Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ
25681218pm--ทำจริงจังแต่ไม่คาดหวังผล
18 ธ.ค. 68 - ทำจริงจังแต่ไม่คาดหวังผล : ใจเราก็เหมือนกัน บางครั้งก็เอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่พอผ่านไปก็ไม่สนใจแล้ว นี่คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติ ได้เห็นว่าใจเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่เที่ยง และสุดท้ายพบว่า เราบงการจิตใจไม่ได้เลย อ้าว ไหนว่าใจเป็นของเรา แต่ทำไมบงการไม่ได้
เบื่อ จะให้หายเบื่อ ก็ไม่ยอมทำตาม มันง่วง จะให้หายง่วง ก็ไม่ยอมทำตาม โกรธ จะให้มันสงบ มันก็ไม่ยอม ก็ไม่เชื่อ หงุดหงิด จะให้มันหายหงุดหงิด มันก็ไม่สน ก็เริ่มเห็นว่าใจไม่ใช่ของเราเลย แต่ว่าอยู่ในวิสัยที่จะฝึกได้ อยู่ในวิสัยที่จะอบรมได้ ให้เชื่อง โดยเฉพาะถ้าหากว่าสร้างสติ สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น สติปัญญาก็จะควบคุมรักษาใจ ไม่ให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาเผาลน มากรีดแทง มาบีบคั้นใจได้
นี่คือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ระหว่างการปฏิบัติ แม้ว่าความคาดหวังหรือสิ่งที่คาดหวังก่อนมา อาจจะยังไม่เกิด หรือไม่ถึงระดับที่คาดหวัง แต่ก็ได้อะไรหลายอย่างที่มีคุณค่า หรือบางทีอาจจะมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราคาดหวัง หรือผลที่เราปรารถนาด้วยซ้ำ อันนี้ต้องฉลาดในการเฝ้ามอง แล้วก็จะเห็น
เหมือนกับเราเดินทาง ถ้าคิดแต่จะไปถึงเป้าหมาย เราอาจจะลืมมองไปว่าสองข้างทางนี่สวยงาม ถ้าเราสนใจสองข้างทาง เราอาจจะพบวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม นักเดินทางที่ดี เขาจะไม่เอาแต่จดจ่ออยู่ที่จุดหมายปลายทาง เขาจะสนใจสองข้างทาง ไม่ว่าผู้คนหรือว่าทิวทัศน์ แล้วเขาก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ มากมาย ทำให้การเดินทางคุ้ม แม้จะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางก็ตาม
25681217pm--เว้นวรรคให้ชีวิต
17 ธ.ค. 68 - เว้นวรรคให้ชีวิต : ความคิดและอารมณ์ก็มาแล้วก็ไป ไม่เที่ยงเลย ในขณะเดียวกัน สติก็มีกำลังเร็วขึ้น ๆ รู้ทันได้เร็ว แล้วก็ระลึกได้เร็ว ระลึกอะไร ระลึกว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย คนส่วนใหญ่ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะความคิดพาให้ใจลอย หรือไม่ก็ความทรงจำก็ทำให้ไหลไปอดีต ความกังวลทำให้จมอยู่กับอนาคต แต่พอเรามีสติรู้ตัว มีสติเกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น ใจสว่างเลย
ความคิดและอารมณ์ก็เหมือนกับละลายหายไป แล้วต่อไปเราก็จะได้เรียนรู้ รู้จักจิตใจของเราได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่การปฏิบัติอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ด้วย เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของกายและใจ ต่อไปก็จะขยายเป็นการเรียนรู้แจ่มกระจ่างในความจริงของชีวิต ทั้งหมดนี้ต้องเริ่มต้นจากการที่เราต้องรู้จักเว้นวรรคให้ตัวเองบ้าง เว้นวรรคจากงานการ กิจวัตรที่ทำ มาให้เวลากับการปฏิบัติ จะที่วัดหรือที่ไหนก็แล้วแต่
25681208pm--ตื่นจากความหลง
8 ธ.ค. 68 - ตื่นจากความหลง : เราสวดมนต์ทั้งที่หลงก็ยังสวดได้ ปากว่าไปแต่ใจไม่รู้อยู่ไหน แต่สังเกตดูเพราะว่านั่นจะเหมือนกับละเมอ ไม่ต่างจากคนละเมอ เพียงแต่ว่าละเมอที่เราที่เห็นส่วนใหญ่ร่างกายหลับ แต่ละเมอที่ว่าร่างกายไม่หลับ ร่างกายตื่น แต่ว่าใจนี้หลง แล้วพอเราตื่นจากหลง แม้จะเป็นความไม่รู้ตัว แต่ก็ช่วยทำให้ความทุกข์เบาบางลง เพราะแต่ก่อนหลงเข้าไปในความคิดทีไร ตามไปด้วยความทุกข์ แล้วก็สร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นด้วยความไม่รู้ตัว
แต่พอเราเริ่มรู้ตัวมากขึ้น ตื่นจากความหลงได้บ่อยขึ้น ๆ เราก็จะพบกับความปลอดโปร่ง แล้วก็สามารถจะหลุดจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกาะกุมจิตใจทำให้ทุกข์ได้ แต่เผลอเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใหม่ จนกว่าจะเห็นความจริง รู้ความจริงว่าไม่มีเรา ไม่มีอะไรที่เป็นของเรา ไม่มีความยึดมั่นสำคัญหมายในตัวตน ถึงตอนนั้นแหละก็จะเรียกว่าไม่มีผู้ทุกข์อีกต่อไป จะเรียกว่าหมดทุกข์ก็ได้
25681207pm--เสียงเตือนที่สำคัญ
7 ธ.ค. 68 - เสียงเตือนที่สำคัญ : ถ้าคนเรารู้จักเอาสิ่งที่ไม่ถูกใจเรามาเป็นเครื่องเตือนใจ ก็มีแต่จะประสบความเจริญ เอาทุกเหตุการณ์แม้กระทั่งความทุกข์มาเป็นเครื่องเตือนใจ เอาความสูญเสียพลัดพรากมาเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้หลงยึดติดในสิ่งต่าง ๆ
เอาคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งคำต่อว่าด่าทอของคนอื่นมาเป็นเครื่องเตือนใจ ให้เรามีความอดทน หรือว่ารู้จักเฝ้าดูใจของตัว เฝ้าดูว่าเราทำอะไรที่ไปก่อความเดือดร้อนรบกวนรังควานคนอื่นหรือเปล่า ทำให้เขาต้องแสดงปฏิกิริยาอย่างนั้น
สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งสติของตัว เพราะถ้าพึ่งแต่คนอื่นอาจจะสายเกินไป สติจะเป็นที่พึ่งให้กับเราได้ เราก็ต้องสร้างสติให้รวดเร็วฉับไว จนสามารถจะเป็นที่พึ่งของเราอย่างแท้จริง เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดเหตุร้ายสายเกินการก็ได้
25681206pm--เตรียมใจรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอ
6 ธ.ค. 68 - เตรียมใจรับมือกับปัญหาที่ต้องเจอ : ถ้าเจอคำต่อว่าด่าทอแล้วก็ยังเป็นทุกข์ เจอคนที่ไม่น่ารัก แล้วก็ยังทุรนทุราย เจอความสูญเสียพลัดพรากแล้วก็ยังคับแค้นใจ ก็ยากที่จะรับมือกับความตาย หรือความเจ็บป่วยที่รุนแรงได้ มองในแง่นี้เหล่านี้ก็คือแบบฝึกหัด บางทีเราไม่ต้องเข้าหา มันมาหาเราเอง แต่ถ้าหากว่าชีวิตเราเรียบเกินไป ก็อาจจำเป็นต้องเข้าหามัน เหมือนกับที่โค้ชอ๊อดสร้างสถานการณ์เพื่อให้นักกีฬาของแกได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับความไม่เป็นธรรม
