Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ
25690702pm--พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง
2 ก.ค. 69 - พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง : เวลามีความรู้สึกตัว เราก็จะเห็นความคิดเกิดขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าความคิดไม่ใช่เรา อารมณ์ที่เกิดขึ้นอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่เรา การที่เห็นความจริงแบบนี้ ช่วยให้จิตไถ่ถอนจากความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูได้มาก ถอนมาทีละนิดๆ แต่ก่อนทำอะไรก็กูทำ กูเดิน กูกิน กูคิด กูโกรธ แต่ตอนหลังเริ่มเห็นแล้ว มันไม่ใช่กูที่ทำ มันเป็นรูปที่ทำ หรือเป็นนามที่ทำมากกว่า
หลวงพ่อเทียนใช้คำว่า เห็นรูปทำ นามทำ แต่ก่อนมีแต่กูทำ กูเดิน กูนั่ง กูกิน ตอนหลังเห็นว่าเป็นรูปที่นั่ง เป็นรูปที่กิน ส่วนความคิดนี่ไม่ใช่กูคิด เป็นนามที่คิด ความโกรธก็ไม่ใช่กูโกรธ เป็นนามที่โกรธ เห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความโกรธไม่ใช่เรา ก็ช่วยทำให้เราได้เห็นความจริงของอารมณ์ภายใน ก็คือความคิดและอารมณ์ ว่ามาแล้วก็ไป ไม่เที่ยง ช่วยเปิดเผยสัจธรรม
ความรู้สึกตัวช่วยทำให้ความคิดและอารมณ์ หรือรูปและนาม เปิดเผยความจริงออกมาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก่อนทั้งที่รูปนามอยู่กับตัว แต่ว่าไม่เห็น ไปคิดว่ารูปเป็นเรา นามเป็นเรา รูปเป็นของเรา นามเป็นของเรา แต่พอมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง จะเห็น รูปนามก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็นว่า มันคือรูป ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นามก็คือนาม ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็ช่วยทำให้ใจเริ่มเห็นความจริง เป็นการออกจากความหลงอีกชนิดหนึ่ง ทีแรกหลงเพราะไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังกลายเป็นว่ายังมีความไม่รู้อีกชนิดหนึ่ง คือการไม่รู้ความจริง แล้วพอรู้ความจริงแล้ว ความทุกข์ก็จะเบาบางหรือหายไป
25690701pm--ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่
1 ก.ค. 69 - ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่ : คนเราถ้าหากว่ารู้ เข้าใจถึงความไม่เที่ยง ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชมสรรเสริญหรือความสำเร็จ หรือลาภยศสรรเสริญ ถึงเวลามันเสื่อมไป จากคำชื่นชมเป็นคำต่อว่าด่าทอ โห่ฮา หรือจากชัยชนะเป็นความพ่ายแพ้ จากความสำเร็จเป็นความล้มเหลว เราก็ยังอยู่ได้ โดยเฉพาะถ้าเราไม่เอาค่าของเราไปผูกติดอยู่กับความสำเร็จอย่างที่พูดไว้ก่อน ถ้าคนเราเอาค่าของตัวเราไปผูกติดอยู่กับผลงาน อย่างที่มีคนพูดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เวลางานย่ำแย่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ดี หรืออาจจะดีแต่ไม่ถูกใจคน คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ ก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ที่จริงไม่ใช่เลย
ค่าของคนเราอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสว่า สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้ารู้จักเข้าถึงความสงบเย็น แล้วใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ได้ นั่นถือว่ามีชีวิตที่งดงามแล้ว ส่วนเขียนหนังสือหรือทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ นั่นเป็นเรื่องของโลก แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำได้ถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้แล้ว
จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่ก็ยังดีกว่าเอาค่าของคนไปผูกติดอยู่กับเงินทองชื่อเสียง เสื้อผ้าหน้าผม อย่างไรก็เอาผลของงานหรือการกระทำมาเป็นเกณฑ์ในการวัดค่าของคนหรือของตัวเราก็ยังดีกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นอิสระจากความสำเร็จ คำชื่นชมสรรเสริญ ให้ถือว่ามันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิตแบบนี้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มีความผันผวนปรวนแปรอย่างไร ชื่นชมสรรเสริญหรือคำตำหนิต่อว่าด่าทอ จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะขึ้นหรือลง ตอนนั้นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่
25690630pm--อย่าให้พลังลบครองใจ
30 มิ.ย. 69 - อย่าให้พลังลบครองใจ : ความโกรธความเกลียดนี้มีพลัง แต่เป็นพลังลบที่น่ากลัวมาก ถ้าเรารักษามัน ถนอมมันเอาไว้ นอกจากมันจะเผาลนกรีดแทงใจเราแล้ว มันยังสามารถทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ได้ ยิ่งเกลียดความไม่ถูกต้องของใคร ก็ง่ายมากที่จะซึมซับเอาความไม่ถูกต้องของคนนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา มันก็เลยเห็น ยิ่งไม่ชอบความไม่ถูกต้องของใคร เราเองกลับทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อันนี้เพราะพลังลบ คือความโกรธความเกลียด แต่ถ้าเราพยายามสร้างพลังบวกขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา มันสามารถทำให้เราทำสิ่งที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ได้
คนเราเลือกได้ว่าจะสะสมพลังลบหรือพลังบวกไว้ในใจ ก็ต้องมีสติด้วย เป็นเบื้องต้น รู้ว่าเรามีพลังลบอยู่ในใจ มีความโกรธความเกลียด ก็อย่าให้มันครองใจ และพยายามที่จะปลุกพลังบวกขึ้นมา ความรักความเมตตา อันนี้ทำให้จิตใจเรามีพลัง แล้วก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ง่าย และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลได้ หรือที่สุดนี่ก็สามารถทำให้มีพลังในการอยู่รอดได้ แทนที่จะตายเสียก่อนเพราะว่าเกิดวิกฤต ก็สามารถที่จะ เอาตัวรอดได้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น
25690629pm--เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ
29 มิ.ย. 69 - เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ : คนส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่า มีเรา แต่เมื่อมีเราแล้ว ก็ต้องระวัง อย่าไปยึดว่าอะไร ๆ เป็นของเรา ถ้าคิดว่าเป็นของเราเมื่อไหร่ เราเป็นของมันทันทีเลย ไม่ใช่เฉพาะคน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ งานการ แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในใจ เช่น ความคิดและอารมณ์ เป็นเพราะไม่รู้ ก็เลยไปยึดว่าความคิดเป็นเรา เป็นของเรา เราก็เลยเป็นของมันทันที
ความคิดเป็นนายเรา อารมณ์เป็นนายเรา เพราะไปหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา แม้ว่าจะเป็นอารมณ์อกุศล ความคิดลบคิดร้าย แต่พอไปยึดมั่นว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา เราเป็นของมัน มันก็มาทำร้ายจิตใจ เกิดความโศก ความเศร้า ความกลัดกลุ้มได้ การมีสติ เห็นว่าความคิดและอารมณ์ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันช่วยให้ใจเป็นอิสระ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ต่อไปก็จะทำให้เกิดปัญญา จนเห็นว่าสิ่งภายนอกก็เช่นกัน ก็ไม่ใช่ของเรา ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน สามีภรรยา เงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรืองานการ มันเป็นสิ่งที่มาช่วยทำให้ชีวิตทำประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา
ถ้าไปหวังอยากให้มันอยู่ในอำนาจของเรา เราก็จะอยู่ในอำนาจของมันทันทีเลย แล้วก็ตกเป็นทาสของมัน หาความสุข ความสงบ ความเย็นไม่ได้เลย อันนี้ก็ต้องตระหนักเอาไว้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็ให้เห็นว่า คุณค่าของเราอยู่ที่ความดี อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ความรู้ การกระทำของเรา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะเป็นอิสระจากความยึดถือในคุณค่าของตัวเอง
25690620pm--รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย
