Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ
25690430pm--เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์
30 เม.ย. 69 - เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : เราต้องรู้จักฉลาดในการฉวยโอกาส ถ้าเราฉวยโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกใจ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ต่อไปเราก็จะมีความเชี่ยวชาญในการอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้นที่ใจ กิเลสก็ดี ความคิด อารมณ์อกุศลก็ดี หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนา ซึ่งไม่ว่าเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะมีตัวช่วยเยอะ เช่น ยาระงับปวด แต่ก็มีขีดจำกัด
แต่ถ้าเราเรียนรู้วิชากรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อชาว่า จงอยู่กับมันอย่างมีสติเหมือนน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ เวทนาก็เหมือนกัน มันสามารถจะเป็นน้ำ แต่ว่าซึมเข้าใบบัวไม่ได้ คือไม่สามารถจะไปบีบคั้นใจได้ เพราะว่ามีสติเป็นเครื่องรักษา แม้จะยากแต่ทำได้ อาจจะทำไม่ถึงขั้นคุณยายคนนั้นที่บอกว่ากระดูกที่หัก อาการที่เกิดเป็นสักแต่ว่าเวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน สามารถจะให้จัดกระดูกเข้าที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยาชา แต่อย่างน้อยสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมคนนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับอาจารย์มด จนกระทั่งมดกัดเจ็บ แสบ ปวด จี๊ด ๆ ก็จริง แต่ก็อยู่กับมันได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ แถมใจกลับสงบเย็นด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะฝึก จึงบอกว่า นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักฉวยโอกาส และถ้าฝึกบ่อย ๆ เจอทุกข์ ก็จะเห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์25690429pm--นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น
29 เม.ย. 69 - นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น : ช่วงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว ผู้ชายคนนี้แกคิดได้ดี ในเมื่อผมจะต้องตายอีกไม่นาน เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขที่สุด และความสุขของแกไม่ใช่การกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เพราะแกทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ความสุขแกเกิดจากการที่แกมองให้เป็นบวก รู้จักหาความสุขจากทุกอย่าง
แล้วเป็นนักฉวยโอกาส แม้ว่าปวดทุกขเวทนา แต่ก็มีเรื่องเอามาคุยให้สนุกสนานได้ ถ้าเราเป็นนักฉวยโอกาสแบบนี้ แม้ในยามที่เราป่วยหนักในระยะสุดท้าย เราก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าให้ดี ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิเอาไว้ สติจะช่วยทำให้เรารับมือกับความปวดได้ อยู่ร่วมความปวดได้ แม้จะไม่มียาระงับปวด หรือยาระงับปวดระงับได้ไม่ตลอด ถึงเวลาปวดขึ้นมา ใจก็อยู่กับความปวดได้โดยไม่ทุกข์ ซึ่งนี่ล่ะคือจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ หรือด้วยความปกติสุข สิ่งที่ไม่ถูกใจเราไม่ใช่มีแค่นอกตัวเรา บางทีก็มีอยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา แต่เราก็อยู่กับมันโดยที่มันทำอะไรเราไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพราะมีสติ ซึ่งเราจะมีสติแบบนี้ได้เราต้องเป็นนักฉวยโอกาส ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์จนเป็นนิสัย ถึงเวลาที่เราป่วย อยู่ในระยะท้าย เราก็ยังรู้จักใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย25690428pm--พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง
28 เม.ย. 69 - พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง : การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เราได้คืนสู่สามัญ ไม่ใช่เพื่อหลบหรือหนีไปสู่สภาวะที่พิเศษแตกต่างจากสิ่งอื่น แม้กระทั่งภาวะที่จิตไม่คิดอะไรเลย อันนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ เพราะว่าบางคราวจิตมันก็มีการปรุงแต่งเพราะปุถุชน แต่ว่าการปรุงแต่งเป็นอารมณ์อกุศลเหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ แม้กระทั่งทุกขเวทนาทางกายก็อาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิด แต่ก็เห็นมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ ยอมรับมันได้ มันก็หมดพิษสง
เหมือนกับบางคนที่โกรธ หรือว่ารู้สึกซังกะตาย ทีแรกก็ทนไม่ไหว แต่พอเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอโกรธก็ได้นะ พอบอกกับตัวเองว่า เธอโกรธก็ได้นะ ไอ้ความโกรธก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว หรือพอรู้สึกว่าจะต้องอยู่กับความซังกะตายเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต พอยอมรับมันได้ แม้ความซังกะตายยังอยู่ แต่ว่าจิตใจนี้ก็กลับโปร่ง โล่ง เบา สบาย อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลก อารมณ์มันยังอยู่แต่ว่าใจไม่ทุกข์แล้ว เพราะว่าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบรู้ซื่อ ๆ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่หลวงพ่อชาบอกว่า เราไม่ได้หนีกิเลส ไม่ได้ให้กิเลสหนีเรา แต่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนกับน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ กิเลสหรือความทุกข์ก็ซึมเข้าสู่ใจไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษา25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู
27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง
คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร” ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร” ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก25690426pm--ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ
26 เม.ย. 69 - ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ : ถ้าเราอยากให้คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของธรรมะ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ธรรมะเปลี่ยนเราอย่างไรบ้าง ถ้าเราแสดงให้คนเห็นว่า ธรรมะทำให้เราดีขึ้น สงบเย็น ใจกว้าง มีเมตตา เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีสติ มีความรู้สึกตัว คนที่เห็นเขาก็เกิดความสนใจ อย่างน้อยเกิดศรัทธาในตัวผู้นั้น แล้วก็อาจจะซึมซับรับเอาคุณธรรมของคนนั้น เข้าไปไว้กับตัว ไว้กับใจ
ซึ่งต่างจากการพูด พูดธรรมะให้ดีอย่างไร แต่ว่าการปฏิบัติตัวนี่คนละเรื่องกันเลย คนก็ไม่ค่อยมีศรัทธา บางทีก็สงสัยว่า ทำไมธรรมะไม่ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่สงบเย็นเลย ฟังธรรมก็เยอะ ปฏิบัติธรรมก็มาก เข้าคอร์สก็บ่อย แต่ทำไมยังเจ้าอารมณ์หงุดหงิดหัวเสีย ลูกเห็นลูกก็ไม่ได้เกิดศรัทธา พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างไร ลูกก็ไม่คล้อยตาม เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นนี่ไม่ถูกต้อง มันสวนทางกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม หรือว่าจะเป็นการสอนธรรม สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักดูจิตดูใจของตัว รู้จัก ดึงสติกลับมา ให้มีความรู้เนื้อรู้ตัว แล้วธรรมะข้ออื่น ๆ ก็จะออกมาเอง25690417pm--ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร
17 เม.ย. 69 - ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร : อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า เวลาหงุดหงิดว่าไม่ถึงเป้าหมายสักที ก็ให้นึกในใจว่ามันถึงต่อเมื่อมันถึง ถ้ามันไม่ถึงก็ไม่ถึงเท่านั้นเอง หรือไม่ก็นึกไปว่าจุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า เวลาเดินธรรมยาตรา เราก็บอกกันว่า จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า จุดหมายไม่อยู่ที่ข้างหน้า พอลดความคาดหวังลงว่าต้องถึงที่หมายเร็วๆ มันจะถึงเมื่อไหร่ก็ไม่ทุกข์
อันนี้แหละคือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็คือว่าเราฝึกทำจิตได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราฝึกทำจิตเป็น ความทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็จะน้อยลง ดังนั้นถ้าเราพิจารณาข้อความเหล่านี้ จากบทสวดมนต์ไม่ว่าทำวัตรเช้าหรือเย็น ใคร่ครวญดีๆ มีประโยชน์ แล้วถ้าเรานำไปปฏิบัติเป็นแนวทาง อย่าง 3 ข้อความนี้ นอกจากจะเป็นตัวชี้เป้าให้เรารู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไรแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของการปฏิบัติด้วย ถ้าปฏิบัติทั้งปี ปฏิบัติทั้งชีวิต แต่ว่าเจอสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็ยังทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เราที่พอใจก็ยังทุกข์ หรือยังทุกข์เพราะมีความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อันนี้ก็แสดงว่ายังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร ก็ฝึกให้ก้าวหน้ามากขึ้น25690416pm--ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี
16 เม.ย. 69 - ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี : เวลาเราทำความดี ให้เรามั่นคงในการทำความดี อยู่กับปัจจุบัน ทำความดีให้ดีที่สุด ส่วนผลจะเป็นอย่างไร รวมทั้งผลแห่งความดี แม้เกิดขึ้นแล้วก็อย่าไปหวั่นไหว อย่าไปหลงใหลเพลิดเพลินยึดติด หรืออย่าไปทุกข์ร้อน ถ้าเกิดเป็นคำต่อว่าด่าทอ หรือความไม่เข้าใจของผู้คน ให้ทำดีต่อไป
เพราะถ้าเราเอาใจไปผูกติดอยู่กับผล เราก็อาจจะท้อในการทำความดี แต่ถ้าเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย เราก็จะได้รับอานิสงส์แห่งความดีนั้น แล้วความดีในที่สุดก็จะก่อให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจของเรา อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะไปมัวยึดติดกับผลของความดีที่ไม่ได้เป็นไปดังใจ25690414pm--สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา
14 เม.ย. 69 - สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา : จะให้ไม่ให้มีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ มันก็ยากสำหรับปุถุชน แต่ถึงแม้เกิดขึ้นมันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความหงุดหงิด เพราะว่าใจเรามีสติเป็นเครื่องรักษา เมืองก็ยังปลอดภัยแม้ว่าจะมีศัตรูคอยจะเข้าไปรุกราน ก่อความรุนแรง เผาเมือง แต่มันเข้าไปในเมืองไม่ได้เพราะว่ามีทหารยามเฝ้าเมืองเอาไว้อย่างดี
จะให้เมืองไม่ให้ปลอดภัยเพราะว่าไม่มีโจร ไม่มีผู้ร้าย โจรผู้ร้ายก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันเข้าไปก่อกวนทำวินาศกรรมในเมืองไม่ได้ เพราะว่ามียามที่ทรงประสิทธิภาพ ฉลาด ป้องกันไม่ให้พวกนี้เข้าเมืองได้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจเรามีสติ แม้อารมณ์อกุศลต่าง ๆ เกิดขึ้น มันก็เข้ามาทำร้ายใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นความสงบก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่ายังมีเสียงดังกระทบหู เจอการกระทำคำพูดที่ไม่ถูกใจ แต่ก็ทำอะไรใจเราไม่ได้25690413pm--ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว
13 เม.ย. 69 - ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว : อารมณ์ถ้ามันเพิ่งเกิดขึ้น เราก็ดับง่าย เช่น ความโกรธ แทนที่เราจะปล่อยให้มันลุกลามไปเป็นความโกรธ ตอนที่มันเริ่มเป็นความหงุดหงิด เป็นความไม่พอใจ เราก็ด่วนมารู้ทันมันซะก่อน ถ้ารู้ทันมัน ตั้งแต่มันยังเพิ่งหงุดหงิดหรือมีความไม่พอใจ อันนี้ดับง่าย แต่ถ้าปล่อยให้ความหงุดหงิดมันลุกลามไปเป็นความโกรธ กลายเป็นความคับแค้นใจ ตรงนี้ดับยากแล้ว บางทีใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะกว่าจะดับ แต่ถ้ามันเป็นแค่ประกายความโกรธคือความหงุดหงิด ดับง่าย
ไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟป่าถ้าเรารู้เร็ว มันดับง่าย อย่างวันนี้เรารู้เร็วหน่อยก็ไปช่วยกันดับ ถ้าปล่อยไปผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมง มันจะดับยากแล้ว เพราะว่ามันไหม้ไปทั่ว รวมทั้งไหม้ต้นไม้แห้งโค่นล้มลงมากลายเป็นไฟสุมขอน แล้วก็ทำให้ไฟลามไปไกล ไฟที่เกิดจากต้นไม้ที่โค่นลงมานี่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันสามารถจะลามไปยังต้นไม้และพื้นที่ข้างเคียง กินเนื้อที่กว้างมาก แต่ที่มันโค่นมาได้เพราะว่าเราให้เวลามัน แต่ถ้าเรารีบไปจัดการมันเสียแต่เนิ่น ๆ มันก็จะสงบได้เร็ว อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้มันลาม โดยเฉพาะถ้าสติยังอ่อน มีสติรู้ทันเร็วเท่าไหร่ มันก็ดับง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความอิจฉา ความวิตกกังวล25690412pm--กลับมารู้สึกตัว
12 เม.ย. 69 - กลับมารู้สึกตัว : เราลืมสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน หรือลืมปัจจุบันขณะ เพราะว่าใจไม่มีสติ ใจลอย แล้วเมื่อรับรู้แล้วด้วยความตั้งใจ รับรู้สิ่งที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันแล้ว เป็นการรับรู้โดยไม่ตัดสิน อันนี้แหละที่ท่านเรียกว่า รู้ซื่อ ๆ รู้เฉย ๆ หลวงพ่อคำเขียนบางทีก็พูดว่า รู้ดีก็ช่าง รู้ชั่วก็ช่าง คือแค่รู้เฉย ๆ ไม่มีการให้ค่าว่าดีหรือร้าย ชอบหรือชัง
เวลาเราใช้สติรับรู้อะไรก็ตาม หรือใช้สติทำอะไรก็ตาม มันจะมีลักษณะอยู่ 3 ประการ อันนี้สำหรับคนที่สนใจว่า เออ สติอย่างไหนจึงเรียกว่ามีสติ อย่างไรเรียกว่าทำงานอย่างมีสติ เราก็เอา 3 ข้อนี้มาจับว่า สิ่งที่เรากำลังทำ สิ่งที่เรากำลังรับรู้ มันเป็นการรับรู้หรือทำด้วยสติไหม ก็คือ 1 ก็คือรับรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และ 2 เป็นความตั้งใจในการรับรู้นี้ ไม่ใช่เผลอ แล้วเมื่อรับรู้แล้ววางใจเป็นกลางต่อสิ่งนั้น ได้ยินเสียงโทรศัพท์แทรกมา ก็ใจก็ไม่บ่น ไม่โวยวาย ได้ยินเสียงคนคุยอยู่ข้างหลังขณะที่เรากำลังฟังคำบรรยาย ใจก็รับรู้ แล้วก็วาง กลับมาสนใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะ หรือสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันก็คือการฟัง ไม่ไปจดจ่ออยู่กับเสียงที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็ไม่ไปให้ค่ากับมัน ก็คือ ชอบหรือชัง บวกหรือลบ ถ้าเราไปให้ค่ากับมัน โดยเฉพาะชัง ก็จะไปติดยึดอยู่กับสิ่งที่ได้ยินหรือสิ่งที่รับรู้ ก็เรียกว่าลืมสิ่งที่เป็นปัจจุบันไป อันนั้นก็เรียกว่าใจไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว แต่ก็ธรรมดา สิ่งที่เราควรทำคือ กลับมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมารู้สึกตัว ฉะนั้นถ้าเราฝึกแบบนี้ ใจเราก็จะมีบ้านอยู่ การกลับบ้านจะไม่ใช่เป็นแค่พาตัวกลับบ้าน แต่เรายังสามารถพาใจกลับบ้าน อยู่กับความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน25690411pm--ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง
11 เม.ย. 69 - ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง : การรู้ธรรมะเยอะ ๆ การฟังธรรมะเยอะ ๆ นี่มันไม่พอ มันต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะปฏิบัติให้มีสติ สติทั้งที่เป็นการระลึกได้ถึงข้อธรรมคำสอน ระลึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ระลึกได้ถึงผิดชอบชั่วดี แต่ว่าไม่พอ มันต้องช่วยทำให้มีความรู้ตัว แล้วตรงนี้เองที่ต้องอาศัยสัมมาสติ
ซึ่งถ้าเรามีสติที่ว่า ธรรมใด ๆ ที่เรารู้มาก็จะมีค่าขึ้นมาทันที เพราะว่าเมื่อรู้แล้วเราก็ทำ แต่ที่เราทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ก็เพราะความหลง ฉะนั้น พูดอีกอย่างคือ ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง ความรู้ทางธรรมของเราจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีสติช่วยให้ไม่หลง แล้วสตินั้นเองจะช่วยทำให้เกิดการกระทำถ้ามันเป็นความดี หรือการไม่กระทำถ้ามันเป็นความชั่ว หรือเป็นสิ่งที่เป็นโทษ25690410pm--สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ
10 เม.ย. 69 - สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ : หลายปีก่อนเศรษฐกิจดี ธุรกิจก็เจริญ ทำอะไรก็สะดวก ค้าขายก็คล่อง ถ้าเราดีใจหรือเพลินไปกับมัน ถึงเวลาที่เศรษฐกิจตก ข้าวของราคาแพง อย่างทุกวันนี้ เราก็จะทุกข์มากเลย แต่ถ้าเรารู้ว่าความเจริญโชติช่วงชัชวาลทางเศรษฐกิจ ก็คือความเสื่อมที่ยังไม่แสดงตัวออกมา เราก็ไม่หลงใหลเพลิดเพลินยินดีกับมัน เราก็พร้อมที่จะเผชิญ เมื่อความเสื่อม ความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากว่าเวลามีความสุข มีสุขภาพดี มีความสำเร็จ มีความสมหวัง เราดีใจ เราเพลิดเพลินหลงใหลไปกับมัน นั่นแสดงว่าเราประมาท ที่เราประมาทเพราะเราไม่รู้ความจริงว่า จริงๆ แล้วความสุขก็คือความทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏ แต่ในเวลาเดียวกัน ความทุกข์เวลาเกิดขึ้นกับเรา เราก็ไม่โวยวายตีโพยตีพาย หรือจมอยู่ในความทุกข์ เพราะเราก็รู้ว่าความทุกข์ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พูดอีกอย่างก็คือว่า ความทุกข์ก็คือความสุขที่ยังไม่ปรากฏก็ได้ ในความสุขก็มีความทุกข์ ในความทุกข์ก็มีความสุข พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ ถ้าเรารู้แบบนี้ เราก็ไม่เสียใจมาก เวลาเจอสุขเราก็ไม่ดีใจ ดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว ไม่ดีใจนาน เวลาเจอความทุกข์เราก็อาจจะเสียใจ แต่ก็อย่าเสียใจนาน เสียใจแค่วันเดียวก็พอ เพราะว่าความทุกข์ก็แปรเปลี่ยน ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ เวลาเกิดขึ้น จะเสียใจก็เสียใจแค่วันเดียว อย่าไปเสียใจนาน เพราะไม่นานก็แปรเปลี่ยนไป แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเวลาเจอความสุข หรือความสำเร็จ เราก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม ถ้าจะดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว อย่าดีใจนาน แล้วก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ เผชิญกับความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นตามมา ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าเราเข้าใจ แม้จะสุขหรือทุกข์ เราก็ไม่แปรเปลี่ยน เจอสุขก็ไม่หลงหรือลืมตัว เจอทุกข์ก็ไม่จมดิ่งไปกับมัน ก็สามารถที่จะรักษาใจให้เป็นปกติได้ ไม่ว่าขึ้นหรือลง ได้หรือเสีย สำเร็จหรือล้มเหลว25690409pm--รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา
9 เม.ย. 69 - รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา : ในขณะที่เรียกร้องความถูกต้องจากคนอื่น แต่ว่าไม่ได้ดูแลใจของตัวเองให้ถูกต้อง มันก็ไม่ใช่เป็นวิสัยของนักปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะของพระเท่านั้น นักปฏิบัติ ในขณะที่เราเห็นความไม่ถูกต้องต่อหน้า เราก็ต้องกลับมาดูแลใจให้ถูกต้องด้วย เพราะไม่งั้นเราจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องยิ่งกว่า
นี่ก็เป็นเรื่องของการดูใจของตัว ไม่ว่ามีอะไรมากระทบ ไม่ว่าเจออะไรที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ อย่างแรกที่ต้องทำคือ มารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนั้น อย่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ เรื่องของนิสัย หรือเป็นเรื่องของสมอง เราเป็นผู้ที่มีโอกาสได้ฝึกสติ ก็ต้องรู้จักดูใจของตัว โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใฝ่ธรรม ไม่งั้นความโกรธก็จะเผาลนใจ แล้วก็จะโกรธคนอื่นไปทั่ว โดยที่ไม่ตระหนักว่าที่จริงแล้วความโกรธ รากเหง้ามันอยู่ที่ใจเรา อยู่ที่ความคาดหวัง อยู่ที่ความยึดมั่น อยู่ที่การปรุงแต่ง25690407pm--ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก
7 เม.ย. 69 - ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก : ก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรมข้ออะไร ก็ต้องเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายคือเพื่ออะไร สันโดษก็เหมือนกัน สันโดษจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น เดิมเราหมดเวลาและพลังงานไปกับการหาเงินหาทองและการเสพการบริโภค แต่ตอนหลัง สันโดษคือ เราอยู่ง่าย เราไม่ไปเสียเวลาการหาเงินหาทองมากนัก เพราะว่าเราไม่ใช้เวลาไปกับการกิน การดื่ม การเที่ยว เราอยู่อย่างประหยัด อยู่อย่างเรียบง่าย บางคนไปเข้าใจว่าพอเสพน้อย ทำงานน้อย แล้วก็มีเวลาว่างเยอะ ก็เลยนั่งเล่นนอนเล่น อันนั้นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของสันโดษ
จุดมุ่งหมายของสันโดษคือ สงวนพลังงานและเวลา เพื่อที่เราจะได้เอาไปทำสิ่งดีงามมากกว่าการหาเงินหาทองหรือการเสพสุข เช่น ภาวนา ทำกรรมฐาน หรือเอาเงินไปช่วยเหลือส่วนรวม ได้เงินมาเยอะเพราะว่าใช้น้อย ก็เอาเงินนั้นไปช่วยเหลือส่วนรวม ไปบำรุงวัด ไปบำรุงโรงพยาบาล เป็นต้น อันนี้คือจุดมุ่งหมายของสันโดษ25690406pm--ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ
6 เม.ย. 69 - ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ : เวลาเจอสถานการณ์ใดก็ตาม แม้จะไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำอะไรได้ หรือว่าพยายามทำแล้ว แต่ว่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มันก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย
มีอย่างหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรืออย่างที่สองคือ ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างที่เขาใช้คำว่า ซื่อสัตย์ หรือซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง แล้วทำใจเปิดกว้างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทางออกมีเสมอ แต่มันเป็นทางออกที่อยู่ข้างใน25690405pm--สูตรสำคัญของชีวิต
5 เม.ย. 69 - สูตรสำคัญของชีวิต : แม้พระพุทธเจ้าจะสอนกาลามสูตรมานานแล้ว 2500 กว่าปี แต่ว่ายังสำคัญสำหรับชีวิตของเรา โดยเฉพาะในยุคที่เรียกว่ายุคข้อมูลข่าวสาร ยุคโซเชียลมีเดีย ยุค AI ยิ่งต้องใช้หลักกาลามสูตรมาก ๆ อย่าเชื่อง่าย แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อเลย แต่ว่าก่อนจะเชื่อต้องใช้เหตุใช้ผลใคร่ครวญ
ความจริงบางอย่าง เราไม่มีทางที่จะเห็นด้วยตา แต่เราก็พิจารณาเอา เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะฟังตามกันมา เพียงเพราะถือสืบ ๆ กันมา เพียงเพราะเสียงเล่าลือ เพียงเพราะการอนุมาน เพราะตรรกะ เพราะอ้างคัมภีร์หรือตำรา หรือแม้กระทั่ง เพราะผู้พูดเป็นครูของเราหลวงพ่อพูดก็อย่าเพิ่งเชื่อ ไปพิจารณาดู ครูก็อาจจะผิดได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ท่องจำเอาไว้25690404pm--รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด
4 เม.ย. 69 - รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด : คนเรา ถ้าไม่มีสติแล้วก็ทำอะไรไม่ได้หรอก จะทำดี จะรักษาใจให้เบิกบาน ก็เพราะมีสติเป็นเครื่องกำกับ เพราะฉะนั้น หัวใจที่สำคัญของพุทธศาสนา ในความเห็นของเกล้ากระผมคือสติ ที่เหลือนอกนั้นก็เป็นกระพี้ อันนี้ก็น่าสนใจ ที่ครูบาอาจารย์แม้ท่านเป็นอาจารย์กรรมฐาน เป็นพระป่า แต่ท่านกลับเห็นว่าสติสำคัญที่สุด ดังนั้น ถ้าเราเอาสติมาใช้กับการทำงาน ในการบริโภค ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ก็เท่ากับว่าเราบำเพ็ญ อปัณณกปฏิปทาได้อย่างถึงพร้อม และช่วยทำให้เรารักษาศีล รักษาจิตให้ปกติได้
25690403pm--ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น
3 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น : ความทุกข์แม้มันเกิดขึ้น แต่เห็นมันนี่ดี หลวงพ่อคำเขียนก็พูดเลยก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านไม่ได้พูดท่านเขียน เห็นทุกข์ก็พ้นทุกข์ ถ้าอยากพ้นทุกข์ก็ต้องเห็นทุกข์ ทีแรกเห็นด้วยสติก่อน มีความทุกข์เกิดขึ้นก็เห็นมัน ต่อไปเห็นด้วยปัญญาว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย พอเห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์หรือเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น พอไม่ยึดมั่นถือมั่นก็พ้นทุกข์เลย เป็นอิสระจากความทุกข์
เรามาถ้าตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ก็ขอให้ฝึกให้เห็น ถ้าฝึกแล้วไม่เห็นก็แสดงว่ายังไปไม่ถูกทาง ก็ต้องเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก จากเห็นด้วยสติก็พัฒนามาสู่การเห็นด้วยปัญญา นั่นแหละถึงจะช่วยทำให้ออกจากทุกข์ได้ หรือว่าทุกข์เบาบางลง25690402pm--เราทุกคนคือนักโทษ