ซึ่งที่จริงแล้วนั่นเป็นแค่ปัญหาชนิดหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา และมีอีกมากที่หนักหนากว่านั้น ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ ให้มาเป็นแบบฝึกหัด ไม่ใช่มัวแต่บ่นโวยวายตีโพยตีพาย อันนั้นก็มีแต่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง แต่ถ้าเราเปิดใจ เรียนรู้จากสิ่งนั้น ยอมรับ ก็ทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับปัญหาที่หนีไม่พ้น ที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะความตายที่จะมาถึงกับเราในวันข้างหน้า
25681205pm--ปรับจิตให้พอดี ใช้ชีวิตให้สมดุล
5 ธ.ค. 68 - ปรับจิตให้พอดี ใช้ชีวิตให้สมดุล : คนที่เพ่งเพราะการปฏิบัติผิด เวลาจะแก้ยากกว่าคนที่ส่งจิตออกนอก แล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ คนที่ส่งจิตออกนอกแล้วพยายามกลับมาดูจิตดูใจ ดูเหมือนยาก แต่ว่าการเพ่ง แล้วพยายามแก้อารมณ์ให้คลายสู่ความพอดี กลับยากกว่า
อันนี้เป็นเพราะว่าชอบตั้งท่าปฏิบัติ ทำใจไม่ได้ ถ้าบอกว่าไม่ต้องปฏิบัติ ก็จะเผลอปฏิบัติแต่อย่างนั้น แต่พอปฏิบัติทีไรก็ผิดทุกที เพราะว่าตั้งท่ามากไป ตั้งใจมากไป เลยใช้เวลานาน เรื่องแบบนี้เราแต่ละคนต้องรู้จักแก้อารมณ์ของตัวเอง เพราะบางอย่าง สิ่งที่จะช่วยเราได้ อาจจะไม่ใช่วิธีการมาตรฐานที่ครูบาอาจารย์แนะนำ
ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ก็แนะนำว่าอย่าส่งจิตออกนอก แต่บางครั้งถ้าจิตเพ่งเข้าใน ก็ต้องพยายามดึงออกไป ให้ไปรับรู้สิ่งภายนอก จะได้เกิดความพอดี แต่ว่าวิธีนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ละคนต่างต้องหาวิธีการแก้ของตัวเอง เพื่อให้เกิดความพอดี เกิดความสมดุล นี่เป็นหัวใจของการปฏิบัติและการดำเนินชีวิต
25681204pm--คิดให้ชัดก็ปฎิบัติได้ผล
4 ธ.ค. 68 - คิดให้ชัดก็ปฎิบัติได้ผล : เวลาปฏิบัติธรรม นอกจากความเพียร ความศรัทธาแล้ว ต้องมีความคิดที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร แล้วเวลาจะเอาการปฏิบัติธรรมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาใช้ ก็ต้องถามก่อนว่า วิธีนั้นมีจุดมุ่งหมายอะไร ตรงกับที่เราต้องการไหม แล้วถ้าต้องการได้สติ ต้องการได้ปัญญา สมาธิ อะไรบ้างที่จะทำให้เกิดคุณธรรมเหล่านั้นในตัวเรา
อันนี้เป็นเรื่องการคิดให้ชัด คิดให้ชัดทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ เป้าหมาย เรียกว่า อัตถัญญุตา แล้วคิดให้ชัดว่า มีหลักการอะไรที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ว่า ที่ต้องการ หลักการที่ว่าก็คือธรรมะนั่นเอง อันนี้เขาเรียกว่า ธัมมัญญุตา รู้เหตุ รู้ผล หรือรู้ผล รู้เหตุ
ฉะนั้นถ้าเข้าใจชัด คิดชัด การปฏิบัติธรรมก็จะไม่ยาก สามารถจะประยุกต์ใช้ได้กับชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะนำพาผู้คนให้เข้าถึงธรรมะอย่างที่เราต้องการได้ แต่ถ้าคิดไม่ชัดแล้ว ก็จะเป็นเรื่องการทำตามรูปแบบ เสร็จแล้วก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง เพราะไปบังคับยัดเยียด แล้วเขาไม่เอาด้วย หรือเกิดความงมงายขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ใฝ่ธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก เพราะว่าคิดไม่ชัด จับหลักไม่ได้ ก็เลยปฏิบัติผิด หรือว่าไม่เกิดผล
25681203pm--ปฎิบัติถูกเพราะจับหลักได้
3 ธ.ค. 68 - ปฎิบัติถูกเพราะจับหลักได้ : การฝึกสติก็ต้องอนุญาตให้ความหลงเกิดขึ้นได้ เพื่อที่จิตหรือสติจะจำได้ว่าไอ้ตัวหลงเป็นยังไง ไม่ว่าจะมาในรูปของความโกรธ ความโศก ความเศร้า ความคิดลบ ความคิดฟุ้ง พวกนี้เป็นตัวที่ทำให้จิตหลงได้ทั้งนั้น ถ้าจะให้จิตมีสติ ก็ต้องรู้ทันความหลง ความฟุ้งที่เกิดขึ้น แล้วต้องอนุญาตให้ความฟุ้งเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่บังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง ไม่ให้คิด
อันนี้คือวิธีการ คือหลักที่จะต้องรู้ นักปฏิบัติต้องจับหลักได้ จับหลักได้คือรู้ว่าต้องการอะไร ต้องการธรรมะอะไรให้เกิดขึ้นในใจ และธรรมะนั้นมีลักษณะอย่างไร จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย และวิธีการใดที่จะทำให้ธรรมะที่ว่าเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ความรู้สึกตัว ปัญญา ศรัทธา ปีติ ปราโมทย์ เมตตา กรุณา
ฉะนั้นถ้าเข้าใจทั้งจุดมุ่งหมายคืออรรถ และเข้าใจหลักการคือเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดธรรมะนั้นขึ้นมาได้ การปฏิบัติจึงจะมีโอกาสที่ไปได้ถูก แล้วเกิดเจริญงอกงาม ไม่เช่นนั้นก็ทำไปตามประเพณี ทำสักแต่ว่าทำ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความหลง ให้ทานก็ทำตาม ๆ กัน แต่จิตใจก็ไม่ได้มีความโลภน้อยลงเลย รักษาศีลก็กลับมีกิเลสมากขึ้น หรือภาวนาก็เกิดความหลงตัวลืมตน อันนี้เพราะว่าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม และไม่เข้าใจหลัก ก็เลยปฏิบัติผิด
25681202pm--เห็นธรรมจากทุกข์
2 ธ.ค. 68 - เห็นธรรมจากทุกข์ : เวลาทุกข์อย่าทุกข์ฟรีๆ ให้หาประโยชน์จากความทุกข์ให้ได้ อย่างน้อยก็มาเป็นเครื่องฝึกใจให้มีสติ ถึงแม้ปัญญายังไม่ทันเกิดก็มีสติเอาไว้ มีสติเห็นความโกรธ มีสติเห็นความเศร้า มีสติเห็นความคับแค้น มีสติเห็นความเหงาความเครียด
การที่เห็นอารมณ์เหล่านี้ ก็ช่วยทำให้สามารถยกจิตเหนืออารมณ์เหล่านั้นได้ แม้จะเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราว เพราะว่าปัญญายังไม่เกิด แต่ว่าสติที่เป็นเหมือนตาใน ที่ทำให้เห็นความโกรธ ความเศร้า ต่อไปก็จะเห็น แสดงสัจธรรมให้เห็นชัด ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ความโกรธก็ไม่ใช่เรา ความทุกข์ก็ไม่ใช่เรา อันนี้คืออนัตตานั่นเอง
และถ้ามองไปลึกๆ ก็จะเห็นตัวสมุทัย ซึ่งก็หนีไม่พ้นอุปาทาน ไม่ว่าจะเป็นอัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิดว่ามีตัวตน ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็นความเชื่อ กามุปาทาน ความยึดติดในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางวัตถุ หรือแม้แต่ความยึดติดในแบบแผนวิธีการ สีลัพพตุปาทาน สุดท้ายก็ไม่หนีพ้นอุปทานทั้ง 4
อันนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเราเห็นชัดมากเท่าไร การที่จิตจะหลุดจากความยึดติดถือมั่นก็มีมากเท่านั้น ก็เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้ในความทุกข์ เรียนรู้ได้จากทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในทางโลกเขาบอกว่าปัญหาอยู่ไหน เงินอยู่ตรงนั้น ในทางธรรมก็เหมือนกัน ปัญหาอยู่ตรงไหน ธรรมะก็อยู่ตรงนั้น จะว่าไปปัญหาก็เป็นขุมทรัพย์ที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้ธรรม เช่นเดียวกับความทุกข์
25681201pm--สุขเพราะวาง
1 ธ.ค. 68 - สุขเพราะวาง : ปัญหาก็มีเอาไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม ถ้าเรายังไม่มีเวลาที่จะแก้ปัญหา ก็วางลง หนี้สินก็เหมือนกัน หนี้สินมีไว้เพื่อชำระ ไม่ใช่มีไว้เพื่อแบก ถ้าเราเริ่มรู้จักการแบก และรู้จักการวางบ้าง ก็จะช่วยได้ แต่จะให้คิดเอานี่วางไม่ได้ ต้องมีสติ เพราะว่าอย่างที่บอกไว้แล้วว่า เรายึด เราแบก เพราะความหลง ต่อเมื่อมีสติ มีความรู้สึกตัว จึงจะวางลงได้ เพราะเมื่อความหลงหายไป การวาง การปล่อยจึงจะเกิดขึ้นได้
ยังไม่ต้องถึงขั้นปล่อยวางความยึดถือในตัวกูของกู แค่วางความทรงจำที่เจ็บปวด วางปัญหาที่ยังแก้ไขไม่ลุล่วง วางงานการที่ยังคาราคาซังอยู่บ้าง ลงจากใจ ถึงเวลานอนก็นอน ถึงเวลากินก็กิน วางทุกอย่างลง อาบน้ำก็อยู่กับการอาบน้ำ เราจะเริ่มพบกับความสงบ เป็นความสงบที่เกิดจากการวาง แม้จะวางได้ไม่ถึงที่สุด แต่ สติ และ ความรู้สึกตัว ช่วยทำให้เราพบกับความสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความสุขจากการได้ การมี แต่เป็นความสุขจากการปล่อย การวาง
25681130pm--หนาวทั้งที อย่าทุกข์ฟรีๆ
30 พ.ย. 68 - หนาวทั้งที อย่าทุกข์ฟรีๆ : ถ้าเป็นเรื่องอารมณ์อกุศลเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ ก็เท่ากับปล่อยให้เข้าไปเล่นงาน เล่นงานจิตใจเรา ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ แล้วคนเดี๋ยวนี้แก้ปัญหาความทุกข์ของตัวเองไม่ได้ พื้นฐานก็เพราะว่าไม่รู้ว่าตอนนี้มีความทุกข์แบบไหน ก็เลยไม่รู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไร หรือทุกข์เพราะสาเหตุใด ยังไม่ต้องลากไปถึงเรื่องของอุปาทาน กิเลส อวิชชา แค่ทุกข์เพราะเรื่องอะไรก็ตอบไม่ได้
ถ้าเราใช้โอกาสที่หนาว ๆ แบบนี้ มาฝึกใจ ดูกาย ดูจิต ดูเวทนา หรืออย่างน้อยก็ดูกายดูจิตก่อน ให้เห็นใจที่บ่น ใจที่โวยวาย ใจที่หงุดหงิด อันนี้ก็ถือว่าเป็นนักฉวยโอกาสแล้ว ฉวยโอกาสในทางธรรม แล้วจะทำอย่างนั้นได้ก็เรียกว่าไม่ได้ทุกข์ฟรี ๆ ทุกข์ทั้งทีก็ได้อะไรให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจของตัวเองบ้าง
25681129pm--มีโดยไม่ยึดเป็นเจ้าของ
29 พ.ย. 68 - มีโดยไม่ยึดเป็นเจ้าของ : ให้เตือนใจอยู่เสมอ เวลาดีใจ เพราะได้อะไรมา ได้เสพอะไรมา กินของอร่อย ฟังเพลงเพราะ ถ้าเรามีสติสักหน่อยก็ไม่เพลินกับมันมาก เพราะถ้าเพลินกับมัน ถึงเวลามันหายไป เสื่อมไป ก็ไม่ทุกข์ เวลาใจสงบก็เหมือนกัน สงบก็อย่าไปปลื้ม อย่าไปหลง อย่าไปดีใจ เพราะว่ามันก็ของชั่วคราวเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วธรรมชาติก็เอาไป ถึงตอนนั้นก็ไม่ทุกข์
ฉะนั้นถ้าเราวางใจแบบนี้ ก็จะอยู่กับโลกที่มีความผันผวนแปรปรวน แม้จะไม่เที่ยงแต่ว่าใจก็ไม่ทุกข์ แม้ทุกอย่างจะไม่ใช่ของเรา สักวันธรรมชาติเอาไป และถึงตอนนั้นใจก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้ว่าเป็นเช่นนั้นเอง
25681120pm--ฝึกใจให้เห็นความจริง
20 พ.ย. 68 - ฝึกใจให้เห็นความจริง : การเจริญสติ เวลาที่ครูบาอาจารย์บอกให้เห็นๆ ก็เห็นอย่างที่ว่ามา เริ่มต้นจากการเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก เห็นทั้งความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็เห็นความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น และยอมรับได้ ไม่ปกปิดไม่กดข่ม แล้วต่อไปก็มองทะลุเห็นกิเลส หรือตัวอวิชชา ที่อยู่เบื้องหลังความคิดที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่ดี จะเรียกว่าตัวอุปาทานก็ได้ ต่อไปก็เห็นว่าพวกนี้ ความคิดก็ดี อารมณ์ก็ดี กิเลสก็ดี แม้กระทั่งความทุกข์ ไม่ใช่เรา แค่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ
แล้วต่อไปก็เห็นถึงขั้นว่าไม่มีเรา มีแต่รูปกับนาม เกิดอาการแยกออกมา ที่เขาเรียกว่าแยกรูปแยกนาม ที่จริงรูปกับนามแยกกันอยู่แล้ว แต่ความหมายจริงๆ คือแยกตัวกูออกมาเป็นรูปกับนาม ไม่มีตัวกู ถ้าเราเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นต่อไป เห็นไตรลักษณ์ เห็นปรมัตถ์ เห็นสมมติไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็เห็นก่อน เห็นกายเคลื่อนไหว หรือรู้กายเคลื่อนไหวใจคิดนึก เห็นความคิดไม่ใช่เรา เห็นความโกรธไม่ใช่เรา เวลามันมีก็รู้แต่ว่าข้างในมันร้อน ข้างในมันขุ่นมัว แต่ไม่ใช่เราร้อน ไม่ใช่เราขุ่นมัว
ทำไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นเอง อย่าไปบังคับให้เห็น แล้วก็ไม่ใช่เรื่องการใช้ความคิดด้วย แต่เป็นเรื่องของการที่รับรู้หรือรู้สึกได้ พูดภาษาชาวบ้านคือรับรู้ด้วยใจ แต่ที่จริงคือรับรู้หรือเห็นด้วยสติ จนเกิดการพัฒนากลายเป็นการเห็นด้วยปัญญา พอเห็นด้วยปัญญาก็อย่างที่เราสวดในบทติลักขณาทิคาถา เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นแหละก็จะเป็นหนทางออกจากทุกข์ได้
25681119pm--ทำเต็มที่แต่ใจไม่เครียด
19 พ.ย. 68 - ทำเต็มที่แต่ใจไม่เครียด : ไม่ว่าเราทำอะไร เราเกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทางได้ถูกต้อง หรือเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ได้ถูกต้อง งานยากแค่ไหน เราไม่เครียด แต่ความเพียรก็ไม่ได้ลดหย่อนลงไปเลย ไม่ใช่ว่าหายเครียดเพราะเกียจคร้าน ยังทำความเพียรอยู่ แต่ไม่เครียด เรียกว่าทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส อันนี้แหละเป็นท่าทีที่ควรจะมาเอามาฝึกตน เวลาปฏิบัติธรรม หรือว่าเวลาทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก มีประโยชน์ทั้งนั้น
25681118pm--ตัวช่วยและบททดสอบที่ควรมี