20 มิ.ย. 69 - รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย : ความทุกข์เป็นเพราะมี ตัวกู เข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ไม่เช่นนั้นก็ ของกู ตรงนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเข้าใจหรือเห็นสมุทัย ก็จะเห็นอริยสัจ 4 ถ้าเห็น เข้าใจ ก็ถือว่าเห็นธรรม ซึ่งเกิดจากการที่ไปดูหรือเห็นความคิดและอารมณ์ ครูบาอาจารย์ท่านจึงบอกว่า ดูคิด เห็นธรรม ดูกาย เห็นจิต ดูคิด เห็นธรรม ความหมายคืออันนี้ เอาแค่เห็นรูปเห็นนาม ก็เห็นขันธ์ 5 เอาแค่เห็นสมุทัยคือ ตัวกูของกู ก็เห็นอริยสัจ 4 อย่างนี้ท่านก็ถือว่าเป็นการเห็นธรรม ไม่ต้องไปเห็นถึงขั้นโพชฌงค์ 7 หรือ อายตนะ 12 ก็ได้ แค่เห็นหลัก ๆ แค่นี้ ก็ถือว่าเห็นธรรม
เห็นธรรมก็ช่วยทำให้ความทุกข์มันเบาบางลง เพราะว่าไม่หลงเชื่อตัวกูของกูอีกต่อไป เวลาใครเอาของไปก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อก่อนทุกข์เพราะว่า ของกู ของกู แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่าของกูแล้ว ถ้ามีตัวกูของกูเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าหากว่าถอนตัวกูของกูได้ ความทุกข์ก็ลดน้อยลง ก็เรียกว่าเข้าใกล้นิโรธ ซึ่งก็เป็นธรรมในอริยสัจ 4
ฉะนั้น การเจริญสติจึงเป็นอุบายที่จะช่วยถอนใจจากความทุกข์ได้ อุบายนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เลวเสมอไป หมายถึงวิธีการ เป็นเครื่องมือในการช่วยถอนใจจากความทุกข์ทำให้อันตรายที่ปกปิดทำอะไรเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เรานึกถึงแต่อันตรายที่เปิดเผยก็เลยขยันทำบุญเยอะ ๆ จะได้ไม่มีอันตรายมาแผ้วพาน แต่บุญที่ว่านี้มันไม่ช่วยรักษาใจเราให้รอดพ้นจากอันตรายที่ปกปิดได้ อันตรายที่ปกปิดจะแคล้วคลาดได้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่ทำบุญเฉย ๆ และปฏิบัติธรรมที่จะช่วยเราได้ตรง ๆ คือ การเจริญสติ โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4
25690619pm--ธรรมชาติสอนใจ
19 มิ.ย. 69 - ธรรมชาติสอนใจ : การที่เรารู้จักเห็นธรรมจากธรรมชาตินี่ก็สำคัญ แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัว เพราะถ้าใจเราเปิด อยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นธรรมจากธรรมชาติได้ การเจริญสติในแง่หนึ่งก็ทำให้เราเห็นธรรมะจากกายและใจ จากรูปและนาม จากความคิดและอารมณ์ แม้กระทั่งจากกิเลส
แต่ว่าถ้าเราฉลาดในการมองเรียกว่ามีโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แค่รูปนามหรือกายใจที่สอนธรรมให้กับเราได้เท่านั้น ธรรมชาติแวดล้อม ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กบน้อย แมงป่อง สารพัดสัตว์ก็สอนธรรมให้กับเราได้ ต้องฉลาดในการสังเกต
แต่จะสังเกตได้ ใจก็ต้องว่าง จะว่างได้เพราะใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไม่ลอยไปอดีต ไม่จมกับอนาคต ไม่ปล่อยให้ความคิดมันครอบงำใจ ใจที่ว่างด้วยสติด้วยความรู้สึกตัว นอกจากจะช่วยทำให้เราเห็นธรรม จากความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในแล้ว ก็ยังเห็นธรรมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ต้องฉลาดในการมอง ฉลาดในการพิจารณา
25690618pm--รู้ธรรมแล้ว ฝึกใจให้ถึงธรรมด้วย
18 มิ.ย. 69 - รู้ธรรมแล้ว ฝึกใจให้ถึงธรรมด้วย : ความรู้เยอะแต่ว่าพอเวลาเกิดเหตุร้าย มีสิ่งกระตุ้นเร้าให้โกรธให้โมโห หรือว่าให้เกิดความโลภนี่มันลืมหมด แม้แต่พระจบประโยค 9 ก็พลาดท่าเสียที เพราะมีสิ่งล่อเร้ายั่วยวน เพราะลืมไปว่าขณะที่เรารู้ประโยค 9 กิเลสก็รู้ประโยค 9 เหมือนกัน กิเลสก็เอาความรู้ที่อยู่ในหัวเรามาเป็นข้ออ้างในการชวนให้เราทำชั่ว ไม่ว่าจะเป็นสนองความโกรธ ความโลภ แต่ถ้ามีสติ มันก็ทำให้กิเลสไม่สามารถจะมาครองใจ
สติที่มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวเรียกสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นสติที่ช่วยทำให้ระลึกได้ถึงคำสอน ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ หรือสติที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวนี่สำคัญมาก มันช่วยทำให้ความรู้ที่มีอยู่ในหัว มันเกิดผลในทางปฏิบัติ เอามาใช้เพื่อช่วยให้เราออกจากทุกข์ได้ ออกจากปัญหาได้
อันนี้มันดีกว่าการข่มใจ บางทีไปกดมากๆ เข้า มันเกิดอาการเก็บกดแล้วก็ระเบิดออกมา แต่การมีสติที่ทำให้รู้สึกตัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี่มันเลือนหายไปเลย ไม่ใช่ว่าถูกซ่อนหรือถูกเก็บกดซุกซ่อนเอาไว้ มันจะเลือนหายไป เพราะว่ามันอยู่ได้เพราะความหลง แต่พอมีความรู้สึกตัวเข้า มันก็เหมือนกับไฟที่ไม่มีอากาศ มันก็ดับเท่านั้นเอง
25690617pm--เรากลายเป็นคนใหม่ได้เสมอ
17 มิ.ย. 69 - เรากลายเป็นคนใหม่ได้เสมอ : ใครที่ยังไม่แก่ ยังไม่ป่วย ก็เตรียมใจไว้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เตรียมใจยังอย่างไร ก็เตรียมฝึกสติเอาไว้ ให้มีสติรู้ทันอารมณ์ ทั้งที่เป็นอารมณ์ชั่ววูบ หรืออารมณ์ยืนพื้น ทั้ง Emotion และ Mood
และที่สำคัญคือยอมรับตัวเองให้ได้ว่า เราไม่ใช่เป็นคนเดิมแล้ว ถ้ายอมรับว่าเราเป็นคนใหม่ ไม่ยึดติดกับตัวตนเดิม ถ้าเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันก็ผ่านไปได้ แต่ถ้าไม่ยอมรับ บ่นโวยวายตีโพยตีพาย หรือพยายามผลักไสมัน ก็ไม่สามารถจะอยู่เหนืออำนาจของมันได้
เตือนใจอยู่เสมอว่า วันนี้เราโอเค แต่วันหน้าเราอาจจะไม่โอเค อาจจะมีเหตุหลายอย่างที่ทำให้เราต้องไปลักขโมย ต้องทุจริต ต้องคดโกง หรืออาจจะฆ่าใครสักคน มันเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้น ก็ต้องฝึกใจเอาไว้ ตั้งสติเอาไว้ให้ดี เพราะว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ถ้าเราประมาท
25690616pm--ทำสบายๆให้ใจสงบ
16 มิ.ย. 69 - ทำสบายๆให้ใจสงบ : หลายคนทุกข์เพราะความคาดหวัง หวังให้จิตมันสงบ หวังให้จิตมันนิ่ง แต่พอมันไม่นิ่ง ก็เกิดความหงุดหงิด เกิดความไม่พอใจ เกิดความท้อ บางคนก็โมโหตัวเอง มันฟุ้งเยอะเหลือเกิน บางคนก็เอารองเท้าแตะฟาดหัว ทำไมมันคิดมากเหลือเกิน บางคนก็เอากำปั้นทุบอกตัวเองซ้ายขวา ซ้ายขวา เพราะหงุดหงิดผิดหวังที่มันคิดไม่หยุด
ความคิดไม่หยุด มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย ถ้าหากว่าเราคิดเมื่อไหร่ก็รู้ทัน อาจจะรู้ทันช้าหน่อยแต่ว่าทำไปเรื่อย ๆ มันก็จะรู้ทันได้เร็วขึ้น เตือนใจตัวเอง อย่างที่หลวงพ่อเทียนท่านบอก มันคิด เราก็รู้ มันยิ่งคิด เรายิ่งรู้ รู้ คือรู้ทันความคิด อนุญาตให้มันคิดได้ อนุญาตให้มันไปได้ แล้วก็ฝึกให้มีสติรู้ทันความคิด หรือว่าให้รู้จักพาใจกลับมา
นอกจากไม่เพ่ง ไม่จ้องแล้ว จะให้ดีก็ต้องไม่คาดหวัง วางความคาดหวังลง ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกายและใจ อนุญาตให้มันคิดได้ ข้อสำคัญก็คือว่า อะไรเกิดขึ้นก็รู้ แค่รู้เท่านั้นแหละ หลงก็รู้ สงบก็รู้ คิดก็รู้ ไม่คิดก็รู้ การปฏิบัติมันวัดกันตรงนี้ วัดกันตรงที่ว่ารู้ไปหมด ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกายและใจก็รู้ โดยไม่ไปควบคุมบังคับมัน อาจจะใช้คาถาว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” “ช่างมัน ช่างมัน”
25690615pm--รักตนจึงพบสุข
15 มิ.ย. 69 - รักตนจึงพบสุข : ถ้าเรารักตัวเองจริงๆ เราย่อมไม่หาทุกข์มาใส่ตัว แต่หลายคนก็หาทุกข์มาใส่ตัวด้วยการเสพ สูบบุหรี่บ้าง กินเหล้าบ้าง แม้แต่อาหาร ก็ต้องมีรสชาติจัดจ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่า หวานมากไม่ดี ไขมันมากไม่ดี แต่ก็ยังอยากกิน อาหารที่มีสีสันสดใส แม้จะรู้ว่าเต็มไปด้วยสารเคมี ก็อดใจไม่ได้ ต้องไปดิ้นรนหามาเสพ อันนี้ก็คือการหาทุกข์มาใส่ตัวในส่วนร่างกาย? ในส่วนจิตใจก็อาจจะไปเบียดเบียนผู้อื่น ที่เรียกว่าผิดศีลผิดธรรม การผิดศีลผิดธรรมก็เป็นการหาเรื่องมาใส่ตัว หรือเอาความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้แก่ตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะไปเชื่อ ไปหลงรักกิเลส มันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นใคร่ครวญแล้วก็ล้วนแต่ไม่ถูกต้อง