2 เม.ย. 69 - เราทุกคนคือนักโทษ : การเตรียมตัวก่อนตาย มันไม่ใช่ว่าจะต้องรอให้รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ พวกเราส่วนใหญ่ในที่นี้ก็ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ อาจจะยังอีกไกลหลายสิบปีก็ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ควรเตรียมตัว ควรเตรียมตัวไว้ เพราะยังไงเราก็ต้องตายกันทุกคน แล้วเผลอๆ อาจจะตายวันพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ก็ได้ เพราะความตายมันไม่มีใครที่จะรู้ล่วงหน้าหรือคาดการล่วงหน้าได้
อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันมีสิ่งที่บอกล่วงหน้าหรือคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ 5 อย่าง ภาษาบาลีเรียกว่าอนิมิตตัง มี 5 ประการคือ 1. ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ 2. ไม่รู้จะตายเวลาใด 3. ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน 4. ไม่รู้จะตายเพราะเหตุใด 5. ตายแล้วไปไหนก็ไม่รู้ แค่สี่ข้อแรกมันก็น่าคิดแล้ว เพราะว่าแม้จะยังเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นเด็ก หรือแม้จะสุขภาพดี ก็ไม่ใช่ว่าความตายจะไม่มาถึงตัว จริงๆ แล้วทุกคน พวกเราแม้จะไม่ใช่นักโทษประหารที่ต้องถูกจองจำในบางขวาง แต่ว่าโดยสภาพความเป็นจริงแล้วเราทุกคนก็ไม่ต่างจากนักโทษประหารคือ เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ แต่สักวันหนึ่งเราก็ต้องถูกประหารแน่นอน เพราะว่าความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น ครูบาอาจารย์บางท่านก็บอก พวกเธอเป็นนักโทษประหารกันทั้งนั้นแหละ ถึงแม้จะไม่ได้ถูกจองจำหรือถูกขังในเรือนจำ แต่ว่าไม่ช้าก็เร็วต้องถูกประหารชีวิต อาจจะไม่ใช่ถูกยิงเป้าถูกแขวนคอ แต่อาจจะเจ็บป่วยตาย หรือประสบอุบัติเหตุตาย อันนี้ก็เรียกว่าสัจธรรมมันพาให้เราทุกคนมาลงเอยที่การถูกประหารชีวิตกันทั้งนั้น ฉะนั้นก็ระลึกเอาไว้อยู่เสมอว่า ในเมื่อเราทุกคนต้องตาย มีชีวิตไม่ต่างจากนักโทษประหาร ต้องหมั่นสร้างสมคุณงามความดีเอาไว้ แล้วก็หมั่นศึกษาปฏิบัติธรรม รักษาจิตรักษาใจให้ดี ไม่ใช่แค่เพื่อให้มีสติไม่วู่วาม หรือว่าบันดาลโทสะจนกระทั่งติดคุกติดตาราง แล้วก็โดนโทษประหารชีวิต แต่รวมถึงว่ามีสติเวลาจะต้องตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตึกถล่ม ไฟไหม้ รถชน แต่ก็ครองสติเอาไว้ได้ ถามว่าจะฝึกสติกันตอนไหน ก็ตอนนี้แหละ ไม่ใช่อ้างว่ายังไม่ว่าง ไม่มีเวลา อันนั้นเรียกว่าประมาทอย่างยิ่ง25690401pm--ฝึกใจให้มีความสุข
1 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้มีความสุข : คนเรานี่ถ้าหากว่าฝึกใจให้รู้จักมองเห็นสิ่งที่ดี ไวต่อความสุข แม้ว่าจะประสบเหตุเภทภัยอะไรก็ ยังมีความสุขได้ และที่สำคัญคือว่า เมื่อเจอความทุกข์แล้ว เรามองเห็นว่าเป็นธรรมดา ธรรมะช่วยได้ ทำให้เรามองเห็นว่าความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความพลัดพราก มันเป็นธรรมดาของชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น เมื่อสูญเสียสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นไป มันก็ไม่ทุกข์อะไร อันนี้เป็นธรรมะที่เราสามารถฝึกใจให้เห็น
แม้ว่ามันจะจดจ่อ เวลามีความทุกข์ มันก็จะไม่จมไปกับความทุกข์ เพราะมีปัญญาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งถ้าหากว่ามีสติ รู้จักมองว่า เราก็ยังมีสิ่งดี ๆ อีกเยอะ เราสูญเสีย 1 แต่เรายังมีตั้ง 2 มีตั้ง 3 ตั้ง 4 เรายังมีสิ่งดี ๆ อีกมาก และสิ่งที่เสียไปมันก็สอนธรรมให้กับเรา สอนความจริงให้กับเรา เสียทรัพย์แต่ได้ปัญญา ได้เห็นสัจธรรมความจริง ก็กลายเป็นดีไป เพราะฉะนั้น แม้ว่าสมองเราจะถูกออกแบบมาไม่ให้เรามีความสุข แต่ใจเราฝึกได้ ให้สามารถที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์แล้วเข้าถึงความสุข ท่ามกลางความผันผวนแปรปรวนของโลกได้ ใจสิ่งที่มี สิ่งที่ดี ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส ยังเหมือนคนปกติ เดินเหินไปไหนก็ได้25690331pm--อย่างหลงติดหัวโขน
31 มี.ค. 69 - อย่างหลงติดหัวโขน : สมมติที่มันมาพร้อมกับตำแหน่งฐานะ หรือเพศ ก็ยังเป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย แต่สมมติที่มันเกิดจากความยึดติดถือมั่นว่า สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้เข้าใจยาก แต่ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันสมมติที่มันเป็นหัวโขน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งชื่อเสียง ฐานะ แล้วเราไม่หลงติดในมัน รู้ว่ามันเป็นแค่สมมติ เป็นแค่มายา เราก็สามารถจะเป็นอิสระจากมันได้
ถึงแม้ว่ายังหลงยึดติดในสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาก็ตาม ยังมีเรา-มีเขา แต่อย่างน้อยก็สามารถจะก้าวพ้นขีดจำกัด หรืออิทธิพลของสมมุติไปได้ ถ้าหากเข้าถึงธรรมะจริงๆ มันก็จะเข้าถึงภาวะที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่าไม่เป็นอะไรกับอะไร อันนี้ก็เรียกว่าเป็นอิสระจากสมมติอย่างสิ้นเชิง แต่ว่าถ้ายังไม่มีปัญญาเห็นถึงขนาดนั้น อย่างน้อยก็ไม่หลงเพลินในหัวโขน รู้เท่าทันอำนาจของหัวโขนในความเข้าใจของชาวโลก แล้วพอหัวโขนมันแปรเปลี่ยนไป ก็จะได้ไม่ทุกข์กับความผันผวน กับความเปลี่ยนแปลงนั้น25690330pm--ทางออกพบได้ที่ใจ
30 มี.ค. 69 - ทางออกพบได้ที่ใจ : ถ้าเราทำความเพียรแล้วลดความคาดหวังลง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังในคำชื่นชมสรรเสริญ การได้รับความสำคัญหรือความสำเร็จ เราเพียรเท่าไหร่ แม้จะไม่สำเร็จเราก็ไม่ทุกข์ ก็ยังทำ ยังตั้งหน้าตั้งตาทำความเพียรต่อไป
เหมือนกับเวลาเราปฏิบัติธรรม เราทำความเพียรปฏิบัติทั้งวัน แม้ว่าจะยังดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความสงบก็ยังไม่เกิด ปัญญาก็ยังไม่ปรากฏ แต่เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าความเพียรของเราไม่ได้ผูกติดอยู่กับความสำเร็จหรือความคาดหวัง วิธีที่จะลดความทุกข์จึงไม่ใช่แค่การพยายามให้ได้มาอย่างที่ต้องการ แต่อยู่ที่การลดความต้องการลง ลดความคาดหวังลง ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ถ้าเราศึกษา หมั่นมองดูใจ เราจะพบว่าทางออกจากทุกข์ ทางออกจากปัญหา จริง ๆ แล้วอยู่ที่ใจเรา ไม่ใช่อยู่ที่ว่าต้องให้ได้อย่างที่อยาก เจอแดดร้อน ๆ แม้ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ อันนี้ก็คำตอบเดียวกัน คือทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจเรา แม้ว่ายังต้องเจอทุกข์ แต่ก็แค่ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ แม้จะไม่ได้แต่ก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้หวัง ฉะนั้นถ้าเราหันมาสังเกตใจของเราจากการที่ได้เจอกับความทุกข์ ความยากลำบาก สุดท้ายเราก็จะพบว่าทางออกมีอยู่เสมอ อย่างน้อยกทางออกก็คือที่ใจ25690323pm--เตือนใจให้ใช้หัว