18 พ.ย. 68 - ตัวช่วยและบททดสอบที่ควรมี : ใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ผิดกติกา ผิดมารยาท ผิดระเบียบ พวกนี้เป็นบททดสอบได้ รวมถึงเวลาซื้อของ ซื้อของแพงกว่าคนอื่น แม่ค้าจ่ายเงินทอนไม่ครบ พวกนี้ก็เป็นบททดสอบ หรือของหาย บางทีโทรศัพท์หาย นั่นคือบททดสอบอย่างดีเลยว่า สติเราเอาอยู่ไหม เราจะรับมือกับความสูญเสียได้หรือเปล่า ถ้าเรามองแบบนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราจะเป็นของดี รวมถึงสิ่งที่เป็นอนิฏฐารมณ์
อนิฏฐารมณ์ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ หรือเหตุร้าย เช่น คำต่อว่าด่าทอ ความสูญเสีย พวกนี้เป็นอนิฏฐารมณ์ที่ไม่มีใครชอบ แต่จะกลายเป็นของดีทันทีสำหรับเรา ถ้าหากว่าเรามองว่านี่คือบททดสอบสติของเรา
25681117pm--ตั้งใจแต่ไม่บังคับจิต
17 พ.ย. 68 - ตั้งใจแต่ไม่บังคับจิต : ทำไมตอนที่พยายามระงับความโกรธ ความโกรธไม่หาย ก็เพราะว่าพยายามใช้เวลากดข่ม แม้จะบริกรรมว่า โกรธหนอ โกรธหนอ แต่ว่าใจลึก ๆ ก็อยากจะให้ความโกรธหายไป ทนไม่ได้ แต่พอสุดท้าย เธอโกรธก็ได้ คือยอม อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้เกิดขึ้นได้ มันไปเลย เพราะตอนนั้นใจยอมรับแล้ว ไม่ผลักไส แค่รับรู้เฉย ๆ
บางครั้งการอนุญาตให้อารมณ์ความคิดบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่ผลักไส ช่วยได้เยอะ เพราะว่ามันนำไปสู่การรู้ซื่อ ๆ รู้ซื่อ ๆ คือ ไม่ผลักไส ไม่ไหลตาม รู้ซื่อ ๆ ยอมรับ จะฟุ้งก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า การที่เรายอมให้หลง เป็นข้อดี เป็นความดีอย่างหนึ่ง ดีอย่างแรกคือ ดีที่รู้ว่าหลง ดีอย่างที่สองก็คือว่า ได้สติ พาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วดีอย่างที่สามคือ ดีที่อนุญาตให้หลงได้ ฟุ้งได้ ถ้าไม่อนุญาตมันยิ่งก่อกวนรังควานเข้าไปใหญ่
25681116pm--ทุกข์เพราะไม่รู้ใจ
16 พ.ย. 68 - ทุกข์เพราะไม่รู้ใจ : การปฏิบัติก็เพื่อสิ่งนี้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน และสุดท้ายก็จะพบว่า ข้างนอกไม่ได้เป็นเหตุแห่งทุกข์เลย ถ้าพูดถึงความทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําคําพูดของใคร ดินฟ้าอากาศ ความสําเร็จ ความล้มเหลว แต่ว่าการปรุงแต่งในใจ รวมทั้งความหลง ไม่รู้ทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ
พยายามหมั่นฝึกเอาไว้ เห็นทั้งข้างนอก เห็นทั้งข้างใน เราจะได้ไม่ไปโทษสิ่งภายนอกมาก จนลืมที่จะดูแลใจเราให้มีสติให้มีปัญญาเป็นเครื่องคุ้มกันรักษาใจ แม้ว่าจะเผลอปล่อยให้อารมณ์ที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นในใจ แต่ก็ยังไม่สายที่เราจะรักษาใจไม่ให้ทุกข์ ไม่ให้ถูกอารมณ์เหล่านี้ทําลายได้
25681115pm--เห็นนอกเห็นในใจสงบ
15 พ.ย. 68 - เห็นนอกเห็นในใจสงบ : การที่เราฝึก มามีสติอยู่ความคิดและอารมณ์ หรือมีใจเห็นความคิดและอารมณ์นี้เป็นของดี เพราะฉะนั้นเวลายุงกัด ยุงตอม มดกัด หรือเสียงหมาเห่าเป็นของดีเลย มาฝึกให้เรามาดูใจว่าใจกระเพื่อมไหม มีความไม่พอใจเกิดขึ้นไหม มีความวิตก มีความกังวลเกิดขึ้นหรือเปล่า นั่นเป็นของดีโดยเฉพาะถ้ามองในแง่ของการฝึก ให้มาเห็นทั้งข้างนอกและเห็นทั้งข้างใน
และที่จริงไม่ใช่เป็นเฉพาะฝึกเวลาปฏิบัติอย่างเดียว แม้ขณะในชีวิตประจำวันก็จำเป็นต้องมีสิ่งนี้ด้วย พอไม่อย่างนั้นเราก็จะโดนอารมณ์ท่วมทับ เวลาใครพูดไม่ดีกับเรา เราก็โกรธ ถูกความโกรธเล่นงาน สั่งให้เราด่ากลับไป ตอบโต้กลับไป แต่เราไม่เห็นความโกรธ เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำเรา แทนที่เราจะรู้ทันแล้วก็วางมันลง หรือว่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยที่ทำอะไรใจเราไม่ได้ ในชีวิตประจำวันที่เราทุกข์เพราะเราเห็นแต่ข้างนอก แต่เราไม่เห็นข้างใน อารมณ์ต่าง ๆ ก็เลยเล่นงานเรา รวมทั้งความคิดต่าง ๆ ก็ก่อกวนรังควาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องหมั่นฝึกในชีวิตประจำวันด้วยไม่ใช่เฉพาะในการปฏิบัติเท่านั้น25681114pm--เรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้น
14 พ.ย. 68 - เรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้น
25681113pm--สุขหรือทุกข์ก็อย่าทิ้งสติ
13 พ.ย. 68 - สุขหรือทุกข์ก็อย่าทิ้งสติ : ที่เรามา ก็ถือว่าพวกเรามีโชค ที่เราไม่เจ็บไม่ป่วย ที่เรายังมีกำลังวังชา เอาสิ่งดีๆ เหล่านี้มาใช้เพื่อการปฏิบัติ เพื่อการฝึกฝนตน เพื่อให้มีสติ แล้วเพื่อเอามาใช้รับมือทั้งกับความสุข หรือว่าความพอใจที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเราไม่สามารถจะวางใจให้ถูกต้องกับความสุข ความสบาย สิ่งที่ถูกใจแล้ว
พอเจอความทุกข์ เจอความไม่สบาย เจอความไม่ถูกใจ เราก็ยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่เหมือนกันถ้าเกิดเราวางใจไม่ถูกกับคำชม คำสรรเสริญ เราหลงใหลได้ปลื้มกับมัน อยากโชว์อยากอวด ถึงเวลาเราเจอคำต่อว่าด่าทอ คำตำหนิ เราก็จะทุกข์25681104pm--รู้ทันอุบายของความโกรธ
4 พ.ย. 68 - รู้ทันอุบายของความโกรธ : การให้อภัยหรือแผ่เมตตา ช่วยได้มาก เพราะถ้าเราให้อภัยได้ แผ่เมตตาได้ ความโกรธก็อยู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมที่จะให้เราให้อภัย เพราะว่าจะบอกเราว่าให้อภัยได้ยังไง เดี๋ยวก็ได้ใจสิ ให้อภัยไม่ได้ อันนี้เป็นเหตุผลของความโกรธ เพราะรู้ว่าถ้าเราให้อภัย ก็จะหายไปจากใจเรา และขณะเดียวกันก็พยายามให้เราส่งจิตออกนอก พุ่งไปที่คนที่เราต้องการแก้แค้น เพราะกลัวว่าถ้าเราหันมาดูใจ จะเห็น เห็นผู้ร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในใจ
ความโกรธกลัวถูกรู้ ถูกเห็น ถ้าถูกรู้เห็นเมื่อไหร่ ก็จะละลายหายไป เมื่อกลัวถูกรู้ถูกเห็น ก็เลยพยายามล่อให้ส่งจิตออกนอก ออกไปสนใจสิ่งอื่นแทน อย่าหันใจ อย่าเอาความใส่ใจ ความสนใจกลับมาที่ใจ เพราะเดี๋ยวจะเห็นความโกรธ แล้วจะอยู่ไม่ได้ ฉลาดมากแต่ว่าไม่เกินความสามารถของสติที่จะรู้ทัน แล้วก็จัดการกับความโกรธนั้นอย่างละม่อม ไม่ใช่ด้วยการกดข่ม แต่เพียงแค่รู้ เห็น แบบรู้ซื่อ ๆ ก็อยู่ไม่ได้25681103pm--อยู่กับตัวเองได้ก็ไกลทุกข์