เรามักจะเอายาพิษหรือขยะมาเติมใส่ให้กับจิตใจของตัว เล่นเกมออนไลน์ก็เหมือนกัน หรือเล่นการพนัน นอกจากเสียเงินแล้วก็ยังเป็นการเติมทุกข์ให้ใจ อันนี้เรียกว่าหาทุกข์มาใส่ตัว ถ้าเรารักตัวเอง เราก็จะไม่ทำอย่างนั้น อย่างที่มีคำพูดว่า ถ้ารักตัวเองก็ย่อมรักดี รักดีคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ดีงาม ไม่ไปข้องแวะกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะความไม่ถูกต้องนั้นมันก็จะนำพาความเดือดร้อนมาให้แก่ตัวเอง คนเราถ้ารักตัวเอง เวลามีความสุข เราก็จะเอาใจไปอยู่กับความสุข เราก็มีความสุขด้วยใจที่เต็มร้อย
25690614pm--ฝึกใจให้ยอมรับความจริง
14 มิ.ย. 69 - ฝึกใจให้ยอมรับความจริง : ถ้าเกิดว่ายอมรับความทุกข์ทางใจ หรือยอมรับว่าการภาวนาของเรามันยังไม่มากพอ หรือยอมรับว่า เออ เรายังปฏิบัติไม่มากพอ มันก็ทำให้ความทุกข์ใจเบาบางลง หรือมิฉะนั้นก็ยอมรับว่า เออ มันเป็นเช่นนั้นเองแต่ว่าเป็นเพราะคาดหวังกับสิ่งที่ควรจะเป็น ก็คือว่าอุตส่าห์ภาวนามาหลายสิบปี มันน่าจะมาใช้มาช่วยให้ใจสงบได้ แม้กายจะป่วยก็ตาม อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น
แต่ความเป็นจริงคือว่าเจริญสติก็แล้ว ทำสมาธิก็แล้ว ทำกรรมฐานก็แล้ว ใจมันก็ยังโวยวาย ตีโพยตีพาย ถ้ายอมรับสิ่งนี้ได้ ความทุกข์มันก็ลดลง แต่ว่าความทุกข์มันกลับเพิ่มขึ้นมาเพราะว่าไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ไม่ยอมรับเพราะว่ามันสวนทางกับความคาดหวัง แล้วทำไมความจริงมันไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง อันนี้ก็มีเหตุปัจจัยมากมาย แล้วกับดักของผู้คนมากมายที่มีความเพียรพยายาม ก็คือความคาดหวังสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ไม่ค่อยเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง
25690605pm--ทำดีอย่าหวังผล
5 มิ.ย. 69 - ทำดีอย่าหวังผล : ปัญหาของนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคือ ทำแล้วไม่เกิดผลอย่างที่คาดหวัง หลายคนมักจะถามว่าทำแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย อันนี้แสดงว่าเวลาทำ วางใจไม่ถูก ไปยึดติดถือมั่นกับผล พอไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการก็หงุดหงิดไม่พอใจหรือท้อถอย เวลาทำก็ทำให้ดีที่สุด แต่อย่าไปยึดมั่นในผล ปล่อยวางผลได้ยิ่งดี อย่างที่ภาษิตจีนบอกว่า ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า อันนี้เป็นภาษิตที่ดีมาก ถ้าพูดแบบพุทธก็คือว่าทำความเพียรให้เต็มที่ ส่วนผลมันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ตถตา อะไรดีก็ทำ แต่ถ้ามันไม่ประสบผลก็ไม่ทุกข์
อย่างหลวงพ่อเขียนท่านช่วยชาวบ้าน แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านก็ไม่ท้อไม่ทุกข์ ใครมาถามว่างานที่หลวงพ่อทำ ช่วยชาวบ้านสำเร็จแค่ไหน ท่านบอกงานล้มเหลว แต่ตัวหลวงพ่อไม่ล้มเหลว หมายความว่าแม้งานจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าใจไม่ได้ทุกข์อะไร ยังมีกำลังใจในการทำความดีเหมือนเดิม นี่เป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ ทำโดยไม่ยึดติดถือมั่นในผล หรือว่าทำโดยไม่สนใจผลว่ามันจะเป็นยังไง แต่ขอให้ทำด้วยจิตที่ปรารถนาดี และใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ เมื่อทำเต็มที่ด้วยวิริยะ ด้วยสติ ด้วยปัญญา แล้วผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ที่ไม่อยู่ในอำนาจของเราจะควบคุมได้ บางอย่างก็ออกมาดีเกินคาด อย่างเรื่องของโจ แต่บางอย่างมันก็ไปคนละทิศคนละทาง หรือบางอย่างก็เกิดผลตรงข้าม มันก็เป็นเช่นนั้นเอง หรืออนัตตา คือไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา
25690604pm--เข้าถึงสุขเพราะเข้าใจทุกข์
4 มิ.ย. 69 - เข้าถึงสุขเพราะเข้าใจทุกข์ : สุขที่ผู้คนพูดถึงและก็หลงใหลเป็นสุขที่เกิดจากการเสพ เกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นกาย ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยงและไม่สมบูรณ์พร้อม หรือว่าร้อน แต่ถ้าสุขที่เกิดจากการลดการละ ที่เกิดจากการถอนความหลงไปได้ เป็นสุขที่ประเสริฐ แต่จะมาพบสุขแบบนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องความทุกข์และเกี่ยวข้องกับความทุกข์ให้เป็น จนกระทั่งเข้าถึงสมุทัย และถอนสมุทัยออกไปจากใจได้
พูดง่ายๆ คือว่าที่พุทธศาสนาไม่ได้พูดถึงสุขแต่พูดถึงทุกข์ก่อน เพราะว่าทุกข์นั้นแหละจะเป็นประตูสู่ความสุข นิโรธซึ่งเป็นสุขอันประเสริฐ เป็นอริยสัจข้อที่ 3 ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ต้องผ่านอริยสัจข้อแรกก่อน คือทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้ นิโรธเป็นสิ่งที่ควรเข้าถึงหรือว่าทำให้แจ้ง
ที่จริงพุทธศาสนาพูดเรื่องความสุข แต่ว่าสุขคนละแบบ แตกต่างจากสุขที่คนเข้าใจ เป็นสุขที่ประเสริฐกว่า พุทธศาสนาจึงไม่ใช่เป็นพวกทุกข์นิยม เพราะว่าพูดถึงความสุขไว้เยอะ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ว่าวิธีเข้าถึงเกิดจากการที่เข้าใจเรื่องทุกข์ เช่น เห็นว่าทุกข์เกิดจากความยึดติด การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข จะสลัดทิ้งของหนักลงได้ต้องเข้าใจเรื่องทุกข์ให้ดี และเข้าใจว่าเป็นเพราะความหลงที่ไปแบก ทำให้จิตไปแบกของหนักเอาไว้
ที่คนหนุ่มสาวเขาตั้งคำถาม ทำไมพุทธศาสนาไม่พูดถึงสุข ทำไมพูดแต่ถึงทุกข์ ที่เขาตั้งคำถามก็ถูกแล้ว ถูกในแง่ที่ชวนให้เราคิดต่อว่าทำไมพุทธศาสนาจึงพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้พูดถึงสุข แต่พูดทีหลัง เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามา เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอเด็กรุ่นใหม่ถาม ก็อย่าไปโกรธเด็กว่าท้าทาย ถ้าเราเข้าใจและอธิบายให้ถูกต้อง เด็กเขาก็จะเข้าใจว่าทำไมพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่บางทีไม่รู้ ตอบไม่ได้ บางทีเด็กถามก็เลยโมโห ก็ทำให้พลาดโอกาสในการที่จะชี้แจงให้เด็กเข้าใจ
25690603pm--รู้ทันอัตตา
3 มิ.ย. 69 - รู้ทันอัตตา : ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ต้องสามารถจะรู้ทันกิเลสอัตตาได้ มันก็ธรรมดาที่เราจะไม่พอใจคนที่มาบอกว่าเราลืมรูดซิป หรือว่าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าถ้าเรารู้ทันเพราะมีสติ แทนที่เราจะว่าเขา เราก็ขอบคุณเขา เหมือนกับบางที่เราพูดอะไรผิดพลาดก็มีคนทวงติง แม้ว่าจะต่อหน้าธารกำนัล มันธรรมดามากที่จะรู้สึกเสียหน้า แล้วก็จะเกิดไม่พอใจคนที่ท้วงติง แต่นั่นเป็นปฏิกิริยาของคนที่ไม่มีสติ เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกตน ถ้าฝึกตนแล้วก็จะไม่ทำอย่างนั้น แม้จะรู้สึกเสียหน้า จะรู้สึกโกรธ แต่ก็รู้ทันความโกรธ แล้วก็กลับมองว่าที่เขาพูดมานี่มันถูก
เราต้องขอบคุณเขา อันนี้เป็นนิสัยของผู้ใฝ่ธรรม ที่ฝึกฝนตนจนไม่ปล่อยให้อัตตาหรือมานะครองใจหรือว่าเป็นใหญ่ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าอัตตามีกำลังมาก แม้กระทั่งคนที่เป็นอัลไซเมอร์ คนที่ป่วย คนที่เป็นโรคจิต อะไรต่างๆ แย่หมดแล้ว แต่กำลังของอัตตานี่มันก็ยังไม่ได้ลดถอยลงไปเลย กลับรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกตนเอาไว้ เราก็สามารถจะสร้างปัญหาให้กับคนอื่นได้ เพราะว่าปล่อยให้อัตตาครองใจ เราก็ต้องฝึกเอาไว้ อันนี้เป็นวิสัยของผู้ใฝ่ธรรม
25690602pm--งานขโมยความสุขจากเราไม่ได้
2 มิ.ย. 69 - งานขโมยความสุขจากเราไม่ได้ : การเจริญสติ ถ้าเรามองว่าเป็นการปฏิบัติธรรม มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานทางโลก ถ้าเรามองว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของธรรมะ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตทางโลก
เดี๋ยวนี้เราทำงานใช้ชีวิตทางโลก เราไม่สนใจการฝึกจิต ไม่สนใจการเจริญสติ ก็เลยอยู่ในโลกอย่างรุ่มร้อน แม้กระทั่งวันหยุดก็ไม่มีความสุข เพราะว่าคอยแต่พะวงว่าจะมีงานเข้ามาไหม บางคนเลยไม่กล้าที่จะมีความสุขในวันหยุด เพราะเดี๋ยวกลัวว่าความสุขนั้นมันจะพังทลายเมื่อมีงานเข้ามาอันนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักปฏิบัติกับความสุขอย่างถูกต้อง ก็คือว่าเมื่อมีความสุขก็อย่าละเลย แต่ก็อย่าไปหมกมุ่นสยบมัวเมากับมัน เพราะไม่ว่าสุขอย่างไรก็ไม่เที่ยง
25690601pm--สุขเพราะเป็นมิตรกับตัวเอง
1 มิ.ย. 69 - สุขเพราะเป็นมิตรกับตัวเอง : ความสุขที่ประณีตกว่านั้นคือ ความสุขที่เกิดจากความสงบ ยิ่งสงบเท่าไหร่ก็ยิ่งพบสุขภายใน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี สงบที่ว่านี้ไม่ใช่สงบจากเสียงดังนะ อันนั้นมันเป็นเรื่องหยาบ
สงบจากความคิด และ สงบจากกิเลส จะทำให้เข้าถึงความสุขที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจให้ไม่ต้องไปดิ้นรนที่ไหน อยู่คนเดียวก็มีความสุข เหมือนที่พระพุทธเจ้าสามารถที่จะนั่งนิ่ง ๆ คนเดียวได้ 7 วัน หรือนานกว่านั้นก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าพิมพิสารทำไม่ได้แล้วก็ยอมแพ้
เวลาเราจะพิจารณาว่าเรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติแค่ไหน ก็ลองดูนะว่าเราสามารถจะอยู่นิ่ง ๆ คนเดียวในห้องได้ไหม ถ้าเราทำได้ ก็แสดงว่า เออ เราเป็นมิตรกับตัวเองได้แล้ว หรือว่าเรามีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อนได้
25690531pm--ประโยชน์ที่ควรได้จากพุทธศาสนา
31 พ.ค. 69 - ประโยชน์ที่ควรได้จากพุทธศาสนา : ธรรมมีประโยชน์อย่างไร ธรรมะมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมความจริงจนกระทั่งไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี มีเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยึดมั่นว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด เข้าใจสัจธรรมความจริงว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีความพลัดพรากสูญเสีย และมีความตาย เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี และพร้อมที่จะปล่อยวางได้ อันนี้แหละคือหน้าที่ของธรรมะ หรือการเข้าใจสัจธรรมความจริง และฝึกใจจนกระทั่งเห็นความจริงที่ว่า
แล้วนี่คือสาระสำคัญของวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าประสูติแล้วก็ยังต้องปรินิพพาน แต่ว่าพระองค์ค้นพบทางออกจากทุกข์เพราะทรงตรัสรู้ รู้แจ้งในพระสัมมาสัมโพธิญาณ พวกเราซึ่งถือเป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ในวันเช่นนี้ ก็ขอให้เราระลึกถึงว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบอะไร อะไรคือความจริงที่ทรงค้นพบ และให้เราถือเป็นหน้าที่ที่เราจะบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงสัจธรรมความจริง
25690530pm--อย่าคิดว่าเอาอยู่ถ้ายังไม่เจอเอง
30 พ.ค. 69 - อย่าคิดว่าเอาอยู่ถ้ายังไม่เจอเอง : อย่าไปคิดว่าสติที่มีอยู่มันจะเอาอยู่ เพราะว่าถ้ายังไม่เคยเจอของจริง ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น emotion หรือ mood นี่มันรุนแรงแค่ไหน
แต่ถ้าเราเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ประมาท พยายามฝึกอยู่เสมอ สติเพิ่มพูน อันนี้ก็ช่วยทำให้ เมื่อถึงเวลา มันก็จะพาเราไม่ให้ถลำจมไปในความทุกข์ได้ แม้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับร่างกาย กับทรัพย์สิน กับการงาน หรือกับคนรักของเรา แต่ว่าใจก็ไม่ได้ถูกฉุดให้ย่ำแย่ตามไปด้วย
25690528pm--อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า
28 พ.ค. 69 - อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า : แต่เวลาคนเรามองอะไร เราใช้ความรู้สึกกันเสียเยอะ เราก็เลยรู้สึกว่าสุขในวันนี้นี่ต้องคว้าไว้ก่อน ถึงแม้มันจะทำให้ทุกข์ในวันหน้า อะไรเป็นทุกข์ในวันนี้ก็ขอให้เลี่ยงก่อน เพราะว่ามันน่ากลัวกว่าทุกข์ในวันหน้า
เราต้องรู้เท่าทันกิเลส แล้วก็เลือกที่จะยอมทุกข์ในวันนี้ ถ้าหากว่ามันจะทำให้สุขหรือสบายในวันหน้า อะไรก็ตามที่มันเป็นความสุขในวันนี้ ถ้ามันทำให้ทุกข์ในวันหน้าก็ควรจะเลี่ยง ใช้เหตุ ใช้ผล ใช้สติให้มาก ๆ ไม่งั้นเราก็จะพาชีวิตไปในทางตกต่ำย่ำแย่ได้
25690527pm--ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส
27 พ.ค. 69 - ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส : ความทุกข์ ไม่ใช่ว่าจะแก้ทุกข์ได้ด้วยการที่รู้ข้อมูลเยอะ ข้อมูลยังเป็นความรู้ชั้นสอง จนกว่าจะนำมาปฏิบัติให้เกิดผล ฝึกฝนตนจนกิเลสเบาบาง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลดน้อยถอยลง ความทุกข์ถึงจะบรรเทาเบาบางไปได้ ไม่ใช่แค่รู้ รู้หมดแล้วความทุกข์จะหมดไปด้วย ไม่ใช่รู้มันอยู่ในหัว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็ยังมีความทุกข์อยู่
ธรรมะจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ AI จะป้อนให้ มันต้องเกิดจากการนำเอาความรู้มาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นแม้จะมีพุทธทาส AI แต่ว่าการปฏิบัติธรรมก็ยังสำคัญอยู่ เหมือนกับมีแผนที่แล้วไม่ใช่ว่าจะถึงที่หมาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนเราเป็นคนเดิน AI อาจจะเป็นแค่ผู้ชี้ทางหรือให้สูตรอาหาร แต่คนเดินและคนทำอาหารก็คือเรา ถ้าไม่เดิน ถ้าไม่ทำอาหาร ไม่ปรุงอาหาร แล้วไม่กิน ไม่ป้อนเข้าปากก็ไม่หายหิว ไม่หายทุกข์
25690522pm--ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข
22 พ.ค. 69 - ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข : มีความทุกข์ก็พยายามหาทางออกจากทุกข์ และก็ต้องสามารถใคร่ครวญจนเห็นว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่เกิดจากใจที่วางไว้ผิด ใจที่เกิดความยึดความติด ตรงนี้แหละคือสมุทัย ไม่ว่าจะเป็นความอยาก หรือว่าความโกรธ ก็เป็นอยาก 2 แบบ อยากได้กับอยากผลักออกไป นี่คือตัวสมุทัยที่ต้องรู้จัก จัดการกับมัน ระหว่างที่ยังจัดการมันไม่ได้ มันยังมีอยู่ เวลาเจอความทุกข์ อย่างน้อยก็รักษาใจไม่ให้ทุกข์ เช่น ความเจ็บความป่วย ความสูญเสีย และถ้าให้ดีก็ต้องรู้จักหาประโยชน์จากมันให้ได้ หาประโยชน์จากความเจ็บป่วย หาประโยชน์จากความสูญเสีย หาประโยชน์ยังไง ก็มองว่าสอนธรรมให้กับเรา ซึ่งช่วยทำให้เราไม่เพลินยึด ไม่เพลินติด เพราะว่าความทุกข์ เมื่อสาวถึงที่สุด ก็เกิดจากความยึดติดถือมั่น ที่เรียกว่าอุปาทาน
อุปาทานในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางกาย เช่น กามสุข เรียกว่ากามุปาทาน ความยึดติดในอัตตาตัวตน หรืออัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิด คิดว่าถูก มั่นใจว่าถูก อันนี้ก็ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในวิธีการว่าวิธีนี้ดี วิธีนี้ประเสริฐ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน อุปาทานพวกนี้คือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ทางที่จะออกจากทุกข์ได้คือละวาง คลายความยึดติดถือมั่น อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากทุกข์ เรียกว่าหาประโยชน์จากทุกข์ เพราะว่าทุกข์ไม่ใช่แค่ทำให้เกิดทุกขเวทนาอย่างเดียว มันสามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้ด้วย
และถ้าทำได้ครบทั้ง 4 ประการ ก็เรียกว่าเป็นชาวพุทธ หรือผู้ใฝ่ธรรมที่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสงบเย็นเป็นปกติได้ แม้จะต้องเจอความผันผวนปรวนแปร เจอความแก่ ความเจ็บความป่วย ความพลัดพราก เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความไม่ถูกต้องของโลกภายนอก แต่ว่าในใจก็มีความสงบสันติได้
25690521pm--ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม
21 พ.ค. 69 - ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม : ถ้าเกิดว่าเราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องพยายามเข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมให้ได้ อย่าไปติดที่ความเป็นชาวพุทธ อย่างท่านโกเอ็นก้าท่านไม่ได้เรียกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธเลย ท่านกลับมองว่าท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรม แล้วมีใช้คำว่า ธัมมิโก หรือ ธรรมจารี เพราะท่านเห็นว่าความเป็นชาวพุทธจะกลายเป็นกรอบที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกกัน
และชาวพุทธจำนวนมากก็เป็นอย่างนั้น พอไปติดกับยี่ห้อแล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เวลาเจอคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนละพวกกัน ทั้งที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน และทั้ง ๆ ที่ก็อาจจะเข้าถึงธรรมเหมือนกันก็ได้
แต่พอเราไปติดที่รูปแบบ แล้วเราไม่สนใจที่จะเข้าถึงแก่นแท้ แก่นธรรม ความรู้สึกร่วมในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือว่าผู้ที่เข้าถึงศาสนธรรมก็เกิดขึ้นได้ยาก ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นฝักเป็นฝ่าย
เดี๋ยวนี้เราติดกัน ติดที่ยี่ห้อมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภาษา สีผิว สถาบัน ฉะนั้นถ้าคนเราไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้หรือแก่นธรรมได้ การที่จะหลุดพ้นจากกรอบหรือยี่ห้อมันก็ยาก ก็ยังติดอยู่กับรูปแบบซึ่งก็ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนา แล้วก็ระหว่างเชื้อชาติ อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้
25690520pm--สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด
20 พ.ค. 69 - สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด : มีคนพูดไว้ดีนะ บอกว่าความสุขเหมือนกับหญิงสาวที่เราชอบ เรานี่หมายถึงผู้ชายนะ เราชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเรา เขาพยายามหนีเรา ยิ่งรักเท่าไหร่ ยิ่งชอบเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหนีห่างจากเรามากเท่านั้น ส่วนความทุกข์เหมือนกับคนที่เราไม่ชอบ แต่เขาชอบเรา ไม่ว่าเราพยายามหนีห่างอย่างไร เขาก็พยายามตามตื๊อเราอยู่นั่นแหละ ก็เป็นการเทียบที่ดีนะ
แต่ว่าสิ่งที่ควรทำคือ แม้สุขก็แค่รู้ ไม่รัก แล้วก็ไม่ถึงกับหลง ไม่ถึงกับติด แม้เจอทุกข์ก็ไม่เกลียด ก็แค่ยอมรับ รู้ซื่อๆ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่หลงใหลในสิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือไม่หลงใหลยึดติดในสุขนั้น ส่วนทุกข์ก็ไม่ปฏิเสธไม่ผลักไส แม้จะไม่แสวงหา แต่ถ้ามันมาก็แค่ยอมรับ แล้วก็รู้ซื่อๆ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่ผลักไส เพราะยิ่งผลักไสก็ยิ่งทำให้มันมีอำนาจเหนือเรา
จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีสติและปัญญา มีสติคือรู้ว่าพอเจอสุขแล้ว เริ่มจะติดเริ่มจะหลง ก็แค่ถอยออกมา วางระยะ แค่รู้ซื่อๆ เจอทุกข์ แม้ใจจะเกลียดไม่ชอบ แต่ก็เห็นความเกลียด ความรู้สึกลบ ก็ดูมันเฉยๆ ถ้ามันเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่ตีอกชกหัว
ถ้าให้ดีก็เห็นธรรมะจากสิ่งที่เกิดขึ้น เอามาใช้เป็นประโยชน์ อันนี้เราต้องมีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นเลยว่า ไม่ว่ารักอะไร ในที่สุดถ้ามันหลงก็นำไปสู่ความยึดติด และเมื่อยึดติดแล้ว ก็เตรียมทุกข์ได้เลยเพราะไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นหรือหลงใหลยึดติดได้ ถ้ามีปัญญา จะเห็นว่าการที่ปฏิเสธผลักไสอะไรก็ตาม ก็คือการให้อำนาจกับสิ่งนั้นเหนือใจของเรา ทำให้ใจไม่เป็นอิสระ ถ้ามีปัญญา อย่างน้อยก็ยังมีสติที่จะรู้ซื่อๆ เมื่อมีสุขก็รู้ว่าสุข แต่ไม่หลง ไม่ติดในสุข เมื่อมีทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ แต่ว่าไม่ผลักไส ไม่ไล่ส่ง ก็ทำให้ใจเกิดความปกติ เกิดความสงบเย็นได้
25690519pm--สติที่ควรมี
19 พ.ค. 69 - สติที่ควรมี : ใหม่ๆ ก็มีสติอยู่กับกายที่กำลังทำนั่นทำนี่ เรียกว่ารู้กาย แต่ต่อไปพอรู้กายบ่อยๆ เวลาใจเผลอคิดนึก มันก็จะรู้เห็นทันใจที่คิดนึก พอรู้ทันแล้ว ใจที่เคยหลงไปกับความคิดก็กลับมาอยู่กับกาย อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น นี่เรียกว่าเกิดการกลับมา จิตมันไปอยู่แล้ว มันชอบเที่ยว แต่ถ้ามีสติดีก็จะกลับมา กลับมาบ่อยๆ ตอนจะกลับก็รู้ทันความคิด เรียกว่าดูกายเห็นจิต ดูกายก็เห็นจิต แต่ดู ไม่ใช่จ้อง แต่ว่าเอาใจมาอยู่กับกาย มารับรู้ดูกายที่เคลื่อนไหว แต่ถ้ามันเผลอคิดไป ก็เห็นความคิด เห็นอาการของจิต แต่ก็ไม่จมกับอาการ ก็กลับมา
ระหว่างที่เห็นความคิดเห็นอารมณ์ เห็นไปๆ มันก็จะเริ่มเห็นธรรมชาติของความคิดและอารมณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และที่สำคัญคือไม่ใช่เรา อันนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นธรรมจากการที่สังเกต ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เขาเรียกว่า ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม แต่ความหมายมันต้องอธิบาย เพราะไม่อย่างนั้นจะไปเข้าใจว่า ไปจ้องดูกายเดี๋ยวก็จะเห็นจิต อันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้ามีสติรู้กาย พอมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีอาการของจิตปรากฏ เช่น การกระเพื่อมไหว ก็จะรู้ รู้แล้วกลับมา กลับมาที่กาย
การที่รู้บ่อยๆ รู้จิต รู้อารมณ์บ่อยๆ ก็ทำให้เห็นสัจธรรม อันนี้เขาก็เลยสรุปว่า ดูคิดเห็นธรรม แต่ไม่ใช่ไปจ้องเอา มันเห็นเอง เห็นเพราะเห็นบ่อยๆ ธรรมคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ ถ้าเราเข้าใจงานหรือหน้าที่ของสัมมาสติ เราก็จะรู้ว่าทำไมต้องฝึกบ่อยๆ ต้องทำซ้ำๆ แล้วเรารู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การทำก็จะถูกต้อง ก่อให้เกิดผลที่ต้องการได้
25690517pm--ปรับตัวเข้าหาธรรม
17 พ.ค. 69 - ปรับตัวเข้าหาธรรม : เวลาเรามีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็เตือนใจไว้ว่ามันเป็นความสะดวกสบายชั่วคราว มันไม่ใช่เป็นสาระที่แท้ของชีวิต พยายามกลับมาอยู่พอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับการเสพ แต่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับความสงบเย็นในใจ ถ้าใจเราพบความสงบมันก็มีความสุข การที่จะไปพึ่งพาความสุขจากสิ่งเสพมันก็จะน้อยลง
และที่ชีวิตพระมันเป็นชีวิตที่ไม่สะดวกสบายมาก ก็เพราะต้องการที่จะน้อมนำผู้คนให้มาแสวงหาความสุขจากสมาธิภาวนา เพราะถ้ายังติดอยู่กับความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ไม่อยากจะไปหาความสุขจากสมาธิภาวนา แต่พอไม่มีความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ทำให้ต้องดิ้นรนหาความสุขจากสมาธิภาวนา แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการมาบวชพระ หรือการมาอยู่วัด
ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากสมาธิภาวนา หรือความสุขจากจิตใจได้ มันก็ต้องโหยหาความสุขจากสิ่งเสพอยู่เรื่อยไป แล้วก็โหยหาความสะดวกสบายอย่างที่คุ้นเคยจากชีวิตทางโลก ก็ต้องฝึกเอาไว้ ปรับตัวให้เข้าหาธรรมเรียกว่าธัมมานุวัตร เพราะว่าตอนนี้วัดเราก็โลกานุวัตรมาพอสมควรแล้ว คนที่จะมาอยู่วัดจะได้ประโยชน์ก็ต้องปรับตัวให้เข้าหาธรรม
25690516pm--ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน
16 พ.ค. 69 - ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน : บางทีเราไม่รู้ คนที่เราคุยด้วยอาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้ายหรือเปล่า อาจารย์โกวิทท่านเล่าว่าสมัยที่เป็นพระไปพม่า ก็มีพระพม่ามาต้อนรับ ตอนนั้นอาจารย์โกวิทเป็นพระ แล้วที่เจอเจดีย์ชเวดากอง แล้วพระพม่าต้อนรับดีมาก ตอนที่จะเลิกจากกัน พระพม่าก็บอกว่า ขอถ่ายรูปหน่อย อาจารย์โกวิทไม่ชอบพวกถ่ายรูปพวกนี้ ทีแรกก็ปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็สะดุดใจที่พระพม่าบอกว่า “เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย ยังไงก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน” อาจารย์โกวิทก็ได้คิด เออ เราจะเอาแต่ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ใส่ใจกับความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ก็เลยให้ถ่ายรูป พระพม่านั้นก็ดีใจมาก
กลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวพระพม่ามรณภาพแล้ว อาจารย์โกวิทบอกว่า โอ้โห ตัดสินใจถูกแล้วที่เราไม่เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราไม่รู้หรอกคนที่เราคุยด้วยหรือพบปะกันครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาส การใส่ใจกับปัจจุบันสำคัญมาก ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน ใส่ใจกับคนที่กำลังอยู่ต่อหน้า อันนี้คือสิ่งที่สติช่วยเราได้ อะไรที่ไม่สำคัญก็เมินมันซะ อย่ามาใส่ใจจนรกหัว หรือเสียอารมณ์ ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักเมิน เราอาจจะเสียเวลา เสียอารมณ์ไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง และบางทีเราก็จะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังก็ได้
25690515pm--รู้ทันจนจับทางกิเลสได้
15 พ.ค. 69 - รู้ทันจนจับทางกิเลสได้ : กิเลสจะมาหลอกล่อเราร้อยแปด อย่างน้อยๆ ก็หลอกล่อให้เราคิดปรุงแต่งสารพัด หาเรื่องคิดหาเรื่องปรุง เพราะว่าเป็นอาหารของกิเลส เป็นอาหารของจิต เราก็พลาดท่าโดนมันหลอก หลงปรุงไปกับมัน แต่พอเราปฏิบัติได้ถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้แล้ว หลังจากถูกหลอกเป็นอาจิณ หรือครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มจับทางได้ว่ามันจะมาทางนี้
แต่พอเราจับทางนี้ได้ มันก็จะมาทางใหม่ มาอุบายแบบใหม่ เราก็พลาดอีก แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าเรารู้จักสรุปบทเรียน และต่อไปก็จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกความคิดที่จะเชื่อได้ เพราะบางทีมันก็เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างของกิเลส เราจบปริญญาตรี กิเลสก็จบปริญญาตรี เราจบปริญญาเอก กิเลสก็จบปริญญาเอก เราจบประโยค 9 กิเลสก็จบประโยค 9 เรารู้ธรรม กิเลสก็รู้ธรรม แล้วมันก็เอาธรรมที่รู้มาหลอกล่อเรา
อันนี้เราก็ต้องรู้เท่าทันด้วย บางทีก็หาเรื่องคิด หาเรื่องพิจารณาธรรม พิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่ไม่ใช่เวลา แต่ก็อยากจะหาเรื่องคิด คิดหน่อยน่า อยากจะรู้ว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทานได้อย่างไร อุปาทานก่อให้เกิดภพได้อย่างไร ภพก่อให้เกิดชาติได้อย่างไร ภพชาติคืออะไร ก็หาเรื่องคิด หลังจากที่เรารู้ทันอุบายอย่างอื่นแล้ว ทีแรกก็จะหาเรื่องคิดวางแผนไปเที่ยว พอเรารู้ทัน มันก็หาเรื่องคิดเรื่องใหม่ ที่มักจะได้ผลคือเรื่องธรรมะ เอาธรรมะมาคิด ทั้งที่ไม่ใช่เวลา ก็ต้องรู้จักวางมันลง หรือว่ารู้เท่าทันมัน อันนี้คือแบบฝึกหัด บททดสอบระหว่างการปฏิบัติ ซึ่งมันจะให้บทเรียนแก่เราได้มากทีเดียว
25690508pm--ขยันเรียนรู้จากทุกข์
8 พ.ค. 69 - ขยันเรียนรู้จากทุกข์ : คนเราสามารถจะเรียนรู้อะไรได้มากมายจากความทุกข์ เวลาเรานึกถึงคำว่า ได้ ถ้าเรานึกถึงการได้เงินได้ทอง ได้โชคได้ลาภ ได้ความสุขสบาย เราจะผิดหวังได้ง่าย เพราะว่าบางครั้งนอกจากไม่ได้แล้วยังเสียอีก แต่ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้ได้ฝึก
และเราอย่าไปรอให้ได้เรียนรู้ในยามที่เจ็บป่วยอย่างหนัก หรือสูญเสียมาก ควรจะฝึกการเรียนรู้เวลาเจออะไรที่ไม่ถูกใจ รถติด เพื่อนผิดนัด เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอเสียงดัง เจอคนไม่น่ารัก พวกนี้ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ เราได้เรียนรู้เยอะเลย รวมทั้งได้ฝึกใจด้วย
เวลามาปฏิบัติธรรม ไม่มีคำว่าไม่ได้ แต่หลายคนมาบอก ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรเลย อันนั้นเพราะเขามองว่าได้ หมายถึงได้ความสงบ ได้สิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ เช่น อำนาจจิต ญาณพิเศษ แต่ถ้าเขามองว่าได้นี่คือได้เรียนรู้ มันได้เยอะเลย เดินหนึ่งชั่วโมงก็ได้เรียนรู้ แม้ว่าใจจะฟุ้งตลอด แต่ก็ได้เห็นความฟุ้ง
คนเราถ้าหากว่าเป็นผู้ใฝ่รู้ จะไม่ใช่คนที่ทุกข์ง่าย เพราะว่าอนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ก็ล้วนแต่ให้อะไรกับเรามากมายคือ ให้บทเรียน ทำให้เราได้เรียนรู้ หรือได้ฝึกจิตฝึกใจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องฝึกอยู่เสมอ เพราะไม่งั้น เวลาเจอแต่สิ่งที่สะดวกสบาย เจอความสมหวังมักจะทำให้เราประมาท
25690507pm--อานุภาพของการสังเกต
7 พ.ค. 69 - อานุภาพของการสังเกต : แต่ถ้าเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ใช่แค่เกิดความสงบ แต่ว่าเกิดความสว่าง สว่างเพราะเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปหลงกับมัน มันก็ทำให้ความทุกข์ลดลง ดังนั้น การสังเกตุมีพลัง สังเกตุ แต่ไม่ต้องรอให้กายนิ่ง กายเคลื่อนไหว แต่ว่าใจตั้งอยู่บนฐานรู้ หรือมีกายเป็นฐาน เฝ้าดูความเป็นไปต่าง ๆ โดยที่ไม่เข้าไปทำอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดและอารมณ์ ดูเฉย ๆ จะเรียกว่าดูแบบนิ่ง ๆ ก็ได้ มันก็จะเห็นความลับของกายและใจ เห็นกระทั่งว่ามันไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา อันนี้เป็นความจริงที่ประเสริฐมาก เป็นอริยสัจอย่างหนึ่งเลย ที่ช่วยทำให้หลุดจากทุกข์ได้
เห็นความจริงที่เกิดจากการสังเกตุ ไม่ใช่ด้วยกายที่นิ่ง แต่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานรู้ จะเรียกว่าเป็นจิตที่นิ่งก็ได้ แต่อย่าไปเข้าใจว่ามันไม่คิดอะไร มันก็มีความคิด แต่ความคิดไม่ใช่จิต แต่ว่าจิตดูแล้วก็เห็นความคิดนั้น แล้วก็เห็นธรรมชาติของมัน อารมณ์ความรู้สึกด้วย เวทนาด้วย ความรู้สึกปวดเมื่อยด้วย เห็นแล้ว มันก็เผยแสดงสัจธรรม ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาคือเหตุที่ทำให้สว่าง เป็นความสว่างที่ช่วยให้ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นให้เราหมั่นสังเกตุ หมั่นดู แต่ไม่ใช่ไปจ้องดู การสังเกตุนี่แหละ ที่จะช่วยทำให้เราได้พบอะไรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
25690506pm--ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน
6 พ.ค. 69 - ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน : ศิลปะที่สำคัญของชีวิตอย่างหนึ่งคือการรู้จักเมิน รู้ว่าอะไรควรเมิน อะไรควรใส่ใจ บางคนรู้ แต่ทำไม่ได้เพราะว่าสติมันอ่อน แต่ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรควรใส่ใจและไม่ควรใส่ใจ เรามีสติด้วย สติจะช่วยทำให้สิ่งที่ไม่ควรใส่ใจไม่เก็บเอามาคิด และช่วยทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ควรใส่ใจ หรือควรให้ความสำคัญ
ถ้าเราไม่มีสติ การที่จะใส่ใจสิ่งที่ควรทำก็กลับทำไม่ได้ อะไรที่ควรเมินก็กลับใส่ใจ แล้วเห็นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เก็บเอามาสุมไว้ในใจ กลายเป็นเกิดความทุกข์เกิดความเครียดขึ้นมา อยากให้ใจโปร่งเบาก็ต้องรู้จักมีสติ เพื่อที่เราจะได้เมินสิ่งต่างๆ ที่ไม่ควรให้ค่าหรือความสำคัญกับมัน
25690505pm--ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด
5 พ.ค. 69 - ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด : จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด แต่ทุกข์เพราะไปหลงเชื่อความคิด ความคิดถึงเรื่องราวในอดีต ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่เป็นธรรมดาที่เกิดกับเราได้ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบ ความคาดหวัง มันเป็นธรรมดาของปุถุชน ความคิดเหล่านี้มันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้ทุกข์ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเรารู้เท่าทัน ไม่หลงเชื่อมัน มันคิดก็คิดไป แต่ไม่เชื่อมัน บางทีก็ทักท้วงมัน เช่น มีความกลัว กลัวเพราะปรุงแต่งว่ามีคนอยู่ข้างนอก เดินรอบกุฏิ หรือมีตุ๊กแก มีงูอยู่ มันปรุงแต่ง แต่ไม่เชื่อมัน ทักท้วงมัน แม้กระทั่งมีความกลัวก็เห็นความกลัว