23 มี.ค. 69 - เตือนใจให้ใช้หัว : ตัวเราเองแต่ละคนก็เหมือนกัน บางทีแม้เราจะรู้ผิดรู้ถูก สนใจธรรมะ ฟังธรรมมาเยอะ แต่ว่าบางทีถ้าปล่อยให้อารมณ์ลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นความโกรธจนเกิดการบันดาลโทสะ หรือเกิดโลภะ ราคะ เกิดอารมณ์ชั่ววูบ แม้กระทั่งการกิน การกินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลายคนก็รู้ว่ากินน้ำตาลมาก ๆ ไม่ดี กินของหวานไม่ดี กินไขมัน กินพวกที่มีไขมันเยอะไม่ดี แต่ก็ห้ามใจไม่ได้ เพราะคนเราการกระทำคนเราไม่ได้ใช้หัวอย่างเดียว ใช้อารมณ์ ใช้ใจ
ความอยาก ก็ทำให้ลืมตัวก็เผลอกินเผลอเสพสิ่งที่รู้ว่าเป็นโทษต่อร่างกาย แต่ตอนนั้นไม่ได้ใช้ความรู้ ใช้ความรู้สึก แต่ถ้าคนเรารู้จักเตือนตนด้วยตนเอง คือมีสติ ก็ช่วยทำให้เราไม่เผลอทำสิ่งที่เป็นโทษต่อผู้อื่น หรือทำร้ายตัวเองได้ การมีสติสำหรับยุคนี้สำคัญมาก เพราะว่าเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมากระตุ้นให้เราเกิดความโกรธ ทำให้เราเกิดความโลภจนลืมตัวหรือเปล่า อย่างที่ว่าสมัยก่อนยังมีคนช่วยตักช่วยเตือน มีเพื่อน มีหมู่มิตร แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ก็ต้องรู้จักเตือนตัวเอง แล้วเราจะเตือนตัวเองได้ต้องมีสติ ขนาดมีสติแล้วยังไม่พอ บางทีแม้ว่ารู้ว่าโกรธไม่ดีแต่ก็ยังโกรธอยู่ รู้ว่ากินของหวานไม่ดีแต่ก็ยังกินอยู่ บางทีสติไม่มีอำนาจเพียงพอ แต่ถ้าเราเตือนตัวเองบ่อย ๆ เตือนตัวเองบ่อย ๆ ก็จะช่วยชะลอได้ในที่สุด ใหม่ ๆ เวลาโกรธแล้ว เผลอหลุดปากด่าไป มารู้ตัวก็ว่าไปเรียบร้อยแล้ว แล้วคนที่ถูกว่าบางทีก็เป็นพ่อแม่ เป็นลูก แต่ถ้าเราไม่ท้อไม่ถอย ทำไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็จะเตือนตัวเองได้เร็วขึ้น จนกระทั่งตอนหลังมีความโกรธก็รู้ว่าโกรธ แล้วไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ต่อไปก็จะรู้ทันมากขึ้น จนกระทั่งไม่ทันจะโกรธเลย แค่หงุดหงิด แค่ไม่พอใจ ก็หยุดแค่นั้น เพราะมีสติมาเตือน ยุคนี้ถ้าเราไม่มีสติ ก็ง่ายที่เราจะพลั้ง ง่ายมากที่เราจะเผลอ ง่ายมากที่เราจะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังได้25690322pm--ปลอดภัยเพราะใจมีบ้าน
22 มี.ค. 69 - ปลอดภัยเพราะใจมีบ้าน : บ้านที่ก่อด้วยอิฐสร้างด้วยปูนป้องกันอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ป้องกันสัตว์ร้าย มิจฉาชีพ ผู้ร้าย อาจจะป้องกันน้ำท่วม แผ่นดินไหวได้บ้าง แต่ว่าความสูญเสียคนรัก ของรัก และการประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจป้องกันไม่ได้ แต่บ้านในใจป้องกันได้ สติก็ดี สัมปชัญญะความรู้ตัวก็ดี ปัญญาก็ดี ช่วยป้องกันได้ และถ้าเรามีบ้านชนิดนี้ อยู่ที่ไหนก็อบอุ่น อยู่ที่ไหนก็ปลอดโปร่งเป็นอิสระ
แม้ว่าจะอยู่ห่างจากบ้านที่คุ้นเคย ที่เป็นอาคารสถานที่ แต่ว่าความเหงาก็มาครอบงำจิตใจไม่ได้ ต้องใส่ใจในการหาบ้านอย่างนี้ให้กับใจของเรา เพราะถึงวันที่เราเจ็บเราป่วย ถึงวันที่เราต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย ถึงวันที่เราอาจจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ร่างกายกลับกลายเป็นคุกขังเราไว้ จะก็ขังได้แต่กาย แต่ว่าขังใจไม่ได้ เพราะใจมีอิสระ เพราะใจมีบ้าน ที่ให้ความอบอุ่นข้างในแก่เรา25690321pm--ทำจิตคู่กับทำกิจ
21 มี.ค. 69 - ทำจิตคู่กับทำกิจ
25690319pm--สิ้นสุดการทะเลาะในตัวเอง
19 มี.ค. 69 - สิ้นสุดการทะเลาะในตัวเอง : การสิ้นสุดของการทะเลาะในตัวเอง ดังนั้นมันจะมีความสงบ เป็นความสงบที่ไม่ใช่ว่าไม่มีกิเลส มันก็ยังมี หรือกิเลสก็ยังมีโอกาสที่จะเกิด แต่ว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะเกิดได้ เพราะว่าความหลง ซึ่งเป็นบ่อเกิดหรือเป็นเชื้อของความโกรธ ความเครียด ความเศร้า มันไม่มี
ก็เหมือนกับไฟ ไฟลุกเป็นเปลวได้เพราะมีเชื้อ แล้วก็มีออกซิเจน แต่เมื่อไรก็ตามที่เชื้อหมด เมื่อไรก็ตามที่ไม่มีออกซิเจน ไฟก็ดับ กิเลสและความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ความเครียด อารมณ์อกุศลพวกนี้ รวมทั้งความฟุ้งด้วย มันเกิดขึ้นได้เพราะความหลง หลงเมื่อไรก็เหมือนกับกิเลสได้เชื้อไฟ แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไร ออกซิเจนหมด เชื้อหาย ไฟก็ดับ มันไม่ใช่ภาวะที่ต้องไปโรมรันพันตูกัน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในใจของคนที่ใฝ่ดี ใฝ่ธรรม แต่ว่าการที่จะรับมือกับกิเลส ความคิด และอารมณ์ที่ทำให้ใจว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน มีวิธีที่ดีกว่านั้น คือเห็นมัน25690318pm--สงบได้เพราะรู้ใจ
18 มี.ค. 69 - สงบได้เพราะรู้ใจ : คำว่ารู้นี่สำคัญ สงบกับรู้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพียงแต่ว่ารู้ในที่นี้คือรู้อาการของใจ รู้จิต รู้เวทนา ไม่ใช่รู้ข้างนอก รู้ข้างนอกอาจจะทำให้ใจไม่สงบได้ แต่ถึงจะรู้ข้างนอก ถ้าหากว่ารู้ข้างในไปด้วย เวลาตาเห็นรูป ก็มีสติเห็นใจที่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง เวลาหูกระทบกับเสียง ก็มีสติเห็นใจยินดียินร้าย ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความสงบก็เกิดขึ้นได้
และความสงบแบบนี้สำคัญมาก เพราะว่าไม่ได้หมายถึงการตัดการรับรู้ เรายังรับรู้โลกภายนอกได้ แต่ว่าเราไม่ได้แค่รู้นอก เรารู้ในด้วย รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้อาการของใจที่ไปต่อสู้ผลักไส รู้สึกลบกับภาพที่เห็นหรือเสียงที่ได้ยิน รู้ทันความอยาก ความคาดหวังที่เกิดขึ้น แล้วก็ไม่ปล่อยให้มันครองใจ ความเพียรยังทำอยู่ แต่ว่าแยกเอาความอยากหรือความคาดหวังออกไป ของอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาคู่กันก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมาคู่กัน ถ้ายิ่งมีความเพียรเท่าไร ก็ยิ่งมีความอยาก มีความคาดหวังมากเท่านั้น แต่ถ้าเราเพียรโดยที่ปลดความอยาก ความคาดหวัง หรือถึงจะมีก็รู้ทันมัน ถ้าเรารู้เรื่องโลกภายนอก แล้วรู้อาการของใจ ความสงบก็เกิดขึ้นในใจเราได้ ไม่จำเป็นต้องปิดหูปิดตาอย่างลิงสองตัวนั้นก็ได้ ตาก็ยังเห็นรูป หูยังได้ยินเสียง แต่มีสติเห็นใจ เห็นอารมณ์ เท่านี้ก็ทำให้เกิดความสงบในใจขึ้นมาได้25690317pm--เปิดโอกาสให้สติทำงาน