3 พ.ย. 68 - อยู่กับตัวเองได้ก็ไกลทุกข์ : ที่จริงเพื่อนมีก็คือ ใจของเรา ถ้าเป็นมิตรกับตัวเองได้ แม้จะนอนติดเตียงก็ไม่ทรมาน ซึ่งก็ยากก็ต้องเริ่มต้นจากการที่แม้ชีวิตเราไม่เจ็บไม่ป่วย สุขภาพดี เราก็ยังอยู่กับตัวเองเป็น เป็นมิตรกับตัวเองได้ จะทำอย่างนี้ได้เพราะจากการปฏิบัติ หรือการมาอยู่วัดเป็นเรื่องยาก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วเราไม่สามารถหนีตัวเองได้ แต่ว่าการที่เราหนีตัวเองไม่ได้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือว่าเราสามารถที่จะเป็นมิตรกับตัวเองให้ได้จากการปฏิบัติ
ฉะนั้นถึงแม้จะลำบาก ที่จะต้องฝืนใจ แต่ว่ารางวัลที่ได้มีคุณค่ามาก เพราะจะทำให้เราอยู่กับตัวเองเป็น และสุดท้ายเราก็เป็นมิตรกับตัวเองได้ เวลาเจอภัย เจอเหตุร้าย ก็ไม่ปล่อยให้ใจมาซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กับตัวเอง ตรงข้ามสามารถจะให้ใจ หรือสติ หรือธรรมะที่มี ซึ่งก็เกิดจากการฝึกตน จิตที่ฝึกไว้ดีแล้ว จะช่วยทำให้หนักกลายเป็นเบา ร้ายกลายเป็นดีได้ เจอความเจ็บป่วยก็กลับเห็นธรรมที่ทำให้ออกจากทุกข์ได้เร็วขึ้น นี้เพราะว่าเป็นมิตรกับตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น อันนี้สำคัญมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเริ่มทำให้เกิดเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของเรา ก่อนที่เราจะแก่ ก่อนที่เราจะเจ็บป่วย ก่อนที่เราจะสูญเสีย เพราะถ้าถึงตอนนั้นแล้ว เรายังอยู่กับตัวเองไม่เป็นจะทรมานมาก จิตที่ไม่ฝึกจะกลับมาทำร้ายเรายิ่งกว่าโจรทำร้ายโจรด้วยกัน และนี่ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้25681031pm--อย่าปล่อยให้ความคิดลบดึงดูดใจเรา
31 ต.ค. 68 - อย่าปล่อยให้ความคิดลบดึงดูดใจเรา : เราฝึกในชีวิตประจำวันให้รู้กายเคลื่อนไหว ต่อไปก็จะรู้ใจคิดนึก รู้เอง เพราะสติบอกแล้วถึงตอนนั้นเราจะพบว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รวมทั้งธรรมารมณ์ ไม่ว่าน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะมีแรงดึงดูด หรือว่าสะกดใจเราได้น้อยลง รูปที่งาม หรือรูปที่น่าเกลียด เสียงที่เพราะ หรือเสียงที่ชวนรำคาญ จะทำอะไรใจเราไม่ได้ จะดึงดูด จะเย้ายวนสะกดใจเราไม่ได้ เพราะเรารู้วิธีที่จะแค่รู้ซื่อๆ แต่ก่อนก็ใช้วิธีเมิน แต่ตอนหลังแค่รู้ซื่อๆ ก็ทำให้หมดพิษสง
ให้เราสังเกตว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ไม่น่าพอใจ ทำไมถึงดึงดูดใจเราได้ ทำไมถึงครองใจเราได้ ทั้งๆ ที่ครองใจเราทีไร ดึงดูดใจทีไร ทุกข์ทุกที โกรธหงุดหงิดทุกที นั่นเป็นเพราะเราหลง เป็นเพราะเราขาดสติ เป็นเพราะเราไม่รู้จักวิธีที่จะเมิน หรือว่าพัฒนาไปสู่การรู้ซื่อๆ25681030pm--ธรรมะให้ผลถ้าปฎิบัติถูก
30 ต.ค. 68 - ธรรมะให้ผลถ้าปฎิบัติถูก : ความหมายของการให้คุณค่ากับปัจจุบันขณะ แต่เราก็สามารถจะวางแผนหรือนึกถึงอนาคตได้ เพื่อกลับมาเตือนใจให้เห็นความสำคัญของปัจจุบัน และใช้เวลาแต่ละนาทีในปัจจุบันให้มีคุณค่ามากที่สุด ถ้าเข้าใจความหมายนี้ การอยู่กับปัจจุบันก็ไม่ได้ขัดแย้งกับการนึกถึงอนาคต อยู่ที่ว่าจะนึกเพื่อให้เกิดความพะวงหรือกระตุ้นให้เกิดความไม่ประมาท
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่ว่าฟังธรรมแล้วก็ไปปฏิบัติแต่ปฏิบัติไม่ถูก ความขยันของเราก็อาจจะไม่เกิดผล ธรรมะจะให้ผลดี ต้องปฏิบัติให้ถูก จับหลักให้ได้ ก็จะทำให้เกิดความเจริญงอกงามในชีวิต25681029pm-ทักษะที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้
29 ต.ค. 68 - ทักษะที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้ : คนเราถ้าหากว่าคิดเก่ง คิดเป็น คิดเร็ว คิดไว ก็ง่ายมากที่จะทำตามความคิดทุกอย่าง แต่ถ้าเรามีสติ มีความรู้สึกตัว ก็ช่วยทำให้เราสามารถจะเป็นนายความคิดได้ ความคิดกลายเป็นบ่าว แล้วพอเป็นบ่าวแล้วก็จะเป็นบ่าวที่ดี
แต่ถ้าไม่มีสติ ไม่มีความรู้สึกตัว ความคิดก็เป็นนายเรา พอเป็นนายแล้วเราก็แย่เลย ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้าคิดเยอะ คิดมาก คิดไม่หยุด การที่จะหาคำตอบ หาความคิดดีๆ นั้น ได้ยากมาก แต่พอหยุดคิด รู้จักพักความคิด ให้จิตได้พัก ความคิดดีๆ ออกมาเยอะ แล้วมีประโยชน์ด้วย เพราะฉะนั้นศิลปะที่สำคัญหรือทักษะที่สำคัญสำหรับคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่ คิดเก่ง คิดเป็นเท่านั้น ต้องมีสติ มีความรู้สึกตัวครองใจด้วย เพื่อที่จะกำกับความคิดให้เกิดประโยชน์ ถ้าคนสมัยนี้ไม่มีความสามารถในการรู้สึกตัว ไม่มีทักษะในด้านนี้ แม้จะมีความรู้เยอะ เรียนสูง ได้หลายปริญญา คิดเก่งอย่างไรก็เอาตัวไม่รอดในที่สุด25681028pm--จิตผ่องใสถ้าเข้าใจธรรม
28 ต.ค. 68 - จิตผ่องใสถ้าเข้าใจธรรม : ฟังธรรมก็เหมือนกัน บางคนก็ได้แต่พนมมือแต่ใจไม่รู้ลอยไปไหน ก็คิดว่าแค่ฟังธรรมจะได้บุญ แต่ที่จริงได้บุญเพราะว่ามีการใคร่ครวญ มีการทำความเห็นให้ตรงหรือที่เรียกว่าทิฏฐุชุกัมม์ ก็ดีไปอย่าง ระหว่างที่สวดมนต์ หรือ ฟังธรรม ไม่ไปผิดศีลที่ไหน ข้อดีก็มี แทนที่จะไปเล่นมือถือ แทนที่จะไปเล่นไพ่ กินเหล้า ก็มานั่งฟังธรรม สวดมนต์ก็ดี ช่วยรักษาศีล 5 ให้เกิดขึ้นอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่มาฟังธรรมหรือมาสวดมนต์
แต่ว่าเราสามารถได้ประโยชน์จากการฟังธรรม การสวดมนต์ ถ้าเราเข้าใจจุดมุ่งหมาย แล้วก็พยายามปรับใจให้ได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย การปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจอรรถ รู้อรรถ อรรถนี้คือจุดมุ่งหมาย เป็นธรรมข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ว่าเป็นหนึ่งในสัปปุริสธรรม เราต้องเข้าใจอรรถคือจุดมุ่งหมาย ถ้าไม่เข้าใจจุดมุ่งหมาย ก็กลายเป็นการทำไปตามรูปแบบ เถรส่องบาตร แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ หรือไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ฉะนั้นการเจริญสติก็เช่นกัน ต้องเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายคือเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้ใจหลงเข้าไปในความคิด เข้าไปในอารมณ์ เพราะว่าความหลงนี่แหละเป็นตัวทำให้ทุกข์ ถ้าใจไม่หลง ความทุกข์ก็ลดลง หรือว่าหายจากความทุกข์ได้ และนี่คือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการเจริญสติ25681027pm--แก่อย่างไร ใจไม่ทุกข์