เพราะฉะนั้นจะพูดว่าทุกข์เพราะความคิดก็คงไม่ถูก ความคิดเกิดขึ้นแต่ไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเห็นมัน รู้เท่าทันมัน ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น สติช่วยเราตรงนี้แหละ ช่วยทำให้เราเห็นความคิด ไม่หลงเชื่อความคิด รู้จักทักท้วงความคิด เพราะเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา แต่ก่อนมีความคิดเกิดขึ้นก็ฉันคิด กูคิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ความคิดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความกลัวก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีความปวดก็ไม่ใช่กูปวด แค่ความปวดเกิดขึ้นกับกาย แม้มีความคิดใดเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลบีบคั้นใจให้เป็นทุกข์ได้ เพราะว่ามีสติเห็นมัน ไม่หลงเชื่อมัน นี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นกับใจของเราน้อยลง แม้ยังมีความคิด แต่ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น
25690504pm--ขยันรู้และรู้ไม่เลือก
4 พ.ค. 69 - ขยันรู้และรู้ไม่เลือก : ถ้าเราฝึกสติ เราต้องรู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ไปหมด หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่ารู้แบบตะพึดตะพือเลย หงุดหงิดก็รู้ เสียใจก็รู้ ท้อแท้ก็รู้ ผิดหวังก็รู้ และมันก็จะกลายเป็นของดีไป เพราะต่อไปก็จะเห็นสัจธรรม หรือรู้ความจริงเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนา
ต่อไปก็จะรู้ถึงขั้นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นเราของเราเลย ทุกอย่างเป็นอนัตตาไปหมด รูปก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา อันนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากการที่ใฝ่รู้ หรือว่ารู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ซื่อ ๆ ให้เราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่าให้ความอยาก และความคาดหวังมาครอบงำใจของเรา แม้จะมี ก็ให้รู้ทัน25690503pm--รู้ทันเหตุผลของกิเลส
3 พ.ค. 69 - รู้ทันเหตุผลของกิเลส : การที่คนเราจะทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวมหรือไม่ หรือว่าจะหาประโยชน์ส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ทันเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่จะทำความดี ก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสให้งดทำ หรือให้ผลัดผ่อนไปก่อน เวลาจะทำชั่วก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่ส่งเสริมให้กระเหี้ยนกระหือรือหรือว่ากระตือรือร้นที่จะทำ ถ้าเราไม่มีสติรู้ทัน อุบายกิเลส เราก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส โดนมันชักนำไป
การเจริญสติ นอกจากช่วยทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมีข้ออ้างสารพัด อย่างที่มีคนพูดว่า กิเลสหรือมารผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน ยุคนี้เป็นยุคที่เราบอกว่าเราทำอะไรอย่างมีเหตุผล พูดอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็นเหตุผลของอะไรด้วย ต้องแยกแยะให้ถูก เพราะกิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน แล้วก็สวยหรูด้วย ฉะนั้นถ้าเราไม่เท่าทันมัน มันก็พาเราเข้ารกเข้าพง25690501pm--เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์
1 พ.ค. 69 - เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ : ถ้าอยากออกจากทุกข์ก็ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ ท่านพูดถึงขนาดนี้เลย ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงด้วยซ้ำ กลายเป็นสิ่งที่ควรเข้าหา เข้าหาเพื่อที่จะทำให้เกิดปัญญา ให้เห็น ให้ความหลงมันสลายไปดับไป ไม่งั้นคนเราก็จะมีความหลงว่าชีวิตนี้มันสุข หรือว่าโลกนี้มันสุข แต่ที่จริงแล้วทุกอย่างมันทุกข์ทั้งนั้นแหละ
อย่างที่เราสวดอยู่ประจำ บทติลักขณาทิคาถา เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด เห็นทุกข์เมื่อไหร่ หรือเห็นว่าทุกอย่างมันทุกข์ไปหมด มันก็ไม่มีความคิดที่จะไปยึดติด หรือว่าหลงใหลเพลิดเพลิน มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ออกจากทุกข์ ด้วยเหตุนี้แหละ หลายท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็ตอนจะตาย ตอนที่มีความทุกข์มาก อย่างพระติสสะป่วยด้วยโรคร้าย ไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้คน เพราะว่าตัวมีแผลพุพอง น้ำเหลืองไหล ส่งกลิ่นเหม็น จนต้องนอนจมอยู่กับอุจจาระปัสสาวะ เพราะว่าเพื่อนพระดูแลไม่ไหว สุดท้ายพระพุทธเจ้าต้องเสด็จมาเพื่อที่จะมาดูแล ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก แค่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว เอาจีวรไปซักไปต้ม ซักอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปต้มไปผึ่ง ก็สบายเนื้อสบายตัวอยู่หน่อย แต่ว่าทุกขเวทนามันกำเริบแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ใกล้จะตาย พระพุทธเจ้าก็สอนธรรมให้เห็นเลยว่า สังขารคือร่างกาย มันเป็นโทษ มันไม่เที่ยง เมื่อวิญญาณออกจากร่าง แล้วผู้คนละทิ้งแล้ว ร่างนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ไร้ประโยชน์ ต้นไม้ยังมีประโยชน์บ้าง แต่ว่าร่างกายของคนเราเมื่อวิญาณออกจากร่าง มันก็ไร้ประโยชน์เลย พระติสสะพิจารณาตามก็เห็นเลย ว่าสังขารนี้เป็นโทษมาก เป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ แต่ก่อนเคยหลงร่างกายนี้ เคยหวงแหนร่างกายนี้ เพราะเห็นว่ามันงาม เห็นว่ามันเป็นที่มาแห่งความสุข แต่พอเห็นว่ามันเป็นรังแห่งความทุกข์แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ดีเลยอะไรสักอย่าง ปรากฏว่าจิตท่านถอนมาจากความยึดติดถือมั่นในร่างกาย บังเอิญก็พอดีกับช่วงนั้นทุกขเวทนาแรงกล้ามาก ก็เห็นเลย สังขารเป็นทุกข์มากเหลือเกิน มันไม่น่ายึดถือเลย จิตถอนออกมาจากความยึดในร่างกายนี้ ปรากฏว่าทันทีที่ท่านสิ้นลม ท่านได้เป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่าสมสีสี คือหมดกิเลสพร้อมๆ กับหมดลม อันนี้เพราะอะไร เพราะว่าเจอความทุกข์ ถ้าไม่เจอความทุกข์ก็คงจะยังเพลิดเพลินหลงใหล แล้วก็ยึดติดในร่างกายนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด เห็นสังขารเป็นทุกข์ หรือเห็นทุกอย่างเป็นทุกข์มากเท่าไหร่ หนทางการพ้นทุกข์ก็เปิดขึ้น25690430pm--เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์
30 เม.ย. 69 - เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : เราต้องรู้จักฉลาดในการฉวยโอกาส ถ้าเราฉวยโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกใจ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ต่อไปเราก็จะมีความเชี่ยวชาญในการอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้นที่ใจ กิเลสก็ดี ความคิด อารมณ์อกุศลก็ดี หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนา ซึ่งไม่ว่าเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะมีตัวช่วยเยอะ เช่น ยาระงับปวด แต่ก็มีขีดจำกัด