17 มี.ค. 69 - เปิดโอกาสให้สติทำงาน : ถ้าเรารู้จักให้สติทำงาน เราไม่ทำงานแทนสติ การปฏิบัติก็จะเป็นเรื่องง่าย แต่ว่าก็ต้องอดทน อย่าใจร้อน เพราะถ้าใจร้อนแล้วเราก็จะไปทำงานแทนสติ แล้วสติก็จะไม่มีโอกาสได้เติบโต ได้พัฒนาเลย
ถ้าเราให้สติทำงาน เราก็จะเหนื่อยน้อย การปฏิบัติก็จะไม่ใช่เรื่องยาก ทำได้ทั้งวัน อาจจะเมื่อยเพราะเดินมาก แต่ว่าไม่เวียนหัว ไม่แน่นหน้าอก ไม่เครียด เพราะว่าเราให้สติทำงาน แต่ที่เวียนหัว แน่นหน้าอก เครียด เพราะว่าเราไปทำงานแทนสติ คือไปตั้งใจมาก ไปห้ามความคิด แทนที่จะมีสติรู้ทันความคิด ก็ไปห้ามความคิดซะ ก็เลยเครียด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะความคาดหวัง25690316pm--เพียรแต่ไม่คาดหวัง
16 มี.ค. 69 - เพียรแต่ไม่คาดหวัง : ก็ให้เราวางใจให้ดี มีความเพียร ก็เต็มที่เลย แต่ว่าความอยาก ความคาดหวัง ลืมมันไปก่อน หรือวางเอาไว้ แต่ถ้ายังเผลอผุดขึ้นมาในใจ ก็ให้แค่รู้ทันมัน อย่าไปห้าม อย่าไปเบรกมัน แค่เห็นว่าตอนนี้มีความอยาก ตอนนี้มีความคาดหวัง
แค่เห็นมัน รู้ทันมัน หรือที่เรียกว่ารู้ซื่อ ๆ มันก็จางคลายและถ้าเราวางจิตวางใจได้แบบนี้ การปฏิบัติจะทำได้ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องมาปฏิบัติที่วัด ไม่จำเป็นต้องไปที่ที่สงบ ไปที่ไหน อยู่บนรถ เดินทาง อยู่บนถนน หรือว่าทำงาน อยู่ท่ามกลางผู้คน ก็ปฏิบัติได้ เพราะว่าไม่ได้เรียกร้องความสงบ จิตฟุ้งปรุงขึ้นมาก็รู้ หงุดหงิดก็รู้ เพราะเราไม่ได้มุ่งเอาคุณภาพของจิตว่าต้องสงบ ต้องนิ่ง ฟุ้งก็รู้ นิ่งก็รู้ หงุดหงิดก็รู้ เพราะว่าความรู้ทันความคิดและอารมณ์นี่เอง ที่จะทำให้สติของเราเติบโต เพราะฉะนั้น ที่สำคัญคือ มีความเพียรน่ะดีแล้ว แต่ให้วางความอยากความคาดหวังลง ไม่อย่างนั้น เราก็จะปฏิบัติด้วยความเครียดด้วยความทุกข์25690315pm--ฝึกใจให้เหมือนใบบัว
15 มี.ค. 69 - ฝึกใจให้เหมือนใบบัว : ถ้าไม่มีโคลนตม ก็ไม่มีดอกบัว No Mud, No Lotus ฉะนั้นเวลาเราเจอความทุกข์หรือเจอปัญหา ลองมองดี ๆ อย่ามัวแต่เศร้าโศกเสียใจ ลองมองดูดี ๆ แล้วจะเห็นธรรมะ ทุกข์อยู่ไหน ธรรมะอยู่ตรงนั้น หรือว่าจะพูดให้ใกล้ตัวหน่อยก็คือ ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นถ้าเรารู้จักมองให้ดี ๆ ทุกข์หรือปัญหาก็ทำให้ใจเราสว่างด้วยปัญญา
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากดอกบัวและใบบัว ฉะนั้นพุทธศาสนานี้จึงให้ความสำคัญกับใบบัวและดอกบัวมาก หนังสือทำวัตรของเราก็มีแต่รูปใบบัว ดอกบัว พระพุทธรูปก็มีฐานบัว แล้วก็มีการเอาดอกบัวมาเคารพเป็นเครื่องสักการะ25690311pm--กายแบกแต่ใจเบา
11 มี.ค. 69 - กายแบกแต่ใจเบา : หลายครั้ง เวลาเราทำงาน แล้วเราบ่นว่าทุกข์ บ่นว่าเหนื่อย จริง ๆ ความทุกข์ก้อนใหญ่มันมาจากเสียงบ่น เสียงโวยวายในหัว หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว ทำไมฉันทำงานหนักคนเดียว ทำไมเจ้านายโยนงานให้ฉันทำคนเดียว ทำไมไม่ทำอย่างโน้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ หรือว่าบางทีก็ไม่พอใจคนอื่นที่เขาอู้งาน ไม่มาช่วยเรา
คนเราถ้าหากว่าไม่มีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ จิตที่ชอบปรุงแต่งในทางลบก็จะทำร้าย หรือซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้เรา เพราะฉะนั้น การรู้ใจนี่ช่วยจิตใจเราได้มากเลย มันช่วยทำให้ความทุกข์เบาบางลง เวลามีเสียงบ่นในหัว มีความหงุดหงิดไม่พอใจ ถ้าเรารู้ทันมัน มันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้25690306pm--อยู่กับกิเลสเหมือนน้ำกับใบบัว
6 มี.ค. 69 - อยู่กับกิเลสเหมือนน้ำกับใบบัว : คนที่ไม่ถูกใจเรา คนที่น่าระอา คนเหล่านี้เราหนีไม่พ้น เพราะบางทีก็อยู่ในบ้านของเรา บางทีก็เป็นลูกของเรา บางทีก็เป็นพ่อแม่ของเรา เขาไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง หลายคนก็ทุกข์มากแล้วก็พยายามไปจัดการเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้นซึ่งก็ไม่สำเร็จ เสร็จแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ และไปโทษว่าเป็นเพราะเขา เป็นเพราะการกระทำ พฤติกรรม หรือคำพูดของคนเหล่านั้น
แต่ลืมไปว่าเป็นเพราะใจเราวางไว้ไม่ถูกใจ เราไปรู้สึกลบ ไปมีปฏิกิริยาต่อต้าน เหมือนกับที่เราไปสู้กับกิเลส แล้วเราก็สู้ไม่ได้ ก็ทุกข์ หรือเหมือนกับที่เราไปสู้กับความฟุ้งซ่าน สู้เท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ แล้วเราก็ท้อแท้ แต่ถ้าเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันด้วยการดูแลใจของเราให้ดี ใครจะทำอะไรไม่ถูกต้อง แต่เราก็ดูแลใจของเราให้ปกติเอาไว้ นี่ทำได้แม้จะเป็นปุถุชนก็ตาม เพราะฉะนั้นศิลปะที่หลวงพ่อชาท่านสอนหรือแนะนำนี่สำคัญมากเลย ที่ท่านแนะนำคือจงอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนน้ำกับใบบัวแม้อยู่ด้วยกัน แต่น้ำก็ไม่อาจซึมเข้าใบบัวได้ และนี่คือสิ่งที่จะวัดความก้าวหน้าของการปฏิบัติของเรา ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่25690305pm--ด้านลบของความสำเร็จ
5 มี.ค. 69 - ด้านลบของความสำเร็จ : ใครที่ต้องการปรารถนาความสำเร็จ ความมั่งคั่งร่ำรวย การมีชื่อเสียง อันนี้เป็นเพราะเขายังไม่เห็นโทษของมัน ไม่ได้มองว่าไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ตามมาพร้อมกับปัญหาที่มากมาย โดยเฉพาะลาภ ยศ สรรเสริญ เงินทอง ชื่อเสียงความเด่นดัง ถ้าวางใจไม่ถูก เกี่ยวข้องกับมันไม่เป็น ก็เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน เกิดความขัดแย้งกัน สุดท้ายก็ไปไม่รอด