27 ต.ค. 68 - แก่อย่างไร ใจไม่ทุกข์
25681026pm--พลิกความคิด จิตก็เปลี่ยน
26 ต.ค. 68 - พลิกความคิด จิตก็เปลี่ยน : บางครั้งก็มีความคาดหวังเพื่อเป็นแรงกระตุ้น แต่บางครั้งก็รู้ว่าความคาดหวังเป็นตัวการทำให้เกิดทุกข์ก็วางมันลง หรือไม่ก็ลดให้มันต่ำลง เพราะถ้าความคาดหวังต่ำ ความจริงที่เกิดขึ้นก็อาจจะสูงกว่าความคาดหวัง ก็กลายเป็นความสุขความพอใจ
แต่ถ้าเราไม่รู้ตรงนี้ เราก็จะโดนความคิดหลอก หลอกให้เราทุกข์ และมุมมองที่แข็งกระด้างก็จะคอยกระตุ้นซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้เรา เพราะเราไม่รู้จักตั้งคำถามกับมุมมองหรือความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นสรุปแล้วก็คือว่าเวลาเรามีความทุกข์ อย่าไปโทษสิ่งอื่นมาก ลองกลับมาดูใจเรา สมุทัยในอริยสัจ 4 คืออันนี้ พวกเราเรียนเรื่องอริยสัจ 4 มาเยอะ แต่พอมีความทุกข์ เราใช้สมุทัยไม่เป็น ไม่สามารถสาวหาเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง ไปเอาอะไรมาเป็นเหตุแห่งทุกข์ก็ไม่รู้ ก็เลยแก้ทุกข์ไม่ได้สักที และสุดท้ายก็อยู่ที่ไหนก็ทุกข์เพราะความคิด ที่เป็นตัวการแห่งความทุกข์ติดเราไปตลอด ย้ายที่ ย้ายสถานที่ ย้ายที่ทำงาน ย้ายที่อยู่ก็ยังทุกข์อยู่ ยังเครียดอยู่ ยังหงุดหงิดอยู่ก็เพราะว่าความคิดไม่เปลี่ยน เปลี่ยนแต่สิ่งภายนอก25681025pm--อะไรเกิดขึ้นก็ดีทั้งนั้น
25 ต.ค. 68 - อะไรเกิดขึ้นก็ดีทั้งนั้น : ถ้าเราจับหลักได้ การจะเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยากอะไร แต่ยากตอนที่เริ่ม เพราะว่าอะไรก็ตามที่เราไม่เคยทำ พอเริ่มทำใหม่ ๆ ยากเสมอ เพราะขัดกับความเคยชินเดิมๆ ขัดกับนิสัยเดิม จึงเกิดการต่อต้านขัดขืน ทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก
แต่พอเราทำไปเรื่อย ๆ ทำทีละนิดทีละหน่อย ก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย จนพอกลายเป็นนิสัยใหม่แล้ว ก็จะทำโดยอัตโนมัติไปเลย เหมือนกับคนที่ตื่นสาย ใหม่ ๆ จะตื่นเช้าเรื่องยากมาก แต่พอตื่นเช้าเป็นนิสัยแล้ว สิ่งที่ยากกว่าก็กลายเป็นการตื่นสาย ตื่นเช้ากลับเป็นเรื่องง่าย ตื่นสายกลายเป็นเรื่องยาก ก็อยู่ที่การทำบ่อย ๆ ทำสม่ำเสมอ จึงบอกว่าให้เอาปริมาณไว้ก่อน คุณภาพตามมาทีหลัง25681024pm--ชีวิตเปลี่ยนได้เพราะใจมีพลัง
24 ต.ค. 68 - ชีวิตเปลี่ยนได้เพราะใจมีพลัง : สติของเราแต่ก่อนก็แบบนี้ เห็นเฉพาะความคิดและอารมณ์ที่โผล่ขึ้นมา ความคิดและอารมณ์หายไปเมื่อมีสติรู้ทัน แต่พอเกิดขึ้นบ่อยๆ เอะใจ แล้วก็มองทะลุเห็นตัวอัตตาที่อยู่เบื้องหลัง พอเห็นเท่านั้นแหละ ตัวอัตตาหนีหน้าไปเลย พ่ายแพ้ไปเลย อับอาย สุดท้ายความคิดและอารมณ์ที่เคยโผล่ขึ้นมารบกวนเราบ่อยๆ ก็จะหายไป
อันนี้เป็นพลังของสติที่สามารถจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรม และความคิดของเราได้ ไม่ต้องอาศัยศรัทธาในตัวหลวงพ่อ ไม่ต้องอาศัยความเห็นใจหมอ ซึ่งอันนั้นก็ดีอยู่ แต่ว่าเรายังต้องอาศัยคนอื่นอยู่ ต้องมีหลวงพ่อที่เราศรัทธา ต้องมีหมอที่เขาเอื้อเฟื้อเรา แต่บางทีเราไม่มีอย่างนั้น ไม่มีบุคคลเหล่านั้น เราสามารถจะพึ่งตัวเองได้ก็โดยการที่มีสติรู้ทัน เพราะฉะนั้น สติช่วยทำให้เหตุผลของกิเลสไม่สามารถครอบงำใจเราได้ ขณะเดียวกัน ความคิดที่เรามี หรือเหตุผลดีๆ ที่เรามี ก็สามารถจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะว่าใจคล้อยตาม หรือใจมีพลังที่จะผลักดันให้เราเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามสิ่งที่เห็นว่าดี ว่าถูกต้อง25681023pm--รู้งี้ไม่ดีเท่ารู้ซื่อๆ
23 ต.ค. 68 - รู้งี้ไม่ดีเท่ารู้ซื่อ ๆ : นอกจาก รู้งี้ แล้ว อีกอย่างที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ก็คือ รู้แล้ว เวลาใครบอกว่า รู้แล้ว แสดงว่าปิดรับความรู้แล้วเหมือนกับน้ำเต็มแก้ว คนที่คิดว่า รู้แล้ว รู้แล้ว ใจเขาจะไม่รับ พ่อแม่บางทีก็บอก รู้จักลูกแล้ว รู้แล้วว่าลูกเป็นอะไร หรือไปเยี่ยมคนป่วยก็รู้แล้วว่าเขานิสัยใจคอยังไง ก็เลยไม่คิดที่จะฟัง ไม่คิดที่จะเปิดใจเรียนรู้ ด้วยการฟัง ด้วยการถาม
รู้แล้ว กับ รู้งี้ ต้องพยายามอย่าให้เกิดขึ้น แต่ว่ารู้ซื่อ ๆ จะต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เริ่มจากการรู้กายรู้ใจ แล้วก็พัฒนาเป็นการรู้ซื่อ ๆ ต่อไปจะเป็นการรู้ระดับวิปัสสนาเลยทีเดียวที่ช่วยทำให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องพัฒนาขวนขวายเพื่อให้ความรู้ของเรากลายเป็นการรู้ซื่อ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะเมื่อมีความโศก ความเศร้า ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ ถ้ายังทำให้เกิดมีไม่ได้ ก็ยังไม่สายที่จะสร้างให้มีขึ้นจนเป็นธรรมชาติหนึ่งของจิตใจเรา25681022pm--หาตัวช่วยเพื่อสร้างสติ
22 ต.ค. 68 - หาตัวช่วยเพื่อสร้างสติ : ชีวิตของเราทั้งวัน ถ้าเราไม่ทำนั่นทำนี่ เราก็เจอนั่นเจอนี่ แค่สองอย่างนี้แหละ แต่ถ้าเราฝึกสติเอาไว้ดี จนกระทั่งเห็นกายเคลื่อนไหวเมื่อทำกิจ รู้ใจคิดนึกเมื่อเจอผัสสะ หรือเมื่อเจอนั่นเจอนี่ ก็เท่ากับว่าเราปฏิบัติได้ทั้งวัน เพราะทั้งวันเราจะมีแค่ 2 อย่าง คือถ้าไม่ทำนี่ทำนั่น ก็เจอนั่นเจอนี่ เจอทางตาเจอทางหู ถ้าหากว่าเราทำได้ 2 อย่างนี้ ก็เรียกว่าทำได้ทั้งวัน รู้กายเคลื่อนไหวเมื่อทำกิจ รู้ใจคิดนึกเมื่อเกิดผัสสะ หรือเมื่อเจอนั่นเจอนี่อันนี้ก็เป็นหลักที่นำไปปฏิบัติที่บ้านได้
