็นธรรมจากธรรมชาตินี่ก็สำคัญ แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัว เพราะถ้าใจเราเปิด อยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นธรรมจากธรรมชาติได้ การเจริญสติในแง่หนึ่งก็ทำให้เราเห็นธรรมะจากกายและใจ จากรูปและนาม จากความคิดและอารมณ์ แม้กระทั่งจากกิเลส 


แต่ว่าถ้าเราฉลาดในการมองเรียกว่ามีโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แค่รูปนามหรือกายใจที่สอนธรรมให้กับเราได้เท่านั้น ธรรมชาติแวดล้อม ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กบน้อย แมงป่อง สารพัดสัตว์ก็สอนธรรมให้กับเราได้ ต้องฉลาดในการสังเกต 


แต่จะสังเกตได้ ใจก็ต้องว่าง จะว่างได้เพราะใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไม่ลอยไปอดีต ไม่จมกับอนาคต ไม่ปล่อยให้ความคิดมันครอบงำใจ ใจที่ว่างด้วยสติด้วยความรู้สึกตัว นอกจากจะช่วยทำให้เราเห็นธรรม จากความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในแล้ว ก็ยังเห็นธรรมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ต้องฉลาดในการมอง ฉลาดในการพิจารณา