อันนี้ก็ตรงกับที่พระท่านเตือนเอาไว้ว่า โลกธรรมมีขึ้นมีลง ความสำเร็จทางโลกเจือไปด้วยทุกข์เสมอ อันนี้เช่นเดียวกับกามสุข ความสุขจากการมีวัตถุสิ่งเสพ พวกนี้เป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์ ถ้าเราไม่เท่าทันมัน หวังแต่ชื่อเสียง หวังแต่ความสำเร็จ แม้จะได้มาสมหวัง แต่ว่าอะไรอย่างอื่นก็จะตามมาด้วย ซึ่งถ้ารับมือไม่ถูก ในที่สุดก็ต้องล้มหายตายจากไป หรือไม่ก็ต้องแยกทางกัน25690304pm--ทำดีแต่อย่าเป็นคนดี
4 มี.ค. 69 - ทำดีแต่อย่าเป็นคนดี
25690302pm--สามเกลอที่ควรมีในชีวิต
2 มี.ค. 69 - สามเกลอที่ควรมีในชีวิต : ทำความดีแล้ว มีความรู้ตัว ฝึกจิตจนรู้ความจริง เข้าใจสัจธรรม แม้จะเกิดความผันผวนปรวนแปรในชีวิต ใจก็ไม่ทุกข์ ก็ยังคงความปกติ จิตไม่หวั่นไหว ใจไม่กระเพื่อม อันนี้เป็นความสงบ ที่เรียกได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ความดีทำให้เกิดสุข ความรู้ รู้ตัว รู้ความจริง ก็ทำให้เกิดสุข โดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเสพ ไม่ต้องอาศัยอามิส แต่ขณะเดียวกันความสุขนี้ก็ช่วยทำให้เรามั่นคง ทั้งในความดี และการฝึกตนให้เข้าถึงความจริง หรือเกิดความรู้ คนที่ทำความดีแล้วไม่มีความสุข ยากที่จะทำความดีไปได้ต่อเนื่อง ความสุขช่วยเป็นตัวหล่อเลี้ยง ให้เรามั่นคงในความดี ทำความดี ซื่อสัตย์สุจริต แม้ไม่มีคนเห็น แม้ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ก็ยังทำดีต่อไป ไม่ท้อถอย เพราะมีความสุขใจ สุขที่เกิดจากสันโดษ สุขที่เกิดจากความภาคภูมิใจในความดี ใครที่ทำความดีแล้วยังท้อ เพราะว่าไม่มีคนยกย่องสรรเสริญ เพราะว่าเห็นคนอื่นเขารวยกว่าเรา เห็นคนอื่นเขามีเงินเดือนมากกว่าเรา นั่นเป็นเพราะว่าเขายังไม่มีความสุขจากการทำความดี25690301pm--ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย
1 มี.ค. 69 - ทุกข์มีเพราะยึด ทุกข์หลุดเพราะปล่อย : ถ้าเรามีปัญญา เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือยิ่งมองทะลุไปถึงนั่นว่า ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่อยู่ในอำนาจที่เราจะควบคุมบังคับบัญชาได้ ใจก็จะวาง ก็จะปล่อย เมื่อปล่อย แต่ยังดูแล ยังใช้มัน แต่ไม่ได้ยึดว่ามันเป็นของเรา เพราะถ้ายึดว่ามันเป็นของเราเมื่อไหร่ เราเป็นของมันทันทีเลย คืออยู่ใต้อำนาจของมัน ยอมตายเพื่อมัน ยอมทำชั่วเพื่อมัน หรือว่าทุกข์เพราะมัน
แต่พอปล่อย ไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็เรียกว่าเป็นนายมัน มันจะผันผวนแปรปรวนอย่างไร ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ อันนี้เรียกว่าเป็นการปล่อยด้วยปัญญา เพราะเห็นแจ้งในสัจธรรมความจริง ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ว่าภายนอก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือภายใน เช่น ความคิดและอารมณ์ที่เราไม่ชอบเราก็รู้วิชาที่ปล่อย ปล่อยด้วยสติ สติทำให้รู้ตัว รู้ตัวก็ไม่ไปหลงยึดสิ่งเหล่านี้ เพราะรู้ว่ายึดไปแล้วทุกข์ ส่วนสิ่งที่ชอบ ก็ไม่ยึด เพราะรู้เหมือนกัน อันนี้คือรู้สัจธรรมความจริงว่า มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ก็ปล่อยเหมือนกัน สิ่งที่ไม่ชอบ ปล่อยด้วยสติ สิ่งที่ชอบ หรือให้ความสุขกับเราชั่วครู่ชั่วยาม เราก็ปล่อย ปล่อยด้วยปัญญา ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่มีสติรองรับ ดังนั้น ฝึกใจไว้ ให้รู้จักปล่อย หรืออย่างน้อยก็ไม่ยึดติด จนลืมเนื้อลืมตัว ถ้าเรารู้จักปล่อยได้ ทุกข์ก็จะหลุด แต่ถ้าเราปล่อยไม่เป็น หรือหลงยึด ก็ทุกข์ตามมา25690228pm--อยู่ในคอกก่อนจะบินไป
28 ก.พ. 69 - อยู่ในคอกก่อนจะบินไป : ความเข้าใจผิดของนักปฏิบัติหรือนักภาวนาข้อแรกๆ ข้อต้นๆ เลยก็คือ เข้าใจว่าภาวนาเพื่อหยุดคิด เพื่อดับความคิด ไม่ใช่นะ แต่เพื่อรู้ทันมัน และการภาวนาที่นี่ จะไม่เน้นที่การบังคับจิตให้หยุดคิด หรือทำให้จิตนิ่ง ส่วนใหญ่ที่เราคุ้นกับการปฏิบัติแนวอื่นๆ ก็คือการทำให้จิตนิ่ง อยู่กับลมหายใจบ้าง อยู่กับท้องพองยุบบ้าง โดยมีคำบริกรรมเป็นตัวผูกจิตไว้ คำบริกรรมก็เช่น หนึ่ง สอง พุทโธ พวกนี้เป็นอุบายเพื่อผูกจิตเอาไว้กับลมหายใจ หรือผูกจิตไว้กับท้องที่พองยุบ หรือเท้าที่เคลื่อนไปมา อุบายต่างๆ ก็เพื่อให้จิตนิ่ง ไม่ไปไหน
แต่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นนะ คือไม่มีอุบายที่กำกับหรือบังคับจิตให้นิ่ง หมายความว่าจิตจะไปก็ได้ ไปคือส่งออกไปข้างนอก หรือไหลไปอดีต ลอยไปอนาคตก็ได้ ให้อิสระ แต่ไม่ใช่หาเรื่องคิดนะ ระหว่างที่ปฏิบัติก็เว้นการพูดคุยกัน เพราะว่าถ้าพูดคุยแล้วเดี๋ยวจะฟุ้งมาก เราพยายามสร้างปัจจัยเพื่อไม่ให้ความคิดฟุ้งมาก แต่ก็ไม่ถึงกับบังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง อนุญาตให้ฟุ้งได้ แต่เราจะฝึกให้พากลับมา ที่อื่นเขาสอนว่าฝึกให้จิตไม่ไป แต่ที่นี่เราฝึกให้พาจิตกลับมา อาจจะใจลอยเผลอคิดโน่นคิดนี่ แล้วก็รู้ตัว พอรู้ตัวปุ๊บ จิตก็จะกลับมา กลับมาอยู่กับกาย กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เราจะเน้นให้จิตกลับมาเร็วๆ กลับมาเพราะอะไร เพราะมีสติ เพราะมีความรู้ตัว เป็นตัวพาจิตกลับมา25690227pm--อย่าปล่อยให้ความคิดเป็นนายเรา
27 ก.พ. 69 - อย่าปล่อยให้ความคิดเป็นนายเรา : การฝึกจิตให้รู้ทันความคิด มันมีประโยชน์มาก มันทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิดตัวเอง ช่วยทำให้ความคิดนี่มันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับตัวเรา แต่ทำอย่างนี้ได้มันต้องฝึก
เดี๋ยวนี้เราฝึกแต่ว่าให้คิดไว คิดเร็ว คิดพลิกแพลง วิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดเชิงระบบ มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าสิ่งที่มองข้ามไปคือ ฝึกให้รู้ทันความคิด และ ฝึกให้ปล่อยวางความคิด หยุดความคิดได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มันคิดตะพึดตะพือจนนอนไม่หลับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นลักษณะของการที่ปล่อยให้ความคิดเป็นนายเรา ถ้าเราเป็นนายความคิด ถึงเวลานอน นอน วางความคิดลง ฉะนั้นการฝึกตนให้รู้ทันความคิด มันเป็นวิธีการที่จะช่วยทำให้ความคิดเป็นบ่าวที่ดี ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นนายที่เลว25690226pm--ทำด้วยใจรัก
26 ก.พ. 69 - ทำด้วยใจรัก
25690225pm--มั่นคงบนความไร้ตัวตน
25 ก.พ. 69 - มั่นคงบนความไร้ตัวตน