เพราะว่าอยู่ที่บ้านไม่มีใครจะมาชี้แนะเรา แต่ถ้าเราจับหลักได้ การปฏิบัติก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ยากและต่อเนื่อง ขอเพียงแต่ใจไม่ร้อน เอาปริมาณไว้ก่อน แล้วก็หาตัวช่วยเยอะๆ อาจจะเป็นเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติด้วยกัน หรือสิ่งแวดล้อม อาจจะรวมถึงการมีวินัย งดใช้โทรศัพท์บางช่วง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องขวนขวายหาตัวช่วยเพื่อให้ความคิดอ่อนแรง และสติก้าวหน้ามากขึ้น ถ้าเราหาตัวช่วย การปฏิบัติก็จะต่อเนื่อง และที่สำคัญคือให้รู้จักแก้อารมณ์ได้ด้วยตัวเอง ใช้กายเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาทางใจ เกี่ยวเนื่องกัน อันนี้ก็เป็นการบ้านที่ฝากเอาไว้25681021pm--สร้างภูมิคุ้มใจให้เข้มแข็ง
21 ต.ค. 68 - สร้างภูมิคุ้มใจให้เข้มแข็ง : การที่จะไม่มีอนิฏฐารมณ์เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเลย เป็นไปไม่ได้ จะไม่มีอารมณ์ลบอารมณ์ร้ายเกิดขึ้นในใจเรา ยากสำหรับปุถุชน แต่ถึงแม้เกิดขึ้น ใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษาใจ หรือว่าภูมิคุ้มใจ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะต้องเจอกับเสียงดัง เจอกับความผิดหวัง เจอกับความเหนื่อยความยาก แต่ถ้าเรารู้จักพัฒนาสติ จนกระทั่งเรารู้จักรู้ซื่อ ๆ รับมือกับอารมณ์ภายใน แล้วก็สิ่งกระทบภายนอกได้ ใจเราก็เป็นปกติได้ และนี่จะทำให้เราเป็นอิสระจากสิ่งภายนอก
ที่มนุษย์เราต้องเป็นทุกข์ หรือต้องเป็นทาสสิ่งภายนอก เพราะคิดว่าจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อสิ่งภายนอกถูกใจ แต่ถ้าสิ่งภายนอกไม่ถูกใจ ก็จะหงุดหงิดขึ้นมา เช่น เสียงดัง คนไม่น่ารัก ทางลำบาก แมลงเยอะ คนเราถ้าหากว่าไม่รู้จักฝึกสร้างภูมิคุ้มใจ โดยเฉพาะการมีสัมมาสติ เราจะเป็นทาสสิ่งภายนอก จะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก แต่ว่าการเจริญสติ หรือว่าสัมมาสติ ทำให้เราเป็นอิสระ เป็นไทจากสิ่งภายนอก สิ่งภายนอกจะไม่น่ารัก จะลำบาก จะเป็นลบยังไง แต่ใจเราก็เป็นบวก หรือว่าใจเราก็เป็นกลางอยู่เสมอ เรียกว่าไม่ว่าจะเจออะไรที่เรียกว่าทุกข์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ อย่างนี้เราทำได้25681020pm--สติคือพื้นฐานของชีวิต
20 ต.ค. 68 - สติคือพื้นฐานของชีวิต : นักปฏิบัติหลายคนนี้ทำไม่กี่วันจะเอาคุณภาพแล้ว ฉะนั้นต้องมีสติ ต้องทำความรู้สึกตัว อย่าเพิ่งเอาคุณภาพ เอาปริมาณก่อน ทำเยอะ ๆ ให้สติได้ทำงานลองผิดลองถูก จะทำงานเชื่องช้าก็ไม่เป็นไร เพราะว่าต่อไปถ้าเราให้โอกาสให้พื้นที่แก่สติ สติก็จะเติบโตมากขึ้น แล้วก็จะช่วยเราให้ระลึกรู้ได้ไว ไม่ใช่แค่รู้ว่ากำลังทำอะไร แต่รู้แม้กระทั่งว่ากำลังทุกข์อยู่
กำลังเศร้าอยู่ กำลังโกรธอยู่ รู้แล้วก็วาง รู้แล้วก็ปล่อย ไม่ตกไปอยู่ในอำนาจของอารมณ์เหล่านั้น ก็ทำให้ใจพบกับความสงบได้ สงบเพราะว่าวางความคิดและอารมณ์ที่เคยรบกวนจิตใจของเรา ทำไปเรื่อย ๆ ทำไปเยอะ ๆ แล้วความระลึกได้ ความรู้ตัวก็จะเกิดได้ถี่ขึ้น เร็วขึ้น25681019pm--รักษาใจด้วยสัมมาสติ
19 ต.ค. 68 - รักษาใจด้วยสัมมาสติ : พอใจเผลอนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เกิดความโกรธ พอมีความโกรธขึ้นก็รู้เลย หรือพอใจเผลอไปนึกถึงเหตุการณ์ในอนาคต เกิดความกังวล เกิดความเครียดเรื่องงานเรื่องการ เรื่องหนี้สินขึ้นมา ก็รู้เลย รู้เพราะอะไร เพราะว่าสติมาบอก เรียกว่าเรามีเครื่องรักษาใจ มีธรรมะเป็นเครื่องรักษาใจ ซึ่งก็เกิดขึ้นจากการที่เรามาเฝ้าดูจิตใจบ่อย ๆ ฝึกฝนจิตใจบ่อย ๆ ไม่ใช่มัวแต่ส่งจิตออกนอก ใหม่ ๆ ก็เผลอส่งจิตออกนอก แต่ก็รู้ตัวได้ไวว่า นี่เผลอส่งออกไปแล้ว กลับมา กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ก็คือมารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
เรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่แค่ระลึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ช่วยเตือนใจให้เรากลับมามีสติ อันนั้นก็มีประโยชน์แต่ต่อไปต้องพัฒนาความระลึกได้ให้ถึงขั้นที่ว่าพอใจเผลอไป ก็กลับมารู้เนื้อรู้ตัวโดยที่ไม่ต้องมีเสียงเตือน กลับมาเองเพราะว่าระลึกได้ ถ้าเราฝึกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อไปการรู้เนื้อรู้ตัวก็จะกลายเป็นเรื่อง เรียกว่ากลายเป็นธรรมชาติของใจ จะรื้อถอนนิสัยเดิม ๆ ที่เป็นนิสัยชอบหลง ชอบใจลอย ชอบส่งจิตออกนอก จะกลับมาเกิดความรู้เนื้อรู้ตัว รู้กายรู้ใจได้ไว แล้วจะกลายเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก โอ้ ใจเราทำอย่างนี้ได้ด้วย อันนี้ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะสติ นั่นก็คือสัมมาสติ25681011pm--อยู่ในโลก อย่าทิ้งธรรม
11 ต.ค. 68 - อยู่ในโลก อย่าทิ้งธรรม : สติช่วยทำให้ความเศร้าโศกเสียใจ ความโกรธ ไม่สามารถคุกคามบีบคั้นรังควานจิตใจได้ ไม่ใช่ไม่มีอารมณ์ความโศก ความเศร้า ความโกรธมี แต่มันทำอะไรใจไม่ได้ แต่ต่อไปถ้ามีปัญญาถึงขั้น อารมณ์เหล่านั้นก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าเมื่อสูญเสียทรัพย์ก็ไม่ทุกข์ เพราะว่าไม่ได้ยึดติดถือมั่นในทรัพย์เหล่านั้นตั้งแต่แรก ความไม่ยึดติดถือมั่นในทรัพย์ ในร่างกาย ในงานการ ในคนรัก รวมทั้งหน้าตา พอสิ่งเหล่านั้นปรวนแปรไป ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความโกรธ มันก็เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถึงแม้จะไม่มีปัญญาถึงขั้นชนิดปล่อยวางได้ แต่หากมันมีอารมณ์เศร้าโศกโกรธเคืองเกิดขึ้นมาในใจ ก็ยังมีสติเป็นด่านสุดท้ายที่จะช่วยรักษาใจไม่ให้ทุกข์ มีความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ว่าโกรธ มีความเศร้าเกิดขึ้นก็รู้ว่าเศร้า รู้แล้ววาง ไม่แม้กระทั่งกดข่มหรือผักไส และแน่นอนก็ไม่คล้อยตามอารมณ์เหล่านั้นด้วย ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจ
ธรรมะนี่ เฉพาะ 2 อย่างที่สำคัญ ก็ช่วยเราได้มากมาย ยังไม่ต้องพูดถึงสมาธิ ยังไม่ต้องพูดถึงอิทธิบาท 4 ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ซึ่งถ้าหากว่าระดมกำลังเข้ามา รวมถึงสันโดษ ปัสสัทธิ ปีติ วิริยะ อุเบกขา ธัมมวิจยะ สติ เหล่านี้เป็นโพชฌงค์ 7 ที่ถ้าเราระดมเข้ามา มันก็ช่วยเรา ในเวลาเจริญ ก็ไม่เพลินกับความเจริญ หรือความสุข ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่หลง ไม่ลืมตัว ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเมื่อถึงเวลาที่มันเสื่อมตามเหตุตามปัจจัย ก็ไม่ทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงบอกว่า แม้เราจะต้องกลับไปใช้ชีวิตทางโลก แม้เราจะมีจุดมุ่งหมายที่เป็นความสำเร็จทางโลกแต่ก็อย่าทิ้งธรรม เพราะถ้าทิ้งธรรมแล้ว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็จะไม่ยั่งยืน และจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หากว่าไม่สำเร็จ หรือหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เรียกว่าอนิฏฐารมณ์ แม้เกิดขึ้น ใจก็ไม่ทุกข์ เพราะเรามีสติ มีปัญญา และธรรมะอีกมากมายที่ช่วยรักษาใจเอาไว้25681011pm--ดูแลศรัทธา อย่าให้ความหลงครอบงำ
11 ต.ค. 68 - ดูแลศรัทธา อย่าให้ความหลงครอบงำ : การทอดกฐินเป็นงานบุญที่ชาวพุทธไทยนิยมทำกัน ถือว่าได้บุญมาก จึงจัดเป็นงานใหญ่(กว่าผ้าป่า) เพราะนอกจากเป็นงานบุญที่จำกัดเวลา (คือภายใน ๑ เดือนนับแต่ออกพรรษา) วัดหนึ่งยังทำได้แค่ครั้งเดียวในรอบปี แต่ที่ผู้คนอาจลืมไปก็คือ การทอดกฐินมีจุดมุ่งหมายส่งเสริมสามัคคีธรรมในหมู่สงฆ์ ทั้งสามัคคีที่เกิดขึ้นในระหว่างจำพรรษา (จนสามารถมีฉันทามติมอบผ้าให้แก่พระรูปหนึ่งโดยไม่มีเสียงคัดค้าน) และสามัคคีในการช่วยกันทำผ้ากฐินให้เป็นสบงหรือจีวรภายในวันนั้น
ผลสืบเนื่องคือการส่งเสริมสามัคคีในหมู่ฆราวาสที่ร่วมกันทอดกฐิน ซึ่งสมัยก่อนร่วมกันปั่นด้าย ทอผ้า ตัดเย็บเป็นจีวรให้เสร็จภายในวันเดียว (เรียกว่า จุลกฐิน) แม้ทุกวันนี้ผู้คนจะให้ความสำคัญกับเงินทำบุญ ซึ่งเป็น “บริวารกฐิน” มากกว่า จีวร ซึ่งเป็น “องค์กฐิน” แต่ก็ไม่ควรลืมจุดมุ่งหมายพิเศษของบุญกฐิน คือการส่งเสริมสามัคคี ซึ่งนอกจากทำให้เกิดความสุขใจแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมให้เจริญงอกงาม “สามัคคี” จึงมักคู่กับคำว่า “ธรรม”25681010pm--รู้มากกว่าหลง ใจโปร่งเบา
10 ต.ค. 68 - รู้มากกว่าหลง ใจโปร่งเบา : เห็นความโกรธ เห็นความทุกข์ เห็นความเครียด ซึ่งการที่จะมีสติเห็นอารมณ์เหล่านี้ได้ ต้องเกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการที่จิตกลับมารู้สึกตัวบ่อย ๆ รู้สึกตัวบ่อย ๆ เคยหลงไปแล้ว กลับมารู้สึกตัว ตอนที่กลับมารู้สึกตัว จะเห็นเลยว่า อารมณ์อะไรที่ทำให้เราทุกข์ ตอนนี้เรียกว่ารู้ทันอารมณ์ รู้ทันความคิด พอรู้แล้วก็จะวางได้เร็ว
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติด้วยการฝึกจิตให้มีสติ มีความรู้สึกตัว คือเรื่องสำคัญ ฉะนั้น ถ้าเรามาวัดแล้วเราไม่ได้มาปฏิบัติตรงนี้ หรือไม่เข้าใจตรงนี้ ก็เสียโอกาส แต่พอรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ก็ต้องกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน จะมาทำที่วัดอย่างเดียวไม่พอ นั่นก็คือว่า ทำอะไรก็ทำด้วยความรู้สึกตัว ตั้งแต่ตื่นนอน เก็บที่นอน อาบน้ำถูฟัน ก็ทำด้วยความรู้สึกตัว หลักง่าย ๆ คือ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น ใจจะแวบไปไหน แวบไปที่มือถือ แวบไปที่งานการที่รออยู่ ก็ดึงกลับมา ใหม่ ๆ มันไปยาว กว่าจะกลับมาก็ช้า แต่ต่อไปจะกลับได้เร็ว นี่เป็นวิธีฝึกในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องมาเจาะจงทำในคอร์ส หรือในวัด แต่ถ้าทำในคอร์สหรือในวัด แล้วทำจนจับหลักได้ ก็นำไปปฏิบัติต่อที่บ้านได้ และเราจะพบว่า ความรู้สึกตัวสำคัญอย่างไร และเราจะพบว่า ชีวิตเราแต่ละวัน เมื่อรู้มากกว่าหลง ทำให้จิตใจโปร่งเบาสบายขึ้นมาก25681009pm--สร้างนิสัยใหม่ให้ชีวิต
9 ต.ค. 68 - สร้างนิสัยใหม่ให้ชีวิต : หลายคนยังไม่ค่อยเห็นโทษของนิสัย ที่มันครองจิตครองใจตัว โดยเฉพาะนิสัยใจลอย นิสัยที่ชอบหลง แต่ถ้าหากว่าเปลี่ยนนิสัยใหม่จะช่วยได้มาก แต่นิสัยใหม่นี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมาแทนนิสัยเก่าได้ง่าย มีคำพูดว่านิสัยเก่าตายยาก Old habits die hard เป็นสำนวนของภาษาอังกฤษ
เวลาเราจะทำความรู้สึกตัว จะทำให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน แต่โดนความหลงกินตลอดเวลาถึง 80-90% คืออยู่ในความหลงความลืมตัว ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องทำซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มรู้เนื้อรู้ตัว จากรู้ตัวแค่ 10-20% ก็เป็น 30-40% แล้วตอนหลังก็รู้ตัวมากกว่าหลง ต้องทำบ่อย ๆ การปฏิบัติถึงสำคัญ เพราะว่าทำให้เราสะสมนิสัยใหม่ เหมือนกับเราจะเปลี่ยนเส้นทางน้ำ แต่ก่อนเส้นทางน้ำมันไหลแรง น้ำก็ไหลไปทางเดิม พอเราจะสร้างทางน้ำใหม่ เราขุดดินเพื่อสร้างทำน้ำใหม่ แต่น้ำก็ไม่ค่อยไหลไปสู่ทางใหม่ ยังไหลไปทางเก่าจนกระทั่งทางใหม่ที่เราขุดลึก กว้าง ทีนี้แหละน้ำก็จะไหลไปทางใหม่แล้ว แต่ตราบใดที่ทางใหม่ยังไม่ลึก ยังไม่กว้าง น้ำก็ยังคงไหลไปทางเดิม แต่ถ้าทางน้ำใหม่กว้างและลึก น้ำก็จะไหลไปทางใหม่ แล้วทางเก่าก็จะเริ่มแห้งขอด การสร้างนิสัยใหม่ก็เหมือนกัน ต้องใช้ความเพียรพยายาม ต้องใช้ความอดทน แต่ว่าก็ให้ผลที่คุ้มค่า25681008pm--อย่าเพิ่งแก่ ถ้ายังไม่เป็นมิตรกับตัวเอง
8 ต.ค. 68 - อย่าเพิ่งแก่ ถ้ายังไม่เป็นมิตรกับตัวเอง : จะมาเอาบุญ จะมาหาความสงบ จะมาหาเพื่อนแก้เหงา ก็ดีทั้งนั้น แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าหากว่าเรารู้วิธีที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็นเมื่อกลับไปบ้าน ไม่มีเพื่อน เราก็อยู่ได้มีความสุข หรือแม้เวลาไปไหนมาไหนไม่ได้ อยู่บ้าน ไม่มีลูกไม่มีหลานห้อมล้อม ก็ยังมีความสุขได้ อยู่กับความรู้สึกตัว อยู่กับความสงบภายใน ถึงเวลาเจ็บป่วยนอนติดเตียง ก็ไม่ทุรนทุราย เพราะว่าดูแลความคิดจิตใจได้
อันนี้คือสิ่งจำเป็น ถ้ายังไม่ทันแก่ก็ต้องสั่งสม ฝึกปรือ ให้ตนสามารถจะเป็นมิตรกับตัวเองให้ได้ อยู่กับตัวเองให้เป็น และยิ่งแก่ยิ่งต้องฝึกเอาไว้ อย่าดูแคลน ถึงแม้ตอนนี้จะมีเพื่อนฝูงมิตรสหายเยอะ แต่วันที่เราจะอยู่คนเดียวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หรือมาถึงแล้วก็ได้ แต่ถ้าเราอยู่กับตัวเองเป็น เราก็จะไม่มีคำว่าเหงา ไม่มีคำว่าเคว้งคว้าง มีความอบอุ่นใจอยู่เสมอ เพราะเราเป็นมิตรกับตัวเองได้แล้ว