แต่ถ้าเราเรียนรู้วิชากรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อชาว่า จงอยู่กับมันอย่างมีสติเหมือนน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ เวทนาก็เหมือนกัน มันสามารถจะเป็นน้ำ แต่ว่าซึมเข้าใบบัวไม่ได้ คือไม่สามารถจะไปบีบคั้นใจได้ เพราะว่ามีสติเป็นเครื่องรักษา แม้จะยากแต่ทำได้ อาจจะทำไม่ถึงขั้นคุณยายคนนั้นที่บอกว่ากระดูกที่หัก อาการที่เกิดเป็นสักแต่ว่าเวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน สามารถจะให้จัดกระดูกเข้าที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยาชา แต่อย่างน้อยสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมคนนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับอาจารย์มด จนกระทั่งมดกัดเจ็บ แสบ ปวด จี๊ด ๆ ก็จริง แต่ก็อยู่กับมันได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ แถมใจกลับสงบเย็นด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะฝึก จึงบอกว่า นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักฉวยโอกาส และถ้าฝึกบ่อย ๆ เจอทุกข์ ก็จะเห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์25690429pm--นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น
29 เม.ย. 69 - นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น : ช่วงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว ผู้ชายคนนี้แกคิดได้ดี ในเมื่อผมจะต้องตายอีกไม่นาน เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขที่สุด และความสุขของแกไม่ใช่การกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เพราะแกทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ความสุขแกเกิดจากการที่แกมองให้เป็นบวก รู้จักหาความสุขจากทุกอย่าง
แล้วเป็นนักฉวยโอกาส แม้ว่าปวดทุกขเวทนา แต่ก็มีเรื่องเอามาคุยให้สนุกสนานได้ ถ้าเราเป็นนักฉวยโอกาสแบบนี้ แม้ในยามที่เราป่วยหนักในระยะสุดท้าย เราก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าให้ดี ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิเอาไว้ สติจะช่วยทำให้เรารับมือกับความปวดได้ อยู่ร่วมความปวดได้ แม้จะไม่มียาระงับปวด หรือยาระงับปวดระงับได้ไม่ตลอด ถึงเวลาปวดขึ้นมา ใจก็อยู่กับความปวดได้โดยไม่ทุกข์ ซึ่งนี่ล่ะคือจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ หรือด้วยความปกติสุข สิ่งที่ไม่ถูกใจเราไม่ใช่มีแค่นอกตัวเรา บางทีก็มีอยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา แต่เราก็อยู่กับมันโดยที่มันทำอะไรเราไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพราะมีสติ ซึ่งเราจะมีสติแบบนี้ได้เราต้องเป็นนักฉวยโอกาส ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์จนเป็นนิสัย ถึงเวลาที่เราป่วย อยู่ในระยะท้าย เราก็ยังรู้จักใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย25690428pm--พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง
28 เม.ย. 69 - พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง : การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เราได้คืนสู่สามัญ ไม่ใช่เพื่อหลบหรือหนีไปสู่สภาวะที่พิเศษแตกต่างจากสิ่งอื่น แม้กระทั่งภาวะที่จิตไม่คิดอะไรเลย อันนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ เพราะว่าบางคราวจิตมันก็มีการปรุงแต่งเพราะปุถุชน แต่ว่าการปรุงแต่งเป็นอารมณ์อกุศลเหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ แม้กระทั่งทุกขเวทนาทางกายก็อาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิด แต่ก็เห็นมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ ยอมรับมันได้ มันก็หมดพิษสง
เหมือนกับบางคนที่โกรธ หรือว่ารู้สึกซังกะตาย ทีแรกก็ทนไม่ไหว แต่พอเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอโกรธก็ได้นะ พอบอกกับตัวเองว่า เธอโกรธก็ได้นะ ไอ้ความโกรธก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว หรือพอรู้สึกว่าจะต้องอยู่กับความซังกะตายเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต พอยอมรับมันได้ แม้ความซังกะตายยังอยู่ แต่ว่าจิตใจนี้ก็กลับโปร่ง โล่ง เบา สบาย อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลก อารมณ์มันยังอยู่แต่ว่าใจไม่ทุกข์แล้ว เพราะว่าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบรู้ซื่อ ๆ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่หลวงพ่อชาบอกว่า เราไม่ได้หนีกิเลส ไม่ได้ให้กิเลสหนีเรา แต่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนกับน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ กิเลสหรือความทุกข์ก็ซึมเข้าสู่ใจไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษา25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู
27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง
คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร” ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร” ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก25690426pm--ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ
26 เม.ย. 69 - ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ : ถ้าเราอยากให้คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของธรรมะ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ธรรมะเปลี่ยนเราอย่างไรบ้าง ถ้าเราแสดงให้คนเห็นว่า ธรรมะทำให้เราดีขึ้น สงบเย็น ใจกว้าง มีเมตตา เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีสติ มีความรู้สึกตัว คนที่เห็นเขาก็เกิดความสนใจ อย่างน้อยเกิดศรัทธาในตัวผู้นั้น แล้วก็อาจจะซึมซับรับเอาคุณธรรมของคนนั้น เข้าไปไว้กับตัว ไว้กับใจ
ซึ่งต่างจากการพูด พูดธรรมะให้ดีอย่างไร แต่ว่าการปฏิบัติตัวนี่คนละเรื่องกันเลย คนก็ไม่ค่อยมีศรัทธา บางทีก็สงสัยว่า ทำไมธรรมะไม่ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่สงบเย็นเลย ฟังธรรมก็เยอะ ปฏิบัติธรรมก็มาก เข้าคอร์สก็บ่อย แต่ทำไมยังเจ้าอารมณ์หงุดหงิดหัวเสีย ลูกเห็นลูกก็ไม่ได้เกิดศรัทธา พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างไร ลูกก็ไม่คล้อยตาม เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นนี่ไม่ถูกต้อง มันสวนทางกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม หรือว่าจะเป็นการสอนธรรม สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักดูจิตดูใจของตัว รู้จัก ดึงสติกลับมา ให้มีความรู้เนื้อรู้ตัว แล้วธรรมะข้ออื่น ๆ ก็จะออกมาเอง25690417pm--ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร
17 เม.ย. 69 - ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร : อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า เวลาหงุดหงิดว่าไม่ถึงเป้าหมายสักที ก็ให้นึกในใจว่ามันถึงต่อเมื่อมันถึง ถ้ามันไม่ถึงก็ไม่ถึงเท่านั้นเอง หรือไม่ก็นึกไปว่าจุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า เวลาเดินธรรมยาตรา เราก็บอกกันว่า จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า จุดหมายไม่อยู่ที่ข้างหน้า พอลดความคาดหวังลงว่าต้องถึงที่หมายเร็วๆ มันจะถึงเมื่อไหร่ก็ไม่ทุกข์
อันนี้แหละคือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็คือว่าเราฝึกทำจิตได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราฝึกทำจิตเป็น ความทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็จะน้อยลง ดังนั้นถ้าเราพิจารณาข้อความเหล่านี้ จากบทสวดมนต์ไม่ว่าทำวัตรเช้าหรือเย็น ใคร่ครวญดีๆ มีประโยชน์ แล้วถ้าเรานำไปปฏิบัติเป็นแนวทาง อย่าง 3 ข้อความนี้ นอกจากจะเป็นตัวชี้เป้าให้เรารู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไรแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของการปฏิบัติด้วย ถ้าปฏิบัติทั้งปี ปฏิบัติทั้งชีวิต แต่ว่าเจอสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็ยังทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เราที่พอใจก็ยังทุกข์ หรือยังทุกข์เพราะมีความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อันนี้ก็แสดงว่ายังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร ก็ฝึกให้ก้าวหน้ามากขึ้น